تسجيل الدخولหลังจากบอกกล่าวมารดาให้เข้าใจ ร่างอรชรจึงลุกขึ้นแล้วเดินออกไปยังประตูรถม้า ที่ถึงแม้จะเก่ามากแล้วแต่กลับใหญ่โตเพียงพอสำหรับหนึ่งครอบครัว
เพราะเหตุอันใดก็ไม่อาจรู้ได้ เพียงแค่กายบางเดินย่างกรายออกมาจากประตูรถม้า เจ้าอาชาศึกตัวโตจอมพยศก็พลันหยุดเคลื่อนที่อย่างกับนัดหมายกันมาอย่างดี
กึก!
“แม่นางถังเจ้าออกมาทำไม ยังไม่ถึงเวลาพักม้า!”
เสียงห้วนขององครักษ์หน่วยแข็งแกร่งที่สุดในเมืองหลวงเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย
ไม่บ่อยครั้งที่เขาต้องมารับหน้าที่คุมตัวเชลยไปส่งชายแดนดังเช่นครานี้ หากไม่ใช่เพราะบัญชาของโอรสสวรรค์ คงไม่มีทางพาเจ้านิลกาฬมาทำหน้าที่ต่ำต้อยกว่าฐานะของมัน
สายตาคมไม่ได้จ้องมองผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง แต่กลับสอดส่องหาความผิดปกติของม้าศึกประจำกาย ซึ่งโดยปกติหากเขาไม่สั่งให้หยุดมันไม่มีทางหยุดฝีเท้าเองเช่นนี้
“ข้าหิวและเหนื่อยมาก อยากออกไปหาเสบียงสักหน่อย”
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยตอบกลับทันท่วงที ไม่ได้สนใจอารมณ์หงุดหงิดของหนึ่งในบุรุษผู้ทำหน้าที่บังคับรถม้าเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าคิดว่าตนเองอยู่ในสถานะใด จึงจะออกไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ!”
ถึงแม้ใบหน้าที่เขาเห็นในยามนี้ จะงดงามยิ่งกว่าคราแรกที่พบเจอ แต่เขาไม่ใจอ่อนให้หรอก หน้าที่คือหน้าที่
“ข้าออกไปไม่ได้หรือ”
น้ำเสียงที่เคยราบเรียบกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย้ายวน กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากกายสาวโชยมาตามสายลมมัวเมาทั้งสี่บุรุษ ซึ่งยามนี้กำลังยืนมองหน้าบุตรีตระกูลถังอย่างพร้อมเพรียงกัน
หากจิตไม่แข็งเกินกว่านาง อย่างไรเสียย่อมไม่มีผู้ใดต้านอักขระมนตราบนกายสาวได้
“ออกไปได้ขอรับ!”
องครักษ์เสื้อแพรทั้งสี่คน ขานตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน ใบหูของพวกเขาแดงก่ำ โหนกแก้มแดงขึ้นสีระเรื่อ
“ข้าจะรีบกลับมาในหนึ่งก้านธูป รับรองได้ว่าพวกท่านไม่เดือดร้อนอย่างแน่นอน”
เรื่องราวกลายเป็นเช่นนี้เห็นทีคงยากจะหลีกเลี่ยง หลบไปตั้งหลักอยู่เมืองชายแดนก็ดีไม่น้อย แต่ก่อนไปขอสะสางบางอย่างให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
หากถามว่าทำไมไม่กระทำเช่นนี้กับผู้เป็นนายขององครักษ์เสื้อแพร เหตุเพราะอักขระมนตราคล้ายกับดาบสองคม หากไม่จำเป็นนางคงไม่เลือกใช้ อีกทั้งไม่อยากถูกโอรสสวรรค์ตามติดไปทั้งชีวิต แค่คิดว่าต้องถูกบุรุษมากสตรีตามติดก็รับไม่ได้แล้ว
ส่วนบุรุษทั้งสี่คนนี้หากหมดประโยชน์แล้ว นางจะถอนมนตราออกให้ทันที ซึ่งแน่นอนว่าต้องรอให้เดินทางถึงชายแดนก่อน
“ขอรับ ให้พวกข้าตามไปด้วยหรือไม่”
เสียงที่เคยดุดันของผู้เป็นหัวหน้า ยามนี้กลับผ่อนคลายสบายใจใบหน้าคมเข้มอมยิ้มไม่ยอมคลาย
“ไม่ต้อง พวกท่านอยู่ดูแลคนในครอบครัวของข้าให้ดี เดี๋ยวจะหาเสบียงมาเผื่อ”
“ขอรับ”
เมื่อเดินห่างออกมาจากกลุ่มบุรุษ กายบางจึงพุ่งทะยานหายไปในความมืดของช่วงพลบค่ำ สองขาเรียวมุ่งตรงไปยังทิศทางที่จดจำได้ขึ้นใจ
หากจะกล่าวว่าถังเย่วเหยาคนเดิมไม่แข็งแกร่งนั้นคงกล่าวหนักไปสักหน่อย ฝึกวรยุทธ์มาหลายปีย่อมมีดีอยู่บ้าง ประกอบกับร่างกายของนางกลายเป็นร่างภาชนะของมารสาว ยามนี้สตรีชุดดำจึงเลือนหายไปราวกับสายลม
“ถือว่าเก็บตัวกันได้ดี ผลักด่านเคราะห์ให้สหายเพื่อผลประโยชน์ของพวกตน ช่างน่าส่งลงไปคุยกับท่านลุงยม”
ดวงตาแข็งกร้าวจ้องมองสหายของบิดาทีละคน เพื่อหาจุดสะสางไม่ปล่อยให้ค้างคาใจ ซึ่งยามนี้ทั้งสี่คนต่างก็กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องหนังสือของแต่ละจวน ผู้นำตระกูลทั้งสามจวนที่ผ่านมาต่างมีท่าทีเคร่งเครียดไม่พบพิรุธใด ๆ ทั้งนั้น
สหายของบิดาทั้งสี่คนตกลงสร้างจวนอยู่ใกล้ ๆ กัน มีเพียงบิดาของนางที่หวงแหนฮูหยินมาก จึงออกไปสร้างจวนอยู่เพียงลำพังยังฟากฝั่งของชานเมือง
มารดาของนางเป็นหญิงงามล่มเมืองล่มแคว้น ที่เหล่าบุรุษทั้งหลายต่างหมายปอง ไม่เว้นแม้กระทั่งสหายของบิดา!
เมื่อถังเย่วเหยาเดินทางมาถึงจวนหลังสุดท้าย มุมปากสีหวานจึงยกขึ้นภายใต้ผ้าคลุมใบหน้าสีดำเช่นเดียวกับอาภรณ์บนกาย
เมื่อแน่ใจแล้วว่าตนสะสางไม่ผิดคน จึงหลบออกมาวาดอักขระขั้นสูงลงบนแหวนหยกประจำตระกูลถัง
เพราะถูกองครักษ์เสื้อแพรเข้าไปจับกุมตั้งแต่เพิ่งตื่นนอน ถังเย่วเหยาจึงไม่มีเครื่องประดับติดกายสักชิ้น ยกเว้นแหวนหยกที่บิดามอบให้เป็นของขวัญในวันปักปิ่นเมื่อสี่ปีที่แล้ว
แม้กระทั่งปิ่นปักผมบนเรือนผมสีดำสนิท ยังเป็นเพียงปิ่นไม้ที่เจ้าตัววางไว้ใกล้มือยามตื่นนอน น่าสังเวชกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ขนาดใบหน้าหลังตื่นนอนยังไม่ทันได้ล้างเลย
“ขอแบ่งมาคนละนิดละหน่อย ข้าจะถือว่าทรัพย์สินเหล่านี้เป็นค่ารักษาขาให้บิดาของข้า”
นางตัดสินใจสะสางด้วยทรัพย์สินก่อนเบื้องต้น ส่วนเรื่องผู้กระทำผิดร่วมกับบิดานั้น คงยกหน้าที่ให้พี่ชายรูปงามทั้งสี่คนกลับมาสะสางแทน
หากจะให้สะสางก่อนเดินทาง ก็เกรงว่าบิดาจะไม่มีตำลึงรักษาขา!
สิ้นวาจาแผ่วเบากายบางจึงเปลี่ยนเป็นกลุ่มควันสีดำสนิท ควันประหลาดไร้กลิ่นเลือนหายเข้าไปในห้องสมบัติของจวนตระกูลลู่ ตระกูลจ้าว ตระกูลฉิน และตระกูลหาน โดยที่คนเฝ้ายามห้องสมบัติไม่มีทางรู้เลยว่ามีผู้มาเยือนเข้าแล้ว
ราวหนึ่งก้านธูปดังที่บอกกล่าวกับองครักษ์ทั้งสี่คน สตรีงดงามรูปร่างอวบอิ่มก็เดินกลับมาพร้อมกับเครื่องแต่งกาย ที่พร้อมสำหรับออกเดินทางไกล ซึ่งคราแรกเป็นเพียงเสื้อคลุมหลังตื่นนอนเท่านั้น
นางสวมอาภรณ์สตรีสีแดงเข้มตามความชอบเฉพาะตัว เส้นผมดกดำยาวสลวยกลิ่นหอมกรุ่น ถูกปิ่นไม้ธรรมดารวบเกี่ยวไว้อย่างงดงาม ยิ่งมองเหล่าบุรุษยิ่งตกตะลึงถึงขั้นเดินเข้าหาอย่างเหม่อลอย
“ข้าซื้อเสบียงมาเผื่อพวกท่านด้วย”
“ขอบคุณขอรับคุณหนู”
คำเรียกขานเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะลักษณะของสตรีที่กำลังถูกเนรเทศไปชายแดน งดงามยิ่งกว่าองค์หญิงในวังเสียอีก
“ออกเดินทางต่อเถิด ข้าไม่รบกวนพวกท่านแล้ว”
“ขอรับ ขอรับ”
สองเดือนต่อจากนั้นตระกูลหานจากเมืองหลวง ได้ถูกท่านเจ้าเมืองเสวียนเนรเทศต่อไปยังเมืองป๋าย สามคนพ่อแม่ลูกไม่ได้ถูกผู้ใดกลั่นแกล้งทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เกิดจากการกระทำโดยยั้งคิดหานเจาเจา ถูกตีตราให้เป็นนักโทษในเหมืองแร่ ต้องทำงานในเหมืองทุกวันยกเว้นนายจ้างให้หยุดพัก รับสภาพลูกจ้างเต็มตัวส่วนบิดามารดาของนางมีอาการเจ็บป่วย จึงได้พักผ่อนในความดูแลของเจ้าเมืองป๋ายไม่ต่างจากผู้ถูกเนรเทศคนอื่น ๆ เจ็บป่วยมีหมอดูแลไปตามสมควรสาเหตุที่ตระกูลหานถูกเนรเทศซ้ำซ้อน เพราะบุตรีคิดวางยาปลุกกำหนัดท่านเจ้าเมืองเสวียน!ท่านเจ้าเมืองผู้ถือเนื้อถือตัว ไม่ยอมความเด็ดขาดและไม่ยอมลดโทษใด ๆ ทั้งนั้นหานเจาเจามีโอกาสลงมือแต่กระทำไม่สำเร็จ เพราะท่านเจ้าเมืองระวังตัวดียิ่งกว่าผู้ใด หากว่าภรรยาดูแลเขาดีมากแล้ว เหล่าองครักษ์ย่อมดูแลดีไม่ต่างกันทุกครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารนอกจวน ทั้งอาหาร น้ำดื่ม น้ำชา ล้วนถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไร้ช่องโหว่ให้คนร้ายในเงามืดเล่นงานห้าเดือนผ่านไป“แอ้ แอ้”เสียงร้องเรียกหามารดา ของทารกชายหญิงคู่แฝดวัยเพียงสามเดือนกว่า“หยูหยู หลงหลง อยู่กับท่านตาท่านยายก่อน บิดามารดาขอ
ในวันแต่งงานของคนทั้งคู่ ท่านเจ้าเมืองขี่ม้าศึกไปรับเกี้ยวเจ้าสาวด้วยตนเอง วันนั้นเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นหลายอย่าง แต่เป็นความวุ่นวายที่มีความสุขยิ่งนักเปาะ! แปะ! เปาะ! แปะ!เช้าวันนั้นได้เกิดเสียงแห่งสวรรค์ ตกลงกระทบหลังคาแต่ละจวนชาวเมืองเสวียนรีบออกมามุงดูเสียงนั้นด้วยสีหน้าตื่นเต้น พวกเขาต่างภาวนาให้เกิดขึ้นจริง‘ใช่เสียงฝนแน่หรือ’‘พวกเจ้าหูฝาดไปหรือไม่’‘ข้ามั่นใจว่าใช่เสียงฝน เสียงนี้ข้าเคยได้ยินเมื่อยี่สิบปีก่อน’ท่ามกลางแสงแดดระอุกลับมีฝนตกลงมาอย่างหนัก พื้นดินซึ่งแต่เดิมแห้งแตกระแหงรีบดูดกลืนน้ำจืดลงดิน คล้ายกับหิวกระหายไม่ต่างจากมนุษย์ ชาวเมืองเสวียนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างออกมาวิ่งเล่นรับน้ำฝนกันอย่างมีความสุข โอ่งเก็บน้ำ ถังรองน้ำ หม้อ ไห จาน ถ้วย ของใช้ภายในครัว ถูกนำมารองน้ำฝนกันอย่างตื่นเต้นท่านเจ้าเมืองแย้มยิ้มเต็มใบหน้า หางตาของเขามีน้ำซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งของบุรุษ ผู้ซึ่งแบกรับภาระหนักมานานหลายปี มีฮูหยินคนงามคอยเคียงข้างไม่ห่างกาย“พวกเราทำสำเร็จแล้วนะเจ้าคะ อีกไม่นานเมืองของเราคงกลับมาอุดมสมบูรณ์”นิ้วเรียวกรีดซับน้ำตาให้สามีอย่างเอ็นดู
ตู้ม! ตู้ม!เสียงระเบิดพลังปราณดังสนั่นบึงน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เกิดรอยแยกใจกลางบึงกว้าง มนุษย์ผู้มีพลังปราณสีม่วงเข้ม กระโดดลงไปโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้นกลิ่นอายมารดำใต้บึงใหญ่ ซึ่งยามนี้สายน้ำแยกออกกว้างจนมองเห็นโคลนตม ทำให้สองหนุ่มมองหน้ากันอย่างรู้งานทันใดนั้นลำแสงสีม่วงบริสุทธิ์ จึงเริ่มขุดค้นหาดวงจิตอันทรงพลัง ทว่ายามนี้กลับอ่อนแอยิ่งนัก น้ำเต้ากักมารถูกเปิดฝาอ้ารอคอยการกักเก็บ“อ้าก!!!!”เสียงร้องดังโหยหวนอย่างเจ็บปวด เกิดจากลำแสงสีม่วงเข้มบริสุทธิ์ตามตำราลับ กำลังเกี่ยวรัดกอบกุมกลุ่มควันสีดำสนิทตรงกลางกลุ่มควันก้อนนั้น มีดวงตาสีแดงคู่หนึ่งฝังอยู่ พวกเขาหลีกเลี่ยงการมองดวงตาคู่นั้นโดยตรง จะได้ไม่ถูกราชามารดำครอบงำโจวซีเฉินอ๋อง คือบุรุษผู้ตรงตามตำราปราบมารทุกประการ ทั้งชาติกำเนิดอันสูงส่ง พลังปราณสีม่วงเข้มบริสุทธิ์ อีกทั้งยังเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของมารขาวอักขระ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันโดยไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้ามาก่อน“ฟู่หย่งไต้ เตรียมรับให้ดี”“ส่งมาเลยท่านเจ้าเมือง”สองบุรุษทำงานเข้าคู่กันเป็นอย่างดี ถังเย่วเหยาจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลายนางชื่นชมบุรุษทั้งสองยิ่ง
คราแรกมังกรหนุ่มแปลกใจมาก เขาได้กลิ่นอายของผู้เป็นนายมาเยือนถึงที่ แต่กลับพบเพียงสตรีรูปโฉมงดงามอ้อนแอ้น ทว่าเมื่อนึกดูดี ๆ จึงจดจำได้ว่าท่านเทพบิดร มีบุตรีอายุน้อยเป็นมารขาวอักขระ“ข้ามาขอน้ำเต้ากักมาร ตำราลับ และน้ำตาของท่านไปรักษาคนตาบอด”ถังเย่วเหยาลอยตัวลงต่ำ แล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้ามังกรเจ้าของถ้ำ พร้อมทั้งรีบบอกความต้องการของตนบุรุษร่างกึ่งมังกรผู้นี้ คือสัตว์เทพของท่านเทพบิดร นางเพิ่งรู้เมื่อตอนเปิดดวงตาสวรรค์!มังกรตนนี้อยู่เฝ้าสมบัติในประตูมิติมานานหลายร้อยปี แทนที่จะอยู่ในห้วงจิตเทพเฉกเช่นสัตว์เทพตนอื่น ๆ เพราะเขาไม่ชอบใช้ชีวิตบนแดนสวรรค์ ชอบเฝ้าถ้ำและรอคอยกลั่นแกล้งมนุษย์แสนละโมบเทพบิดรผู้มีสัตว์เทพนับร้อยเลยไม่อยากขัดใจ ท่านเทพปล่อยให้มังกรขี้หวงเฝ้าของรักได้ตามใจชอบ“ท่านเทพบิดร รู้หรือไม่ว่าท่านลงมาแดนมนุษย์”“ท่านพ่อนั่นแหละส่งข้ามา เรียกว่าเนรเทศก็ไม่ต่าง”“น่าแปลก เพราะปกติท่านเทพบิดรไม่เคยมอบพลังให้บุตรยามส่งลงมาดัดนิสัย เอ่อ…ยามเนรเทศ เอ่อ…ส่งลงมาเรียนรู้แดนมนุษย์ ขออภัยที่ข้ากล่าวผิดไปบ้าง”เอ่ยว่ากล่าวผิดแต่กลับยิ้มตรงมุมปาก สตรีตรงหน้าช่างน่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย“ท
เบื้องหน้าของกลุ่มนักเดินทางในยามนี้คือถ้ำขนาดใหญ่ ปากถ้ำเปิดกว้างสูงเด่นตระหง่าน มองเข้าไปข้างในรู้สึกได้ถึงรังสีอันตรายบางอย่าง ซึ่งลึกลับน่าหวั่นเกรงยิ่งกว่าผู้เฝ้าครองผลพิรุณ“ถ้ำแห่งนี้มีบางอย่างที่สำคัญ”ฟู่หย่งไต้ไม่ได้คิดไปเอง เพราะมีดสั้นสำหรับเปิดฝาน้ำเต้ากักมารกำลังสั่นไหวอยู่ใต้อาภรณ์“ในถ้ำนี้มีมังกร ถ้ำมังกรยังอยู่เช่นเดิมไม่ต่างจากวันวาน แต่รังสีอันตรายมากกว่าตอนนั้นยิ่งนัก”ถึงแม้จะจดจำเส้นทางไม่ได้ เพราะในประตูมิติปรับเปลี่ยนสภาพอากาศอยู่ตลอด แต่พอเห็นปากถ้ำลักษณะเปิดกว้างลึกถึงเพดาน โจวซีเฉินจึงจดจำได้ทันที“ผ่านมานานหลายปี มังกรตนนั้นอาจบรรลุพลังปราณขั้นสูงสุดแล้วเจ้าค่ะ”ถังเย่วเหยาออกความเห็นบ้าง ต่อให้รู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย ทว่าจำเป็นต้องเดินหน้าให้สุดทางหลังจากผูกม้าในที่ลับตาคน ทั้งห้าชีวิตจึงก้าวเดินเข้าไปใกล้ปากถ้ำ ทุกคนคิดไม่ต่างกันคือเดินหน้าต่อไป จนกว่าจะมองเห็นแสงสว่างตรงปลายทางเมื่อเข้าใกล้อุโมงค์หินช่วงปากถ้ำ ไอหมอกประหลาดสีขาวหม่น ได้พ่นออกมาปกคลุมไปทั่วบริเวณ หมอกสีหม่นกลืนหายทุกชีวิตประดุจมัจจุราชไร้เงาทั้งห้าคนเลือนหายไปกับสายหมอก ทันใดนั้นปากถ
‘สหายข้าเองนามไป๋เซ่อ บอกนางไปว่าเสวียนจูขอผลพิรุณสักสี่ผล’‘บอกอย่างไร ในห้วงจิตหรือพูดออกเสียง’‘ใช้ปราณมารขาวของเจ้า เข้าไปพูดคุยกับนางในห้วงจิต’เมื่อรู้วิธีพูดคุยกับสัตว์อสูรซึ่งไม่ได้อยู่ในพันธะสัญญาของตน ถังเย่วเหยาจึงตะโกนบอกกล่าวให้เหล่าบุรุษรับรู้“พี่ซีเฉินอยู่กันนิ่ง ๆ ก่อนนะเจ้าคะ ข้าต้องการพูดคุยกับอสรพิษตนนี้”“ว่าอย่างไรนะ”โจวซีเฉินถามกลับอย่างไม่เชื่อหูตนเอง แต่เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่เขาจึงเงียบรอฟัง“เชื่อใจข้าเถิดเจ้าค่ะ”“ทุกคนห้ามทำอะไรทั้งนั้น รอฟังคำสั่งอย่างเดียว”เสียงเข้มของท่านเจ้าเมือง ตะโกนสั่งการบุรุษอีกสามคน ต่อให้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่เขาเลือกเชื่อนาง“เข้าใจแล้ว”ฟู่หย่งไต้ขานรับก่อนใคร เขาอยากรู้เช่นกันว่าถังเย่วเหยาจะเจรจาอย่างไรกับอสรพิษตัวนี้ในตำราของตระกูลฟู่ เขียนเอาไว้ว่าเคยมีผู้กระทำเช่นกัน ทว่าผู้นั้นไม่ใช่มนุษย์ถังเย่วเหยาปล่อยพลังปราณสีดำของมารขาวอักขระ ให้เข้าไปในห้วงจิตของอสรพิษตัวใหญ่ นางเรียนรู้วิธีนี้มาจากมารดาในแดนมารจึงกระทำได้โดยง่ายการกระทำนี้ไม่มีผู้ใดสัมผัสได้ถึงพลังปราณ มีเพียงสัตว์อสูรกึ่งเซียนตรงหน้า ซึ่งยามนี้รับรู้แล้วว







