로그인‘เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้นกันนะ’
“แม่นางเข้ามาในร้านของข้าต้องการสมุนไพรชนิดใดงั้นหรือ”
ชายแก่ที่ผมขาวโพลนไปทั่วหัวเดินถือไม้เท้าพยุงตนเองออกมาด้านนอกก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหานางอย่างเชื่องช้า
“คือว่าที่ร้านของท่านรับซื้อสมุนไพรหรือไม่เจ้าคะ”
“สมุนไพรงั้นหรือ น่าแปลกที่ผ่านมาคนที่มาขายสมุนไพรต่างก็เป็นบุรุษกันทั้งนั้นไม่คิดว่าจะเป็นสาวน้อยเช่นเจ้า”
“คือว่าท่านพ่อของข้าเป็นคนหามาน่ะเจ้าค่ะแต่เพราะที่บ้านต่างก็ต้องทำงานช่วยกัน ดังนั้นข้าจึงรับหน้าที่นำมันมาขาย”
“อย่างนี้นี่เองเช่นนั้นข้าคงต้องตรวจสอบสมุนไพรที่เจ้านำมาก่อนถึงจะบอกราคาได้"
"ได้เจ้าค่ะเฒ่าแก่”
นางแย้มยิ้มปลดย่ามลงจากไหล่แล้ววางไว้บนโต๊ะตรงหน้าก่อนจะหยิบเอาโสมร้อยปีออกมาวางให้เขาตรวจสอบ
ชายชราที่แรกเริ่มไม่ได้สนใจนางนักเพราะคิดว่าคงจะเป็นสมุนไพรบ้านๆ ที่เหล่าชาวบ้านหลายๆ คนนำมาขายแต่เมื่อเห็นของที่นางวางลงบนโต๊ะแล้วนั้นก็ถึงกับตาลุกวาวขึ้นทันใด
“นะ นี่มัน!”
“โสมเจ้าค่ะอายุน่าจะมากกว่าร้อยปีได้แล้วกระมัง”
“เจ้าไปหามาได้อย่างไรกันนางหนู”
“ข้าบอกไปแล้วว่าครอบครัวของข้าชอบเก็บสะสมสมุนไพร ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่ข้ายังไม่ได้นำออกมาท่านช่วยตรวจสอบทีนะเจ้าคะ”
“โสมหนึ่งต้นใช้ทำยาอายุวัฒนะได้มากมายยิ่งนักมูลค่าของมันมากมายมหาศาลไม่ใช่น้อยๆ เลย ที่เจ้านำมานี่มันกี่ต้นงั้นหรือ”
เขาจ้องมองโสมที่ถูกวางเอาไว้ตรงหน้าอย่างละลานตามองเห็นจำนวนเงินมากมายมหาศาล หากว่านำส่งไปขายในเมืองหลวงน่ากลัวว่าคงมีแต่คนรุมแย่งซื้อเป็นแน่
“ห้าสิบต้น ข้าว่าข้านำมาห้าสิบต้นนะเจ้าคะหายไปไหนแล้วนะ”
หลิวซือซือก้มมองดูในย่ามของนางครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่พบ
‘หรือจะหล่นบนรถม้าแต่ช่างเถอะสี่สิบเก้าต้นก็มากมายพอแล้ว’
“ข้านับแล้วได้สี่สิบเก้าต้นเจ้าคะ”
ชายชราเจ้าของร้านโอสถที่ได้ยินนางบ่นพึมพำกับตนเองก่อนหน้านี้ก็แย้มยิ้มให้นางเล็กน้อยก่อนจะใช้เครื่องมือมาคำนวณราคาของโสมเหล่านี้
“ข้าให้เจ้าต้นละห้าสิบตำลึง สี่สิบเก้าต้นก็…”
“หะ ห้าสิบตำลึงเลยหรือเจ้าคะ”
“ไม่ผิด ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนซื่อตรงจึงจะบอกความจริงให้รู้ โสมเหล่านี้เมื่อนำไปแปรรูปเป็นโอสถชนิดต่างๆ จะมีมูลค่าที่มากมายมากกว่านี้นัก ยิ่งเจ้านำมันไปขายในเมืองหลวงต้นละร้อยตำลึงก็ยังน้อยไป”
“จริงหรือเจ้าคะ”
เขาไม่ตอบก่อนจะยื่นตั๋วเงินบางส่วนและตำลึงเงินให้นาง
“ทั้งหมดสองพันสี่ร้อยห้าสิบตำลึง ข้าให้เจ้าไปเพิ่มอีกห้าสิบตำลึงนะ”
“ท่านจะให้ข้าทำไมมากมายนักเจ้าคะ”
“ข้าเต็มใจให้เจ้าก็รับไว้เถอะหากว่าวันข้างหน้าเจ้ามีโสมพวกนี้อีกก็ตรงมาหาข้าได้เลย"
"เช่นนั้นก็ขอบคุณมากๆ เจ้าค่ะเฒ่าแก่”
นางยิ้มกว้างก่อนจะรับเอาตั๋วเงินและก้อนเงินที่เคยเห็นในหนังสือที่เคยร่ำเรียนมา เมื่อมาอยู่ในมือของนางก็ดูภูมิใจไม่น้อย
‘หาเงินได้ด้วยตนเองมันน่าภูมิใจเช่นนี้นี่เอง'
ขณะที่กำลังดีใจกับเงินมากมายที่ถือเอาไว้ในมืออยู่นั้นก็เหมือนนางจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้
“เอ่อ เฒ่าแก่ข้าขอเสียมารยาทถามอะไรบางอย่างได้หรือไม่เจ้าคะ”
“อะไรหรือ”
“ตอนที่ข้าเดินเข้ามาในร้านเหตุใดท่านดูเหมือนจะตื่นตกใจกับอะไรบางอย่าง มีอะไรเกิดขึ้นหรือเจ้าคะ”
“เฮ้อ ก็พวกนักเลงในตัวเมืองนั่นน่ะสิวันนี้เข้ามาเรื่องในร้านของข้าแต่เช้าเลย”
“นักเลงหรือเจ้าคะ”
“ถูกแล้ว เจ้าพวกนั้นถูกทางการจับไปหลายต่อหลายครั้งก็ไม่ยังไม่จดจำ ยังคิดก่อเรื่องไม่เว้นวันเลย”
‘นักเลงงั้นหรือ หรือจะเป็นพวกอี้ซวนหรือไม่นะ แต่เมืองเฉิงตูกว้างใหญ่เพียงนี้คงไม่ได้มีกลุ่มนักเลงเพียงกลุ่มเดียวหรอกกระมัง’
“ข้าคงต้องกลับแล้ว”
“รีบกลับไปเถอะถนนตรงนี้เงียบเกินไปผู้คนไม่ค่อยสัญจรกัน ออกจากร้านข้าไปแล้วก็เร่งฝีเท้าเข้าไปในตัวตลาดเร็วๆ หน่อยก็ดี หากพบนักเลงพวกนั้นเข้าเจ้าอาจจะแย่ได้”
“เจ้าค่ะ ขอบคุณเฒ่าแก่ที่ชี้แนะ”
นางส่งยิ้มให้เขาก่อนจะเดินออกจากร้านขายโอสถไป
“พวกอี้ซวนมาที่ร้านโอสถทำไมกันนะ หรือเพราะเห็นว่ามีคนแก่เฝ้าร้านคนเดียวจึงคิดกลั่นแกล้งงั้นหรือ แย่จริง”
นางเดินออกจากร้านโอสถไปตามทางเดินบนถนนแคบๆ มาเรื่อยๆ ระหว่างทางเดินนั้นก็พบกับคนไร้บ้านที่กำลังนั่งพิงหลังอยู่กับกำแพง
หลิวซือซือมองดูพวกเขาหากอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ พวกเขาไม่แย่หรอกหรือ
นางหยุดเดินก่อนจะยืนแอบอยู่หลังต้นไม้ต้นหนึ่งเปิดระบบวิเศษหยิบเอาเสื้อกันหนาวออกมาเพิ่มแล้วแจกจ่ายกับคนเหล่านั้น
พวกเขามองมาที่นางแรกเริ่มดูจะตื่นตกใจยิ่งนัก นางมองเห็นแววตาตื่นกลัวที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้น
'อะไรกันเนี่ยอย่าบอกนะว่าหลิวซือซือรังแกคนไปทั่วไม่เว้นแม้แต่คนไร้บ้านที่น่าสงสารเช่นพวกเขา'
เมื่อพวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้นาง หลิวซือซือจึงวางเสื้อกันหนาวเอาไว้ตรงโคนต้นไม้ก่อนจะร้องบอกคนเหล่านั้นให้มาหยิบไปใช้งาน
นางรีบเดินหนีออกมาจนพ้นหัวมุมถนนและเมื่อหันหลังกลับไปดูก็พบคนเหล่านั้นต่างก็เข้ามาแย่งเสื้อกันหนาวกัน
กลุ่มคนเหล่านั้นนอกจากจะมีผู้ใหญ่ คนแก่ก็ยังมีเด็กเล็กอีกสามสี่คนปะปนอยู่ด้วย
หลิวซือซือยิ้มก่อนจะเดินออกจากตรอกนั้นมุ่งตรงไปยังตัวตลาดแต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงของบุรุษสองสามคนกำลังสนทนากันไปมา ฟังจากน้ำเสียงน่าจะกำลังทะเลาะกันเสียมากกว่า
นางเดินเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะค่อยๆ ชะโงกหน้าไปมองคนกลุ่มนั้น ชายหนุ่มสามคนรูปร่างกำยำดูน่ากลัวกำลังยืนกอดอกถกเถียงกันอยู่ไม่มีใครยอมใคร
และแล้วเท้าของนางก็เหยียบเข้ากับท่อนไม้แห้งซีกหนึ่งจนเกิดเสียงดัง
“แกรก!”
ชายฉกรรจ์เหล่านั้นหันมามองทางนางด้วยความรวดเร็ว
“นั่นใคร!”
‘ซวยแล้ว!’
หลิวซือซือโอดครวญในใจที่ไม่ระวังจนทำให้พวกนั้นได้ยินเสียงของนางจนได้
นางรีบกลับหลังหันแต่ไม่ทันได้ก้าวเท้าวิ่งออกไปแต่อย่างใดชายพวกนั้นก็วิ่งมาล้อมด้านหน้านางแล้ว
หลิวซือซือรีบหยิบย่ามขึ้นมาบังใบหน้าเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“เจ้าเป็นใครมาทำอะไรลับๆ ล่อๆ ตรงนี้”
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นหูนางจึงเอาย่ามที่ปิดบังใบหน้าลงเงยหน้าขึ้นไปมองเหล่าบุรุษพวกนั้น
“หลิวซือซือ!”
ทั้งสามตะโกนเรียกชื่อของนางเสียงดัง
หลิวซือซือที่เห็นว่าเป็นอี้ซวนคนที่เพิ่งจะขอเป็นสหายกันไปเมื่อวันก่อนก็ยิ้มกว้างออกมา แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามสิ่งใดพวกเขาก็หันหน้าหนีนางและตั้งท่าจะเดินหนีไปคนละทิศละทางอย่างรวดเร็ว
“ดะ เดี๋ยวสิ! พวกเจ้าจะรีบไปไหนกัน”
นางวิ่งไปดักหน้าคนพวกนั้นเอาไว้สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนดูเอือมระอากับนางอยู่ไม่น้อย
‘นางทำอะไรผิดกันเหตุใดจึงทำเหมือนนางน่ารำคานเช่นนั้นเล่า’
“เจ้าจะมาเรียกข้าไว้ทำไมกัน”
“ไม่ใช่พวกเจ้าหรือที่เรียกข้าไว้”
“นะ นั่น”
“อะไร พวกเจ้าต่างหากเล่าอากาศหนาวเย็นเช่นนี้มาทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงนี้กัน”
สายตาจับผิดของนางทำเอาอี้ซวนเลิกลั่กไปไม่น้อยแต่ไม่ทันที่เขาจะตอบสิ่งใดไป หลิวซือซือที่เมื่อครู่หันซ้ายหันขวาอยู่ก็เข้ามากระซิบพวกเขาใกล้ๆ
“นี่ๆ ข้าได้ยินมาว่าแถวนี้มีพวกนักเลงมาซุ่มดักปล้นและทำร้ายชาวบ้านอยู่นะ พวกเจ้ารีบกลับบ้านไปเถอะ”
เมื่อได้ยินที่นางพูดออกมาทั้งสามกันหันมองหน้ากันทันที
‘นะ นักเลงที่นางว่ามันคือพวกเขาไม่ใช่หรือ’
‘นางไว้ใจเขามากเกินไปหรือไม่นะ’หลิวซือซือว่าจ้างชาวบ้านในบริเวณโดยรอบของเมืองเข้ามาทำงานในฟาร์มผักแห่งใหม่นี้แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งไม่ว่าจะปลูกพืชผักใดๆ ก็ไร้หนทางได้เก็บเกี่ยวนั้น นางก็สามารถพลิกฟื้นให้กลับมามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งพืชผักผลไม้มากมายหลากหลายชนิดที่ไม่ค่อยจะมีใครปลูกได้ไม่ว่าจะเป็นผักสลัด มะเขือเทศลูกใหญ่ทั้งยังมีฟาร์มข้าวสาลีที่เวลานี้เริ่มสุกงอมได้ที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว“ซือซือ”เสียงเรียกของผู้เป็นสามีดังแว่วมาแต่ไกลเขาวิ่งมาหานางด้วยความรวดเร็วสีหน้าและแววตาของเขาแลดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย‘เป็นอะไรของเขา’“แดดแรงเช่นนี้เจ้าออกมาทำไมเล่า”“ข้ามาดูแลคนงานเผื่อ
หลังจากหลิวซือซือแต่งงานออกไปไม่นานก็ได้ยินมาว่าหลิวผิงเอ๋อนั้นถูกฮูหยินนายอำเภอทุบตีทำร้ายเกือบปางตายเพราะหลิวผิงเอ๋อแอบคบชู้กับสามีของนางนั่นเองใบหน้าที่เคยสวยหวานถูกตบตีจนแก้มนุ่มนิ่มที่เคยมีเลือดฝาดนั้นแตกไปหมด ดวงตาบวบปูดร่างกายถูกทุบตีจนเดินไม่ได้ อาการบาดเจ็บสาหัสทำให้หลิวผิงเอ๋อต้องนอนซมอยู่บนเตียงไปหลายวัน แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ นางแท้งลูก!“ท่านพ่อ”“ซือซือเจ้ามาแล้ว ละ…แล้วนั่น”“สามีของข้า ลูกเขยของท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“ห๋า ก็ไหนบอกว่า”“ท่านพ่อตาขออภัยที่ข้าไม่ได้บอกท่านแท้จริงแล้วเรื่องราวที่เกี่ยวกับบุตรชายสกุลโหวนั้นล้วนเป็นข้าที่ปล่อยข่าวลือเหล่านั้นออกไปทั้งสิ้น”“อะ อะไรนะ!”“ข้าเพียงแค่อยากเลือกเจ้าสาวผู้ที่จะต้องมาอยู่เคียงข้างกัน
บ้านสกุลโหวหลิวซือซือยืนมองป้ายประจำตระกูลที่ติดเอาไว้ที่เสาหน้าบ้านตัวอักษรที่บรรจงเขียนอย่างพลิ้วไหวดูงดงามมากพอๆ กับป้ายประจำตระกูลที่ถูกแกะสลักจากไม้เนื้อดีดูมีความสง่าน่าเกรงขามไม่น้อยแรกเริ่มเดิมทีนางก็ไม่คิดที่จะแต่งงานแทนน้องสาวต่างไส้ที่น่ารังเกียจผู้นั้นเลยแม้เพียงนิดแต่เมื่อคิดได้ว่านี่คงเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ออกไปจากบ้านหลังนั้นจึงได้ตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะนางได้ยินมาอยู่บ้างว่าบุตรชายสกุลโหวนั้นรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ไม่น้อยแต่ก็ไม่อาจคืนคำพูดที่เคยให้สัญญากับบิดาเอาไว้ได้แต่ที่ทำให้นางตกตะลึงในเวลานี้ก็คือ….“แม่นางเจ้าเป็นอะไรงั้นหรือ”หลิวซือซือเงยหน้าขึ้นไปจ้องมองป้ายด้านหน้าบ้านอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
“ผิงเอ๋อเจ้าว่าอะไรนะ”“ข้าเห็นพี่หญิงเอาแต่พูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกับซือหยางคนงานที่มาทำงานในไร่ของเราน่ะเจ้าค่ะ""ท่านพ่อหากปล่อยไว้แบบนี้อาจจะทำให้บ้านของเราเสียหายได้นะเจ้าคะ สัญญาแต่งงานของสกุลหลิวกับสกุลโหวอาจสั่นคลอนได้ของหมั้นที่ทางฝั่งนั้นส่งมาก็อาจถูกริบคืนแว่วว่าท่านพ่อใช้มันไปบางส่วนแล้วไม่ใช่หรือ”หลิวผิงเอ๋อพยายามเป่าหูผู้เป็นบิดาและมารดาเพื่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะขับไล่หลิวซือซือออกไปจากบ้านให้เร็วขึ้นและของทุกอย่างที่เป็นของหลิวซือซือย่อมตกเป็นของนางใบหน้าที่ร้ายกาจของผู้เป็นบุตรสาวอยู่ในการจับจ้องมองของมารดาตลอดเย่หลันถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านมานานนับกี่ปีหลิวผิงเอ๋อก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปเลย นางที่เอาแต่สนใจความสุขสบายของบุตรสาวจนลืมนึกไปว่าควรที่จะสั่งสอนนางให้ดีกว่านี้
‘สักวันเถอะข้าต้องได้ดีกว่าเจ้าอย่างแน่นอน หลิวซือซือ’เป็นเวลากว่าเจ็ดวันแล้วที่หลิวผิงเอ๋อไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนทั้งยังไม่ยอมออกมาช่วยงานในไร่เลยสักครั้ง หลิวซือซือครั้นอยากจะเข้าไปดึงนางให้ลุกจากเตียงนอนก็ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะพยายามห้ามนางเอาไว้“ท่านพ่อเหตุใดท่านจึงตามใจนางเช่นนี้กันเล่าเจ้าคะ”“โถ่ซือซือ ผิงเอ๋อเองก็ยังเด็กเจ้าจะอะไรกับนางนักหนา”“เด็กแบบไหนถึงได้เที่ยวไปนอนกับคนอื่นไปทั่ว”“ซือซือ!”“หรือไม่จริง หากท่านยังตามใจนางเช่นนี้สักวันเถอะนางจะนำความเดือดร้อนมาให้พวกท่านไม่รู้จบ”“นั่นมันก็เรื่องของพวกข้า ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นพ่อไม่คิดว่าเขาจะพูดเ
หลิวซือซือสั่งการให้สาวใช้ของนางจัดการงานที่บ้าน ส่วนนางและพ่อบ้านหลูก็เดินทางไปในตัวเมืองด้วยความรวดเร็วเมื่อทั้งสองมาถึงกลางตลาดก็ได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายลั่นไปทั่วท้องถนนเมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นหลิวผิงเอ๋อที่กำลังนั่งจมปุกอยู่กลางถนนโดยมีสตรีนางหนึ่งที่ยืนจังก้าท้าวเอวพร้อมทั้งชี้นิ้วตรงมาที่นาง ปากสีแดงสดเอาแต่ร่ายคำด่าออกมาไม่มีหยุด เมื่อสายตาของนางสะดุดเข้ากับร่างๆ หนึ่งก็หยุดการกระทำนั้นไปทันที หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นก่อนจะเอ่ยปากถามไปว่า“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”“เจ้าควรจะดูแลน้องสาวของเจ้าให้ดีกว่านี้สิซือซือ รู้หรือไม่ว่านางมาวอแวกับสามีของข้า”“อะไรนะ”“ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ไปถึงขั้นไหนกันแล้ววันนี้มีคนมาบอกข้าว่าเห็นนางกับสามีของข้าออกมาจากโรงเตี๊ยมนี่ ข้าจึงตามมาดูแล้วก็เป็นอย่างที่คนเขาพูดจริงๆ”“
อากาศหนาวที่หนาวเย็นจับใจทำให้ชาวบ้านแทบจะทุกหลังคาเรือนไม่มีผู้ใดออกมาทำมาหากินในตอนค่ำเลยสักคน ผู้คนดูจะอดอยากมากขึ้นเรื่อยๆหลิวซือซือที่นั่งอยู่บนรถม้าโดยมีพ่อบ้านหลูเป็นสารถีขับรถม้าให้ก็เลิกผ้าม่านขึ้นมองเห็นความทุกข์เวทน
หลิวผิงเอ๋อได้เพียงแค่ยืนย่ำเท้ากับพื้นเท่านั้นไม่กล้าที่จะพูดสิ่งใดออกไปเพราะความจริงแล้วสิ่งที่หลิวซือซือพูดออกมานั้นก็ไม่ได้ผิดแผกไปแต่อย่างใด‘ใช่แล้วเวลานี้นางไม่มีความสามารถใดๆ ในการที่จะทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้หร
หลังกลับจากในเมืองหลิวซือซือก็มอบหมายให้พ่อบ้านหลูไปติดต่อกับหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อเช่าซื้อบ้านว่างหลังใหญ่ท้ายหมู่บ้านหลังนั้น หากจำนวนเงินมีมากพอนางตั้งใจจะซื้อขาดตามที่ตั้งใจเอาไว้พ่อบ้านหลูจัดการตามที่นางสั่งการพร้อมทั้งส่งค
‘นะ นักเลงที่นางว่ามันคือพวกเขาไม่ใช่หรือ’“อะแฮ่ม คือว่าพวกข้าเป็นบุรุษใยต้องกลัวคนพวกนั้นกัน ว่าแต่เจ้าเถอะมาทำอะไรที่นี่”"ข้าหรือ”







