Masuk“อย่าดิ้น...เดี๋ยวได้กลิ้งตกบันไดลงไปจะหาว่าไม่เตือน”
“ก็ปล่อยฉันก่อนสิ...มาแบกฉันไว้ทำไม...ฉันบอกให้ปล่อยไงไอ้หมอบ้า”
“ปากดีนักนะ ถ้ายังไม่หยุดด่าผมละก็คุณได้เจ็บตัวมากกว่านี้แน่” เขาพูดขู่
แต่ทรรศิกายังแหกปากโวยวายไม่หยุด และทันทีที่เขาแบกตัวเธอลงมาด้านล่าง ก็เป็นช่วงจังหวะเดียวกับที่เพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินเข้ามาในบ้านของเขา และทันได้เห็นฉากสำคัญตรงหน้าพอดิบพอดี
“มีอะไรหรือครับคุณกาญ” อติรุจเอ่ยถามกาญจนาพร้อมกับปล่อยตัวทรรศิกาให้เป็นอิสระ
ใบหน้างามของทรรศิกาบึ้งตึง เธอตวัดตาคมค้อนชายหนุ่มข้างตัวอยู่หลายครั้ง ที่เขากระทำการอุกอาจกับเธอ
“ดิฉันจะมาขอยาคลายกล้ามเนื้อจากคุณหมอค่ะ แต่ดูเหมือนว่าคุณหมอจะไม่สะดวก ไว้ฉันค่อยมาใหม่ทีหลังก็ได้ค่ะ”
ปากบอกว่าจะกลับมาทีหลังแต่สายตาของเธอกลับแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็น
จังหวะนั้นเองที่ทรรศิกาสบโอกาสเดินหนีไปจากเขา เธอเดินกระแทกส้นเท้ากลับขึ้นไปด้านบน เพื่อตอกย้ำให้เขารู้ว่าเธอไม่พอใจกับสิ่งที่เขาทำเมื่อครู่
“สักครู่นะครับคุณกาญ” เขาพูดกับเพื่อนบ้านที่อยู่ตรงข้ามกันก่อนจะหันไปตะโกนถามหญิงสาวเจ้าปัญหา
“นั่นคุณจะไปไหน”
“ก็กลับขึ้นไปบนห้องน่ะสิ มีปัญหาอะไร” เธอตะโกนโต้ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงมะนาวไม่มีน้ำ
“ผมให้เวลาคุณสิบนาทีสำหรับการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะออกไปข้างนอก แต่ถ้าคุณยังขืนชักช้าอยู่อีกละก็ผมจะขึ้นไปจัดการแก้ผ้าอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณเอง บอกซะก่อนเลยนะว่าผมพูดจริงทำจริงเสมอ”
คำพูดของนายแพทย์หนุ่มทำให้กาญจนาถึงกับเหวอไป เธอเริ่มสงสัยความสัมพันธ์ของสองหนุ่มสาว ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกกับทุกคนว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเพียงน้องสาวของเขาเท่านั้น แต่การกระทำและคำพูดที่เขาพูดออกมาเมื่อกี้มันตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง
‘แล้วบอกว่าเป็นพี่น้องกัน พี่น้องกันแบบไหนถึงมีการขู่ว่าจะจับแก้ผ้าอาบน้ำให้กัน’
อติรุจหันกลับมาสบสายตางุนงงปนสงสัยของเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ที่ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าเธอคนนี้ทำตัวเสมือนเป็นโทรโข่งประจำหมู่บ้าน เขารู้ทันทีว่าตนเองทำพลาดไปที่พูดจาออกไปโดยไม่คิด เดาได้เลยว่าอีกไม่นานผู้คนที่นี่ต้องพากันพูดกันถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาและยัยตัวแสบในเชิงชู้สาวแน่นอน
“เราล้อกันเล่นนะครับ อย่าคิดมาก” เขาพูดแก้ตัว
“ปกติคุณหมอล้อเล่นกันแบบนี้เสมอเลยหรือคะ แล้วที่บอกว่าพูดจริงทำจริงหมายความว่ายังไง คุณหมอคงจะไม่ได้ทำจริงอย่างที่พูดไปเมื่อกี้ใช่ไหมคะ” กาญจนาเอ่ยถามตามนิสัยที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้าน เพื่อจะนำเรื่องนี้ไปเมาท์กับก๊วนสมาคมแม่บ้าน ข่าวเด็ด ๆ แบบนี้ต้องขยาย
นายแพทย์หนุ่มรู้ได้ทันทีว่าความซวยเริ่มมาเยือนเขาอีกแล้ว
“ไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นหรอกครับ” เขาตอบข้อซักถามนั้นก่อนจะรีบพูดเบี่ยงประเด็น
“ตกลงคุณกาญต้องการยาอะไรบ้างครับผมจะได้ไปหยิบให้”
“ยาคลายกล้ามเนื้อค่ะ บังเอิญว่าสามีของดิฉันทำซ่าปีนขึ้นไปเก็บมะม่วงแล้วพลาดตกลงมา ก็เลยเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว แต่ยาคลายกล้ามเนื้อของที่บ้านหมดก็เลยต้องมาขอรบกวนคุณหมอ”
“ไม่มีปัญหาครับ”
อติรุจเดินไปหยิบยาตามที่อีกฝ่ายต้องการมายื่นส่งให้ “นี่ครับยาที่คุณต้องการ ส่วนหลอดนี้เอาไว้ทาบริเวณที่ปวดนะครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”
“เชิญครับ”
กาญจนารีบเอ่ยปากขอตัว เพราะจะรีบนำเรื่องที่ตนเองเห็นและได้ยินมากับหู เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคุณหมอหนุ่มและผู้หญิงที่เขาอ้างว่าเป็นน้องสาวไปเมาท์ให้พวกสมาคมแม่บ้านฟัง
เมื่อทรรศิกาเดินกลับลงมาด้านล่าง ทั้งคู่ก็ออกเดินทางไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทุกคนที่นั่นให้การต้อนรับคุณหมอหนุ่มอย่างเป็นกันเอง แม้แต่เด็ก ๆ ต่างก็พากันวิ่งมาห้อมล้อมเขาอย่างคนคุ้นเคย อติรุจทักทายเด็กทุกคนด้วยใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มอย่างทั่วถึงก่อนจะบอกกับเด็กเหล่านั้นว่า
“เด็ก ๆ มาตรวจร่างกายกันก่อนแล้วพี่หมอจะแจกขนมให้ตกลงไหม”
“ตกลงค่ะ/ครับ” เด็กน้อยต่างพร้อมใจกันประสานเสียงตอบ
ในฐานะผู้ช่วยทรรศิกาจำต้องทำทุกอย่างตามคำสั่ง ทั้งคอยอำนวยความสะดวกให้เขา รวมถึงการจดบันทึกผลการตรวจร่างกายของเด็กแต่ละคนลงในแฟ้มประวัติ ทรรศิกาสัมผัสได้ถึงความเอื้ออาทรและความอ่อนโยนที่อติรุจปฏิบัติต่อเด็กด้อยโอกาสเหล่านั้นโดยไม่รังเกียจ และเด็ก ๆ เองก็ดูเหมือนจะรักเขามากเช่นกัน ความรักเหล่านั้นได้เผื่อแผ่มาถึงเธอด้วย
ทรรศิกาได้รับรอยยิ้มและอ้อมกอดจากเด็กชายหญิงทุกคน ที่เข้ามาห้อมล้อมพูดคุยกับเธออย่างเป็นกันเอง ทั้งที่เพิ่งจะพบกันเป็นครั้งแรก
“แฟนของพี่หมอสวยจัง” เด็กหญิงวัยไม่เกินห้าขวบเอ่ยขึ้นด้วยนัยน์ตาใสซื่อบริสุทธิ์
อติรุจไม่ปฏิเสธความสัมพันธ์นั้นได้แต่ถามกลับไปว่า “สวยจริงหรือว่าแกล้งชม”
“สวยจริง ๆ โตขึ้นหนูจะสวยแบบนี้บ้าง”
ทรรศิกายอมรับว่าอติรุจได้เปิดมุมมองและโลกทัศน์ใหม่ ๆ ให้กับเธอ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเธอคงไม่มีโอกาสได้มาที่นี่ และคงไม่รู้ว่ายังมีเด็กด้อยโอกาสอีกมากมายที่กำลังรอรับความช่วยเหลือจากสังคม
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







