LOGIN“บ้าฉิบ! เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว” หมอหนุ่มเผลอตัวสบถออกมา
“ก็บอกแล้วไงว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณเข้าใจ ไม่มีเหตุการณ์อะไรแบบนั้นเกิดขึ้นหรอก” อติรุจเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม
“หรือนายจะให้พวกเราเข้าใจว่านายเป็นหมอโรคจิตที่ชอบพกชุดชั้นในผู้หญิง” สาธิตเอ่ยพร้อมส่งรอยยิ้มยั่วกลาย ๆ
“ถ้าพวกเราเข้าใจผิดจริง ๆ อย่างนั้นนายก็อธิบายมาสิว่านายได้ไอ้ชุดชั้นในลายเสือนี้มาได้ยังไง”
อติรุจถึงกับอึ้งเมื่อเจอคำถามคาดคั้นของอิทธิพล เขาควรจะตอบตามความเป็นจริงดีไหมนะ สุดท้ายเขาตัดสินใจที่จะไม่อธิบายอะไรทั้งนั้น เพราะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี อยากจะเข้าใจอย่างไรก็ตามใจ
“ถึงพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อคำพูดของผม เพราะฉะนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องอธิบาย”
“สรุปว่าหมอรุจยอมจำนนด้วยหลักฐานหรือคะ” พยาบาลสาวในห้องนั้นเอ่ยขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“แล้วนั่นนายจะไปไหน” อิทธิพลเอ่ยถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะเดินออกจากห้องไป
“ไปตรวจคนไข้”
“แล้วจะให้ทำยังไงกับหลักฐานชิ้นนี้ดี”
“ทิ้งไป” อติรุจตอบเสียงห้วนโดยมิได้หันกลับไปมอง
“นายมาเก็บไปเถอะ เกิดแม่เสือสาวเจ้าของบราสุดสยิวถามหาขึ้นมา แล้วนายไม่มีให้จะเป็นเรื่อง” อิทธิพลเดินไปยัดเยียดบราลายเสือตัวนั้นใส่มือเพื่อน อติรุจรับมาเก็บใส่กระเป๋าแล้วเดินจากไปทันที ปากก็ต่อว่าหญิงสาวที่คอยสร้างปัญหาให้เขาได้ไม่หยุดหย่อน
“ยัยตัวร้าย!! อย่าให้เจออีกนะ เจออีกเมื่อไรจะเอาคืนให้เข็ด”
บ่ายวันต่อมาทรรศิกาเดินทางไปที่บริษัทสตาร์ไดมอนด์ ซึ่งเป็นบริษัทอัญมณีชื่อดังอันดับหนึ่งของเมืองไทยที่คุณย่าของเธอเป็นเจ้าของอยู่
“ฉันมาขอพบท่านประธาน ท่านอยู่ข้างในใช่ไหม” หญิงสาวบอกกับเลขาหน้าห้องของคุณย่าด้วยมาดของนางพญา
“คุณหญิงไม่อยู่ค่ะ”
“อย่ามาโกหก เป็นไปไม่ได้หรอกที่คุณย่าจะไม่มาทำงาน”
ทรรศิกาพูดพร้อมกับเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของผู้เป็นย่า เธอพบแต่ความว่างเปล่า
“ไม่อยู่จริง ๆ ด้วย” หญิงสาวพึมพำเบา ๆ ก่อนจะหันไปคาดคั้นคำตอบจากแม่เลขาหน้าห้อง
“เธอรู้ไหมว่าท่านประธานไปไหน”
“ไม่ทราบค่ะ ท่านไม่ได้บอกไว้ บอกแต่ว่าช่วงนี้จะไม่เข้าบริษัท และได้มอบหมายงานทุกอย่างไว้กับท่านรอง ถ้าคุณเทย่าอยากทราบอะไรก็คงต้องไปถามกับท่านรองค่ะ”
“ไม่ได้เรื่องตามเคย” ทรรศิกาพูดด้วยความฉุนเฉียว ก่อนจะเชิดหน้าเดินตรงไปที่ห้องทำงานของรองประธานบริษัท ที่เธอให้ความนับถือเสมือนญาติคนหนึ่ง
“ท่านรองอยู่ข้างในใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ”
ทรรศิการีบก้าวเข้าไปในห้องทำงานนั้นทันที โดยไม่รอให้แม่เลขาแจ้งเจ้านายก่อน ไม่ว่าอย่างไรวันนี้เธอจะต้องได้รับคำตอบที่ต้องการ
“วัสดีค่ะลุงทิน” หญิงสาวเอ่ยทักทาย
“หนูเทย่ามาตั้งแต่เมื่อไร” สุทินหนุ่มใหญ่ใจดีวัยหกสิบห้าปีเอ่ยทักอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่น
“เทย่าเพิ่งจะมาถึงเดี๋ยวนี้เองค่ะ”
“นั่งก่อนสิ มาหาลุงมีธุระอะไรหรือเปล่า” สุทินเอ่ยถามหลานสาวประธานบริษัทด้วยความสนิทสนม เพราะเห็นเธอมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก
“อันที่จริงเทย่าจะมาขอพบคุณย่า แต่แม่เลขาหน้าห้องบอกว่าคุณย่าไม่อยู่ และจะไม่เข้าออฟฟิศสักระยะหนึ่งซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ คนที่หายใจเข้าหายใจออกเป็นการทำงานอย่างคุณย่า มีหรือที่จะละทิ้งงานที่บริษัทไปเฉย ๆ แบบนี้”
“คุณหญิงอาจจะมีธุระสำคัญที่จะต้องไปทำด้วยตัวเอง ก็เลยไม่สะดวกที่จะเข้าบริษัทในช่วงนี้ และได้มอบหมายให้ลุงจัดการงานทุกอย่างแทนในช่วงที่ท่านไม่อยู่”
“ลุงทินทราบไหมคะว่าคุณย่าไปไหน และจะติดต่อคุณย่าได้ยังไง”
สุทินส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “ลุงเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะคุณหญิงไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรไว้ บอกแต่เพียงว่าจะไม่เข้าบริษัทพักใหญ่ และสั่งให้ลุงดูแลงานที่นี่แทน”
ไม่ว่าทรรศิกาจะถามอะไร เธอก็จะได้รับคำตอบแบบเดียวกับที่เธอเคยได้รับจากทนายสุชาติ คือไม่รู้ ไม่เห็นใด ๆ ทั้งสิ้น
และนั่นยิ่งทำให้หลานสาวคุณหญิงรู้สึกหงุดหงิดที่ทุกอย่างดูจะไม่ได้ดั่งใจ
ตอนแรกนึกว่าจะได้พบคุณย่าที่นี่ แต่ก็คว้าน้ำเหลวจนได้ แถมยังไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการอีก
“ถ้าอย่างนั้นเทย่าขอมาทำงานที่นี่” ทรรศิกาเปลี่ยนประเด็น
“ได้สิ เพราะคุณหญิงคิดไว้อยู่แล้วว่าหนูเทย่าจะต้องมาที่นี่ ท่านก็เลยสั่งไว้ว่าถ้าหนูต้องการที่จะมาทำงานก็ให้รับไว้ แต่ให้บรรจุในตำแหน่งพนักงานทำความสะอาด”
“ตำแหน่งอะไรนะคะ!!” ทรรศิกาถามเสียงสูงปรี๊ด “เทย่าต้องหูฝาดไปแน่ ๆ”
“หนูได้ยินไม่ผิดหรอก” คำตอบที่ได้รับกลับมาไม่สบอารมณ์คนฟัง
“บ้าไปกันใหญ่แล้ว หลานสาวเจ้าของบริษัทจะมาทำงานที่นี่ทั้งที แต่กลับให้เริ่มต้นที่ตำแหน่งพนักงานทำความสะอาดบริษัท” หญิงสาวโวยวายเสียงดัง พร้อมกับชักสีหน้าบ่งบอกถึงความไม่พอใจ
“ก็คุณหญิงสั่งไว้เช่นนั้น”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







