ANMELDENยามนี้เหล่านางกำนัลน้อยต่างกำลังนั่งซุบซิบพูดคุยกันไปต่างๆ นานาว่าเพราะเหตุใดพวกตนจึงยังไม่ได้รับคำสั่งให้เข้าไปรับใช้ในตำหนักมังกรสวรรค์เสียที พวกนางอยากจะเห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้หนุ่มรูปงามใจจะขาด แต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากต้องรอเพียงเท่านั้น
ด้านไป๋ซือเหมี่ยวนั้นกลับไม่ได้กระตือรือร้นอันใดเลยแม้แต่น้อย นางกลับคิดว่านี่ถือเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ เพราะนางจะได้มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นอีกหน่อย
หญิงสาวยกถังน้ำไปรดน้ำต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้ตามทางเดินอย่างแคล่วคล่อง ก่อนจะมาทิ้งกายนั่งพักไม่ไกลจากนางกำนัลน้อยเหล่านั้น
โจวหลี่ฮวาเป็นบุตรสาวของหัวหน้านายทหารผู้หนึ่ง นางปรายตามองไป๋ซือเหมี่ยวอย่างดูแคลน นางย่อมรู้จักกับไป๋ซือเหมี่ยวเป็นอย่างดี เพราะบิดาของไป๋ซือเหมี่ยวเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของบิดานาง ฐานะครอบครัวของไป๋ซือเหมี่ยวก็ต่ำต้อย ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยการมองดูสีหน้าผู้คน แต่ไป๋ซือเหมี่ยวกลับหน้าตางดงามเป็นอย่างยิ่ง งามเสียจนนางรู้สึกริษยา แรกเริ่มที่ไป๋ซือเหมี่ยวเข้าวังหลวงมา นางยังแอบหัวเราะเยาะว่าคนหยาบกระด้างเช่นนี้น่ะหรือจะสามารถผ่านการคัดเลือกเข้ามารับใช้ฝ่าบาทได้ แต่ผู้ใดจะทราบกันเล่าว่าไป๋ซือเหมี่ยวจะได้รับการคัดเลือกเข้ามาจริงๆ
ด้วยหน้าตาที่งดงามของนาง จะต้องถูกตาต้องใจฝ่าบาทอย่างแน่นอน โจวหลี่ฮวาที่มีใจคิดฝันสูงจึงไม่อยากให้ไป๋ซือเหมี่ยวได้ดีเกินหน้าเกินตาตนเอง
เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางจึงหาทางยุแยงนางกำนัลคนอื่นๆให้พลอยเกลียดชังไป๋ซือเหมี่ยวไปด้วย
ไป๋ซือเหมี่ยวมีหรือจะไม่รู้ว่าโจวหลี่ฮวาไม่ชอบหน้าตน แต่นางคร้านที่จะใส่ใจ นางมาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ใครอยากจะได้ความโปรดปรานก็ช่างเถอะ แต่นางมาเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวเพียงเท่านั้น
โจวหลี่ฮวายกยิ้มมุมปาก นางถือกาน้ำชาร้อนเอาไว้ในมือ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆไป๋ซือเหมี่ยว หมายจะแกล้งเดินสะดุดล้มแล้วทำชาร้อนราดรดใบหน้าของอีกฝ่าย แต่ว่าไป๋ซือเหมี่ยวไม่ได้นอนหลับสนิท นางเป็นบุตรสาวของนายทหาร แน่นอนว่าท่านพ่อย่อมต้องเคยสอนวรยุทธ์เล็กๆ น้อยๆ ให้กับนางอยู่แล้ว นางจึงระแวดระวังตนเองมากกว่าสตรีน้อยธรรมดาทั่วไป
หญิงสาวเพียงเบี่ยงกายหลบเล็กน้อย โจวหลี่ฮวาที่ไม่ทันระวังตัวจึงเดินสะดุดก้อนหินและล้มหน้าคว่ำลงไปกับพื้นทันที หญิงสาวกรีดร้องเสียงหลงก่อนจะยกมือขึ้นลูบจมูกตนเองและพบว่าตอนนี้มีเลือดสีแดงฉานกำลังไหลออกมาจากจมูกของนางไม่หยุด นางกรีดร้องไม่เป็นภาษาก่อนจะกล่าวโทษไป๋ซือเหมี่ยวทันที
“ซือเหมี่ยว เจ้าแกล้งข้าใช่หรือไม่!”
ไป๋ซือเหมี่ยวลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรายตามองโจวหลี่ฮวาอย่างเบื่อหน่าย
“ข้านั่งของข้าอยู่ดีๆ ไปแกล้งเจ้าตอนไหนกัน ไหนเล่าหลักฐาน เจ้าเดินล้มเองยังจะมากล่าวโทษผู้อื่นเช่นนี้ ช่างปัญญาอ่อนยิ่งนัก”
“นังตัวดี! เจ้ามันก็แค่สตรีที่มีสายเลือดชั้นต่ำ อย่าคิดว่าจะชูคออยู่ในวังหลวงได้นานนัก ฝ่าบาทไม่มีวันชายตาแลเจ้าหรอก”
“ฝ่าบาทจะชายตาแลข้าหรือไม่ ข้าไม่สน ข้ามาที่นี่เพื่อพี่ชายของข้า ไม่ได้มาเพื่ออยากจะปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูง โจวหลี่ฮวา อยู่ข้างนอกข้าอาจจะต่ำต้อยกว่าเจ้า แต่ยามนี้พวกเราอยู่ในวังหลวง สถานะย่อมเท่าเทียมกัน เป็นนางกำนัลเหมือน เจ้าเองก็ไม่ได้ต่างจากข้าเท่าใดนักหรอก แล้วเหตุใดข้าจะต้องกลัวเจ้าด้วยเล่า?”
“นี่เจ้า!”
“ทะเลาะอันใดกัน!”
อยู่ๆจางหมัวหมัวก็เดินเข้ามาตวาดใส่พวกนางเสียงดังลั่น ทำเอาเหล่านางกำนัลน้อยพากันรีบก้มหน้างุด ไป๋ซือเหมี่ยวเองก็รีบลุกขึ้นยืนเช่นเดียวกัน
“พวกเจ้าทะเลาะอันใดกัน?”
“หมัวหมัว ไป๋ซือเหมี่ยวแกล้งข้าเจ้าค่ะ”
โจวหลี่ฮวารีบเอ่ยฟ้องทันที ไป๋ซือเหมี่ยวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ส่งเสียงเหอะในลำคอก่อนจะเอ่ยตอบ
“ข้าไม่ได้แกล้งนางเจ้าค่ะ นางเดินสะดุดล้มเอง ข้านั่งของข้าอยู่ดีๆ ไม่เชื่อหมัวหมัวก็ลแงสอบถามเอาความจากนางกำนัลคนอื่นได้เลยเจ้าค่ะ”
ในเมื่อคิดจะทำให้นางไม่สงบสุข เช่นนั้นนางก็ลากพวกพ้องของโจวหลี่ฮวาให้มารับเคราะห์ร่วมกันด้วย นางอยากจะรู้เหมือนกันว่าพอถึงเวลาที่ต้องถูกลงโทษแล้ว คนพวกนี้ยังจะเข้าข้างช่วยออกหน้าแทนโจวหลี่ฮวาอีกหรือไม่!
เหล่านางกำนัลคนอื่นๆ บางคนมาจากตระกูลต่ำต้อย บางคนก็เป็นเพียงบุตรสาวขุนนางชั้นผู้น้อย พวกนางล้วนถูกกำชับจากคนที่บ้านว่าในเมื่อเข้าวังหลวงมาแล้วก็อย่าได้ก่อเรื่อง เมื่อชั่งน้ำหนักภายในจิตใจแล้วพวกนางจึงพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของไป๋ซือเหมี่ยว โจวหลี่ฮวาหน้าซีดเผือด นางยังไม่ทันได้กล่าวคำแก้ตัวเป็นหนที่สองก็ถูกจางหมัวหมัวสั่งให้ไปยืนยกถังน้ำข้างกำแพงวังถึงสองชั่วยามเพื่อเป็นการลงโทษเสียแล้ว
จางหมัวหมัวปรายตามองนางกำนัลทุกคนที่ยืนอยู่ก่อนจะเอ่ย
“ยามนี้ฝ่าบาทยังไม่มีคำสั่งให้พวกเจ้าเข้าไปปรนนิบัติ อย่าได้คิดก่อเรื่อง ต่อไปหากใครกล้าทำเรื่องเช่นนี้อีกข้าจะไล่ออกจากวังหลวงไป เสีย หากไม่มีสิ่งใดแล้วก็แยกย้ายกันไปทำงานซะ!”
เมื่อสิ้นคำของจางหมัวหมัว เหล่านางกำนัลน้อยก็รีบสลายตัวจากไปทันที ไป๋ซือเหมี่ยวถอนหายใจออกมาเบาๆ นางยังรดน้ำต้นไม้ที่เหลือไม่เสร็จจึงคิดจะไปตักน้ำเพื่อนำมารดน้ำต้นไม้ต่อ
เมื่อมาถึงนางก็พบกับหลี่เฟยหลงที่กำลังนั่งเอนพิงต้นไม้พลางตกปลาอย่างสบายอารมณ์ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ขาดเป็นวงกว้าง ดูแล้วขันทีคนนี้ช่างน่าเวทนาไม่น้อยเลย
“พี่ชาย”
หลี่เฟยหลงหันมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นไป๋ซือเหมี่ยวก็ยกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ
มาแล้วความสนุกเพียงหนึ่งเดียวในวังหลวงของข้า!
“น้องสาว เจ้ามาทำอันใดหรือ?”
“ข้ามาตักน้ำไปรดน้ำต้นไม้น่ะ พี่ชาย มาตกปลาเช่นนี้ไม่กลัวเจ้านายว่าเอาหรือ?”
นางเดินเข้ามาหาเขาพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม หลี่เฟยหลงพลันยิ้มตอบเล็กน้อย
“เจ้านายข้าอยากกินปลาพอดี เลยใช้ข้ามาตกปลาน่ะ ข้าตกมาได้หลายตัวเลยนะ เจ้าแบ่งเอาไปกินสักตัวสิ”
“ไม่ล่ะ พี่เก็บเอาไว้กินเถอะ”
เอ่ยจบนางก็รีบไปตักน้ำใส่ถังทันที หลี่เฟยหลงมองดูหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสนอกสนใจ เขาไม่คิดเลยว่านางจะแรงเยอะขนาดนี้ สามารถหิ้วน้ำได้สองถังโดยไม่บ่นว่าเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย พอตักน้ำเสร็จแล้ว ไป๋ซือเหมี่ยวก็ทิ้งกายลงนั่งข้างๆเขา
“กินสิ ขนมเปี๊ยะนี่อร่อยมากเลยนะถึงแป้งจะหยาบไปสักหน่อยก็เถอะ”
นางยื่นขนมมาตรงหน้าเขา หลี่เฟยหลงรับไปกินอย่างขอไปที ขนมนี้รสชาติห่วยแตกไม่น้อยเลย แต่ช่างเถอะ ในเมื่อนางตั้งใจแบ่งมาให้ เขาก็จะฝืนใจรับเอาไว้ก็แล้วกัน
ในขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งสนทนากันอยู่นั้น ก็มีหัวหน้าขันทีผู้หนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี เมื่อขันทีผู้นั้นเห็นไป๋ซือเหมี่ยวและหลี่เฟยหลงกำลังนั่งสนทนากันอยู่ เขาก็ตวาดเสียงดังลั่น
“พวกเจ้าลอบนัดพบกันหรือ? รู้หรือไม่ว่าขันทีและนางกำนัลหากลอบนัดพบกันจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก!”
หัวหน้าขันทีผู้นี้ควบคุมดูแลเพียงกลุ่มทาสชั้นต่ำ จึงไม่เคยเห็นพระพักตร์ของฝ่าบาทมาก่อนและไม่รู้ว่าหลี่เฟยหลงเป็นผู้ใด เหล่าองครักษ์เมื่อเห็นเช่นนั้นก็คิดจะเข้ามาทุบตีแต่หลี่เฟยหลงกลับส่งสายตาปรามเอาไว้ พวกเขาจึงหลบซ่อนตัวอยู่ที่เดิมไม่กล้าขยับเขยื้อน
ไป๋ซือเหมี่ยวตกใจจนตัวสั่น นางมองหัวหน้าขันทีผู้นั้นก่อนจะเอ่ย
“ท่านหัวหน้าขันทีเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงมาตักน้ำ ส่วนพี่ชายคนนี้มาตกปลาให้กับเจ้านาย พวกเราไม่ได้ทำอันใดไม่ดีเลยนะเจ้าคะ”
“คิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของเจ้าหรือ คนที่ลอบนัดพบกันเช่นนี้ล้วนทำเรื่องอัปรีย์กันทั้งนั้น วันนี้ข้าจะลากตัวพวกเจ้าไปทำโทษ โดยเฉพาะเจ้าขันทีที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงผู้นี้ คิดจะแตะต้องสตรีของฝ่าบาท อย่าหวังว่าจะได้ตายดี!”
เอ่ยจบเขาก็ยกมือขึ้นหมายจะทุบตีหลี่เฟยหลง ไป๋ซือเหมี่ยวที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบดึงตัวชายหนุ่มเข้ามาหลบที่ด้านหลังของตน ก่อนจะยกเท้าถีบเข้าไปที่กลางอกของหัวหน้าขันทีจนเขาล้มหงายท้องไปกับพื้น เมื่อรู้ว่าตนเองทำสิ่งใดลงไป นางก็ร้องอุทานในใจเบาๆ
ฉิบหายแล้ว!
หลี่เฟยหลงรู้สึกสนุกจนหัวใจเต้นถี่ระรัว น่าสนใจเป็นบ้าเลย! สตรีผู้นี้ ถึงกับกล้าถีบหัวหน้าขันทีเชียวหรือ
หัวหน้าขันทีเมื่อตั้งตัวลุกขึ้นมาได้ก็หมายจะเข้ามาทุบตีคนทั้งคู่ อีกทั้งยังสั่งการให้ขันทีคนอื่นๆรีบเข้ามาช่วยกันตามจับตัวพวกเขาอีกด้วย ไป๋ซือเหมี่ยวที่เห็นอย่างนั้นก็คิดในใจว่าพวกนางคงอยู่ที่นี่นานไม่ได้แล้ว อย่างน้อยควรหาทางหลบหนีเสียก่อน แม้ไม่รู้ว่าจะต้องไปหลบที่ใดแต่ก็ดีกว่าอยู่รอความตายที่นี่
ให้ตายเถอะ ทำไมถึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นกับนางกันนะ!
ไวกว่าความคิด นางรีบคว้าข้อมือของหลี่เฟยหลงและลากเขาออกวิ่งอย่างรวดเร็ว หลี่เฟยหลงไม่ลืมหันมาส่งสัญญาณให้องครักษ์ของตนจัดการขันทีน่ารำคาญพวกนั้นเสีย ส่วนตนก็ปล่อยให้ไป๋ซือเหมี่ยววิ่งลากไปตามทาง จนกระทั่งนางพาเขามาหลบที่โขดหินจำลองแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับป่าไผ่ท้ายวังหลวง
หญิงสาวหายใจเหนื่อยหอบ ก่อนจะหันมามองหลี่เฟยหลงที่กำลังนั่งหลบอยู่ข้างกัน เขาไม่ได้แสดงท่าทีเหนื่อยหอบเลยแม้แต่น้อย ช่างทำให้นางแปลกใจไม่น้อยเลย
“คงไม่มีผู้ใดตามมาแล้วกระมัง ให้ตายเถอะ ต่อไปข้าจะทำอย่างไรดีเล่า เขาจะต้องเอาเรื่องนี้ไปฟ้องจางหมัวหมัวแน่นอนเลย ชีวิตข้าจบเห่แล้ว ต้องโดนไล่ออกจากวังหลวงอย่างแน่นอน ต่อไปข้าจะไม่มีเบี้ยหวัดนางกำนัลไปรักษาพี่ชายและจุนเจือครอบครัวอีก คราวนี้คงไร้สิ้นหนทางแล้ว!”
นางเอ่ยพลางเอนหลังพิงกับโขดหินจำลองอย่างสิ้นหวัง หลี่เฟยหลงที่ได้ยินอย่างนั้นจึงรีบเอ่ยถามทันที
“เจ้ามีพี่ชายที่ล้มป่วยด้วยหรือ?”
ไป๋ซือเหมี่ยวหันมามองชายหนุ่มก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย
“ใช่แล้ว บิดาข้าเป็นทหารชั้นผู้น้อย มารดาเป็นแม่ค้าขายผักในตลาด ส่วนพี่ชายของข้าล้มป่วยมานานแล้ว ที่ข้าเข้าวังหลวงมาก็เพราะอยากนำเบี้ยหวัดส่งกลับไปให้ที่บ้านเพื่อเป็นค่ายาให้กับพี่ชายเดิมทีข้าไม่อยากเข้าวังหลวงและไม่คิดที่จะมายั่วยวนฝ่าบาทด้วย เพราะข้ากลัวมาก ข้ากลัวว่าหากตนเองปรนนิบัติฝ่าบาทได้ไม่ดี อาจจะถูกลงโทษเอาได้”
“เจ้าไม่อยากเป็นสนมของฝ่าบาทหรือ?”
“สนมกับผีน่ะสิ สภาพข้าน่ะหรือจะเป็นพระสนมได้ ท่านอย่าได้ล้อข้าเล่น หากผู้ใดมาได้ยินจะหัวเราะเยาะเอาได้!”
เอ่ยจบนางก็ยื่นมือมาหยิกเข้าที่แขนของเขาหนหนึ่ง อาจเพราะเมื่อครู่ผ่านเรื่องเลวร้ายด้วยกันมาทำให้นางเริ่มจะสนิทสนมกับเขามากขึ้น หลี่เฟยหลงไม่โกรธซ้ำยังอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้
ที่แท้นางเข้าวังหลวงมาก็เพราะอยากได้เงินไปรักษาพี่ชายนี่เอง
เมื่อคิดได้เช่นนั้นแววตาที่เขามองหญิงสาวตรงหน้าพลันอ่อนลงเล็กน้อย
“เจ้าจะไม่ถูกทำโทษหรอก ข้ารับรองได้”
ไป๋ซือเหมี่ยวหันมามอง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เพราะเหตุใด?”
“เพราะว่าข้าเป็น...”
ไป๋ซือเหมี่ยวหมดสติไปร่วมสามวันเต็มๆ ระหว่างนี้หลี่เฟยหลงและเฉินม่อที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้สืบทราบเบาะแสบางอย่างเข้าโดยบังเอิญในหมู่บ้านแห่งนี้มีหัวหน้าหมู่บ้านอยู่คนหนึ่ง เขาค่อนข้างที่จะเจ้าอารมณ์ไม่น้อยเลย หลี่เฟยหลงรู้สึกสงสัยในตัวของหัวหน้าหมู่บ้านคนนั้นจึงให้เฉินม่อไปสืบความเป็นไปทุกอย่างในหมู่บ้าน จนกระทั่งพบกับความผิดปกติของหัวหน้าหมู่บ้านผู้นั้นเขาดูเหมือนจะไม่ใช่หัวหน้าหมู่บ้านธรรมดา ซ้ำยังมีวรยุทธ์เหมือนกับทหารที่ถูกฝึกฝนมานานเสียอย่างนั้น และดูเหมือนว่าหมู่บ้านแห่งนี้คล้ายจะมีความผิดปกติบางอย่างอีกด้วยหลี่เฟยหลงเมื่อได้ทราบเรื่องกลับไม่ได้ลงมือทำสิ่งใดต่อ ยามนี้เขาห่วงความปลอดภัยของไป๋ซือเหมี่ยวมากกว่า นางยังคงบาดเจ็บหนัก หากเขาทำอันใดบุ่มบ่ามลงไปอาจจะก่อปัญหาตามมาไม่จบไม่สิ้น ยามนี้คงทำได้เพียงเก็บงำความสงสัยนี้เอาไว้ในใจเสียก่อน จากนั้นค่อยจัดการสะสางในภายหลังผ่านไปร่วมสามวันในที่สุดไป๋ซือเหมี่ยวก็ฟื้นตื่นขึ้นมา หญิงสาวรู้สึกเจ็บแผลอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ถึงกับลุกขึ้นจากเตียงไม่ได้ โชคดีที่บาดแผลไม่ได้โดนจุดสำคัญ อีกทั้งท่านหมอก็รักษาอาการบาดเจ็บของนางอย่างเต็มกำลัง
“ซือเหมี่ยว!”หญิงสาวไม่ได้หันมามองเขา แต่กลับดึงร่างของเขาให้มาหลบอยู่ด้านหลังนาง ก่อนที่นางจะยกเท้าถีบเข้าไปที่กลางอกของนักฆ่าผู้นั้นอย่างแรง แล้วกระชากหอกเล่มนั้นมาถือเอาไว้ในมือ ก่อนจะกระโดดเข้าไปหานักฆ่าที่นอนล้มอยู่บนพื้น แล้วแทงปลายหอกเข้าไปที่กลางอกของมันอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักฆ่าคนนั้นก็สิ้นใจตายไปทันทีหลี่เฟยหลงมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงไม่น้อย เขาไม่เคยคิดเลยว่านางจะมีวรยุทธ์และสามารถปกป้องตนเองได้ เดิมทีเขาคิดว่านางเป็นเพียงสตรีบอบบางนางหนึ่งเท่านั้นแต่ยามนี้ไม่ใช่เวลามานั่งสงสัยเรื่องใด ชายหนุ่มรีบคว้าดาบของนักฆ่าคนหนึ่งที่นอนตายอยู่บนพื้นขึ้นมาถือเอาไว้ อาศัยจังหวะนี้รีบเข้าไปจัดการนักฆ่าคนอื่นๆต่อทันทีแต่เหล่านักฆ่าดูเหมือนจะเตรียมการมาอย่างดี กลุ่มเก่าตายจากไปนักฆ่ากลุ่มใหม่ก็โผล่มาอย่างรวดเร็ว คนของหลี่เฟยหลงเริ่มล้มตายไปทีละคน เฉินม่อเองก็เริ่มเหนื่อยล้าไม่น้อยแล้ว เขาหันไปมองไป๋ซือเหมี่ยวที่กำลังรับมือกับนักฆ่าคราหนึ่ง เขาไม่ได้แปลกใจเท่าใดนักเพราะเขารู้อยู่แล้วว่านางมีพรสวรรค์ในวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็กและนายกองไป๋ก็สอนนางให้เรียนรู้ทุกอย่างยามนี้นางกำลังต่อสู้กับน
ไป๋ซือเหมี่ยวค่อนข้างตื่นเต้นไม่น้อย นับว่านานมากแล้วที่นางไม่ได้ไปไหว้พระบนเขาด้วยเพราะต้องดูแลพี่ชายที่ป่วย และนางก็ไม่มีเงินที่ใช้ในการเดินทางไปไหนมาไหน ทำให้ไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาเพื่อดูโลกภายนอกมากเท่าใดนักหญิงสาวเปิดผ้าม่านรถม้าออกเพื่อมองดูบรรยากาศโดยรอบ ก่อนจะพบว่าทิวทัศน์ข้างทางนั้นงดงามเป็นอย่างยิ่ง หลี่เฟยหลงเพียงจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าเล็กน้อย และไม่ได้เอ่ยอันใดทั้งสิ้นตัวเขาเองก็ไม่ได้ออกจากวังหลวงมาร่วมหลายเดือนแล้วเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ก็มีงานราชกิจมากมายที่ต้องสะสางไม่จบไม่สิ้น เขาแทบไม่มีเวลาได้พักจึงไม่ได้ออกไปที่ใดอีกเลยนับแต่นั้นใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึงวัดบนเขาเสียที หลี่เฟยหลงจำได้ว่าวัดบนเขาแห่งนี้เป็นสถานที่เดียวกันกับที่จวงไท่เฟยเดินทางมาขอพรและกราบไหว้เพื่อระลึกถึงเสด็จพ่อของเขา เมื่อมาถึงก็ได้ทราบว่ายามนี้จวงไท่เฟยกำลังสวดมนต์อยู่ในอาราม รอบด้านมีเหล่าทหารเฝ้าอารักขาอยู่เต็มไปหมด เพราะเขาแต่งกายปิดบังสถานะ ทหารเหล่านั้นจึงจำเขาไม่ได้และไม่ได้ใส่ใจเขามากเท่าใดนักในวัดแห่งนี้มีอารามด้วยกันสองอาราม เขาจึงเลือกพาไป๋ซือเหมี่ยวไปยังอีกอารามหนึ่งที่
“ฝ่าบาท จวงไท่เฟยมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”เสียงของขันทีด้านนอกปลุกหลี่เฟยหลงให้ตื่นจากภวังค์ความคิด ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านนี้ออกไป ก่อนจะเอ่ยตอบขันที“ให้นางไปรอที่ห้องโถง”“พ่ะย่ะค่ะ”ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย จากนั้นเขาก็เดินไปที่ห้องโถงเพื่อพบกับจวงไท่เฟยจวงไท่เฟยนั้นอายุมากไม่ต่างจากฉินไทเฮา พวกนางเข้าวังหลวงมาพร้อมกันและเป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อไม่ต่างกัน นางมีนิสัยเรียบร้อยอ่อนหวาน ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใดมากนัก และยังชอบสวดมนต์กินเจมาแต่ไหนแต่ไร ใบหน้าของนางงดงามอิ่มเอิบ เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและอ่อนโยน แม้นางจะไม่เคยก่อปัญหาหรือกลั่นแกล้งเขาเลย แต่เขากลับไม่รู้สึกสนิทใจกับสตรีผู้นี้มากเท่าใดนัก“จวงไท่เฟยมาขอพบข้ามีเรื่องใดหรือ?”เขาเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะทิ้งกายลงนั่งบนที่นั่ง และสั่งให้คนจัดเก้าอี้มาให้จวงไท่เฟย จวงไท่เฟยยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนจะทิ้งกายลงนั่งและเอ่ยกับเขา“ฝ่าบาท อีกสองวันจะเป็นวันครบรอบสวรรคตหนึ่งปีของอดีตฮ่องเต้ หม่อมฉันจึงอยากจะทูลขอเสด็จออกจากวังหลวงมุ่งหน้าไปยังวัดบนเขา เพื่อสวดขอพรให้พระวิญญ
เมื่อหามุมสงบหลบพักได้แล้ว ไป๋ซือเหมี่ยวก็ทิ้งกายลงนั่งพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย กว่าจะรู้ตัวก็พบว่าที่นั่งด้านข้างยามนี้ดูเหมือนจะมีใครบางคนกำลังทิ้งกายลงนั่ง เมื่อหญิงสาวหันมามองก็พบว่าเป็นหลี่เฟยหลงนั่นเองเดิมทีเขามาที่นี่นานแล้ว และยังมองเห็นนางแล้วเช่นเดียวกัน วันนี้หญิงสาวดูเหมือนจะไม่สดใสเหมือนเช่นทุกวัน คล้ายกับว่ามีเรื่องราวทุกข์ใจที่ไม่อาจหาทางแก้ไขได้อย่างไรอย่างนั้น“ท่านมานานแล้วหรือ?”ไป๋ซือเหมี่ยวหันมาเอ่ยถามหลี่เฟยหลงก่อนจะยิ้มให้เขาเล็กน้อย หลี่เฟยหลงมองหน้าหญิงสาวครู่หนึ่งพลางเอ่ยตอบ“มาเดินเล่น ช่วงนี้ฝ่าบาททรงไม่มีงานให้ข้าทำ จึงค่อนข้างว่างอย่างยิ่ง”“อ้อ”ไป๋ซือเหมี่ยวขานรับคำหนึ่งและไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ความเงียบที่ผิดปกติของนางทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินเท่าใดนัก ที่ผ่านมานางมักจะมีคำพูดมากมายที่มาพูดสนทนากับเขา แต่วันนี้มันกลับต่างออกไปหลี่เฟยหลงมีท่าทีครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย“เจ้ามีเรื่องใดไม่สบายใจงั้นหรือ ข้าเห็นเจ้าเอาแต่นิ่งเงียบมาสักพักหนึ่งแล้ว”ไป๋ซือเหมี่ยวหันมามองหลี่เฟยหลง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เรื่องที่นางคิดจะหยิบยืมเงิน
“เพราะว่าข้าเป็นขันทีที่รับใช้อยู่ข้างกายฝ่าบาท ฝ่าบาททรงเอ็นดูข้ามาก หากข้าออกหน้าแทนเจ้า จางหมัวหมัวย่อมไม่เอาความเจ้าอย่างแน่นอน”ไป๋ซือเหมี่ยวที่ได้ยินเช่นนั้นดวงตาก็เบิกกว้าง แต่เมื่อคิดไตร่ตรองอีกหนนางก็เอ่ยถามเขาทันที“ท่านพูดจริงหรือล้อข้าเล่นกันแน่ ท่านบอกว่าตนเองเป็นขันทีของฝ่าบาทแล้วเหตุใดจึงสวมใส่เสื้อผ้าขาดๆ เช่นนี้เล่า”“ฝ่าบาทชอบให้ข้ารับใช้สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ แบบนี้แหละ มันดูตื่นเต้นดี”ไป๋ซือเหมี่ยว “...”นางถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออกเมื่อได้ยินว่าฮ่องเต้พระองค์นี้มีรสนิยมเช่นไร ช่างแปลกประหลาดไม่เบาเลย เกิดมานางก็เพิ่งเคยพบเคยเจอฮ่องเต้ประเภทนี้“เอาล่ะ ไม่มีใครตามมาแล้ว เจ้ารีบกลับไปเถอะ ข้ายังต้องไปรับใช้ฝ่าบาทอีก”“อืม ท่านก็ระวังตัวด้วยเล่า หากว่าฝ่าบาททรงพิโรธท่านก็ไม่ต้องออกหน้าแทนข้า อย่าได้ลำบากเข้าใจหรือไม่?”“ได้”ไป๋ซือเหมี่ยวแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเดินจากไปทันที หลี่เฟยหลงเมื่อเห็นว่าหญิงสาวเดินจากไปไกลจนลับสายตาแล้ว เขาก็เดินออกมาจากโขดหินจำลอง ฉู่กงกงที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้เมื่อเห็นเจ้านายเดินออกมาจากโขดหินจำลองแล้วก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที“โธ่ ฝ่าบา







