Masukหลิวซือซือละสายตาจากผู้เป็นพ่อที่เดินหายเข้าไปในบ้านก่อนจะหันไปมองชาวบ้านที่กำลังซุบซิบกันเสียงดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน
“ตั้งแต่ข้าเกิดมาก็ไม่เคยพานพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนเลยนะ เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองของเรากัน”
“เจ้าไม่เคยได้ยินที่เขาร่ำลือกันหรือ"
"เรื่องอะไร"
"ก็เรื่องที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันที่เพิ่งขึ้นครองราชย์น่ะสิ ว่ากันว่าเป็นคนที่ดวงไม่ดีต่อราษฎรถึงได้เกิดเหตุอาเพศเช่นนี้ขึ้นอย่างไรเล่า”
หลิวซือซือส่ายหัวให้กับเหล่าชาวบ้านที่ยืนสนทนากันไม่ไกลกับนางนัก
‘ภัยธรรมชาติจะไปเกี่ยวกับดวงชะตาของมนุษย์ได้อย่างไรกัน ถึงว่าสิป้าข้างบ้านไม่ว่ายุคสมัยใดก็น่าตบปากยิ่งนัก’
เช้าวันถัดไป
หลิวซือซือที่ตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่แต่ก็ยังช้ากว่าบิดาของนางที่เดินทางออกไปทำงานที่ท่าเรือก่อนหน้านี้แล้ว ครั้นจะเอาเสื้อกันหนาวที่หยิบออกมาจากระบบวิเศษให้เขาก็ไม่ทันการเสียแล้ว
‘หลิวหลงเยี่ยนผู้นี้ขยันขันแข็งเสียจริงน่าเสียดายที่มีลูกสาวเกียจคร้านทั้งสองคนช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย’
“นั่นเจ้าจะไปไหน”
สองเท้าที่ยังก้าวไม่พ้นประตูก็มีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นด้านหลังของนาง
“เรื่องของข้า”
“นี่เจ้า!”
หลิวซือซือไม่สนใจเย่หลัน นางเดินฉับๆ ไปยังสวนท้ายบ้านของนางเพื่อตั้งใจให้พ่อบ้านหลูพาเข้าไปในเมืองนั่นเอง
“คุณหนูจะไปทำไมแต่เช้าหรือขอรับ”
“ข้าต้องหาบ้านใหม่”
“บ้านใหม่?”
“ใช่เจ้าค่ะ”
“เจ้าฝันกลางวันอยู่หรือ”
“หงเย่!”
“ก็ข้าพูดเรื่องจริงนี่ขอรับท่านปู่ท่านก็ได้ยินที่นางพูด บ้านสกุลหลิวแทบไม่มีเงินเหลืออยู่เลยจะเอาที่ไหนไปซื้อบ้านใหม่กัน”
“ข้าว่านะหงเย่เจ้าน่ะช่างเหมือนหลิวผิงเอ๋อเสียจริง ทั้งคำพูดและท่าทางที่แสดงต่อข้า”
“อะ อะไรนะ! คุณหนูผิงเอ๋อสูงส่งเช่นนั้นเจ้ากล้าว่านางเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”
“หงเย่หยุดพูดเดี๋ยวนี้ คุณหนูท่านอย่าสนใจเจ้าเด็กบ้าคนนี้เลยนะขอรับ”
“ข้าไม่ถือสา ท่านลุงพวกเรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะกว่าจะถึงในเมืองจะสายเอาได้”
พ่อบ้านหลูพยักหน้าก่อนจะกึ่งลากกึ่งดึงหลานชายของเขาขึ้นไปบนรถม้าโดยมีสายตาอาฆาตของเจ้าเด็กจอมแก่นนั้นมองมาที่นางไม่วางตา
หลิวซือซือส่ายหัวให้เด็กชายเล็กน้อย ไม่แปลกที่เขาจะรังเกียจนางเพราะหลิวซือซือคนเก่านั้นวีรกรรมน้อยหน้าเสียที่ไหนกัน กลั่นแกล้งสองปู่หลานคู่นี้ไม่น้อยแต่ก็แปลกที่พ่อบ้านหลูกลับไม่โกรธเกลียดนางเลยสักเพียงนิด
‘เพราะอะไรกันนะ’
เมื่อทั้งหมดขึ้นรถม้ากันเรียบร้อยแล้วขณะที่พ่อบ้านหลูกำลังจะควบม้าออกเดินทางไปในเมืองอยู่นั้นก็ได้มีใครบางคนโยนเสื้อขนสัตว์ที่ดูหนานุ่มและน่าจะอุ่นมากๆ มาให้พวกเขา เมื่อมองไปตามทิศทางนั้นก็พบเพียงแค่หลิวซือซือที่นั่งส่งยิ้มมาให้
“คุณหนูนี่อะไรหรือขอรับ”
“เสื้อกันหนาวใส่เอาไว้สิเจ้าคะจะได้อุ่นๆ”
“เอ๋ แต่ว่า”
“ข้าใช้เวลาว่างๆ ถักทอมันขึ้นมาให้คนในบ้านรวมทั้งท่านและหงเย่ด้วย ดังนั้นสบายใจได้ไม่มีใครมาทวงคืนอย่างแน่นอน”
“เจ้าแน่ใจหรือ”
หงเย่ชายตามามองนางด้วยแววตาไม่เชื่อถือนัก หลิวซือซือหันไปจ้องเขาก่อนจะเอ่ยไปว่า
“ไม่ใส่ก็ตามใจเจ้าแต่อย่าหาว่าข้าไม่เตือน อากาศหนาวเย็นเช่นนี้เจ้าได้แข็งตายอย่างแน่นอน”
“อะ อะไรนะ”
หลิวซือซือละความสนใจจากเขาก่อนจะปิดผ้าม่านประตูลง แล้วกลับไปนั่งบนเบาะรองนั่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมที่งามตาความหนานุ่มของเบาะทำให้นางนั่งบนรถม้าได้สบายขึ้น
หลิวซือซือเลิกม่านหน้าต่างขึ้นมองออกไปยังบรรยากาศด้านนอกตัวรถโดยไม่ได้สนใจสองปู่หลานอีกเลย
หงเย่ที่เดิมไม่กล้าใช้เสื้อกันหนาวของนางนั้นแต่เมื่ออากาศที่ดูท่าจะหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ จึงจำใจใส่มันเอาไว้ ความอบอุ่นของเสื้อกันหนาวทำให้เด็กชายรู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย
'น่าแปลกที่คนอย่างนางจะรู้จักแบ่งปันคนอื่นๆ เป็นด้วย'
เมื่อหันไปมองท่านปู่ของเขาก็พบเพียงรอยยิ้มบางๆ ไร้คำพูดใดๆ ออกมาทั้งนั้น
‘หากไม่ใช่ว่าผีเข้าเช่นนั้นนางก็ต้องเป็นบ้าไปแล้วอย่างแน่นอน สตรีร้ายกาจเช่นนางจะรู้จักแบ่งปันคนอื่นไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้!’
ทั้งสามที่นั่งอยู่บนรถม้าก็ได้เดินทางออกจากหมู่บ้านมุ่งตรงไปยังตัวเมืองเฉิงตูด้วยความรวดเร็วท่ามกลางการเฝ้ามองของเย่หลันแม่เลี้ยงของหลิวซือซือ
“จะไปไหนกันนะพักนี้เด็กแก่แดดผู้นี้ทำตัวแปลกๆ เสียจริง”
แม้จะแอบก่นด่าผู้เป็นลูกเลี้ยงเช่นหลิวซือซือแต่ก็ไม่ได้โกรธที่นางพ่นวาจาหยาบคายใส่มากนัก เมื่อหันกลับไปมองหน้าห้องของบุตรสาวในไส้ของตนกลับต้องถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย
หลิวซือซือที่ปากร้ายก็ยังขยันตื่นเช้าส่วนลูกสาวตัวดีของนางจนป่านนี้ยังไม่ลุกจากเตียงนอนอีก
‘ช่างน่าอายเสียจริง’
ตลาดเมืองเฉิงตู
“ถึงแล้วขอรับ”
“ท่านลุงรอข้าอยู่ตรงนี้ข้าไปครู่เดียวก็กลับแล้ว”
“ขอรับ”
หลิวซือซือที่แบกสะพายถุงย่ามเอาไว้ตั้งท่าจะเดินเข้าไปในตลาดแต่แล้วก็ต้องหยุดฝีเท้าลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่านางไปเรียกสองปู่หลานคู่นั้นตั้งแต่เช้าทั้งคู่น่าจะยังไม่ได้กินอะไรเลยกระมัง ตอนที่เดินทางกันนั้นนางแอบได้ยินเสียงท้องน้อยๆ ของเจ้าเด็กแก่แดดผู้นั้นร้องออกมาด้วย 'คงจะหิวกันแล้วกระมัง'
“เอ่อ คือว่า”
“มีอะไรหรือขอรับ”
“ไม่รู้ว่าข้าจะไปซื้อของนานเท่าใด ท่านลุงพาหงเย่ไปซื้อหมั่นโถวร้อนๆ กินรองท้องรอข้าก่อยเลยนะเจ้าคะ”
“เอ๋ แต่ว่า”
“รับไว้เถอะหากท่านไม่รับไว้ข้าคงไม่สบายใจเป็นแน่”
“แต่ว่าคุณหนูเงินนี่”
“เป็นเงินที่ข้าขายของมาได้อย่างสุจริตหาได้ขโมยแม่เลี้ยงมาแต่อย่างใด ท่านอย่าเป็นกังวลไปหงเย่น่าจะหิวแล้วท่านเอาแต่ดูแลข้าแต่ท่านเองก็ต้องดูแลเขาด้วย”
ว่าจบนางก็หันหลังเดินเข้าไปในตลาดด้วยความรวดเร็วท่ามกลางการเฝ้ามองจากสองปู่หลาน
“ผีเข้าสิงนางกลางวันแสกๆ เลยนะขอรับท่านปู่”
“หงเย่อย่าได้พูดจาเช่นนั้นอีกเข้าใจหรือไม่ อย่างน้อยนางก็คือบุตรสาวของนายท่านแม้ว่าก่อนหน้านี้นางจะร้ายกาจเพียงใดแต่เวลานี้ข้าว่าเจ้าเองก็น่าจะรับรู้ได้ว่านางไม่ใช่หลิวซือซือคุณหนูผู้เอาแต่ใจคนนั้นอีกแล้ว จริงหรือไม่”
หงเย่เงยหน้ามองปู่ของเขาก่อนจะค่อยๆ พยักหน้าเล็กน้อย เขาก้มหน้าลงก่อนจะครุ่นคิดถึงการกระทำของหลิวซือซือที่ดูจะเปลี่ยนไปจริงๆ
ทางด้านหลิวซือซือที่สะพายย่ามเดินผ่านร้านโอสถแห่งหนึ่งไปแล้วก็ต้องหยุดฝีเท้าลงแล้วเดินกลับมาส่องดูที่หน้าร้านอีกครั้ง
ในย่ามของนางนั้นมีโสมร้อยปีกองกันเต็มอยู่ข้างในและเดิมทีนางตั้งใจจะไปที่โรงหมอแต่เมื่อคิดดูอีกทีหากเดินไปที่โรงหมออาจจะเสียเวลาเจรจาซื้อขายกันอีกนานและไม่รู้ว่าการเจรจาพูดคุยกับคนเหล่านั้นจะจบลงอย่างไร และนางเองก็รีบใช้เงินเสียด้วยดังนั้นหลิวซือซือจึงตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในร้านโอสถนี้ทันที
เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็ได้กลิ่นตลบอบอวลของผงยาสมุนไพรที่ลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งร้าน เสียงกระดิ่งกระทบกับประตูหน้าร้านในขณะที่นางเปิดเข้ามาเมื่อครู่ทำให้คนที่อยู่ด้านในรีบโผล่หน้าออกมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจทันที
‘เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้นกันนะ’
‘นางไว้ใจเขามากเกินไปหรือไม่นะ’หลิวซือซือว่าจ้างชาวบ้านในบริเวณโดยรอบของเมืองเข้ามาทำงานในฟาร์มผักแห่งใหม่นี้แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งไม่ว่าจะปลูกพืชผักใดๆ ก็ไร้หนทางได้เก็บเกี่ยวนั้น นางก็สามารถพลิกฟื้นให้กลับมามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งพืชผักผลไม้มากมายหลากหลายชนิดที่ไม่ค่อยจะมีใครปลูกได้ไม่ว่าจะเป็นผักสลัด มะเขือเทศลูกใหญ่ทั้งยังมีฟาร์มข้าวสาลีที่เวลานี้เริ่มสุกงอมได้ที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว“ซือซือ”เสียงเรียกของผู้เป็นสามีดังแว่วมาแต่ไกลเขาวิ่งมาหานางด้วยความรวดเร็วสีหน้าและแววตาของเขาแลดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย‘เป็นอะไรของเขา’“แดดแรงเช่นนี้เจ้าออกมาทำไมเล่า”“ข้ามาดูแลคนงานเผื่อ
หลังจากหลิวซือซือแต่งงานออกไปไม่นานก็ได้ยินมาว่าหลิวผิงเอ๋อนั้นถูกฮูหยินนายอำเภอทุบตีทำร้ายเกือบปางตายเพราะหลิวผิงเอ๋อแอบคบชู้กับสามีของนางนั่นเองใบหน้าที่เคยสวยหวานถูกตบตีจนแก้มนุ่มนิ่มที่เคยมีเลือดฝาดนั้นแตกไปหมด ดวงตาบวบปูดร่างกายถูกทุบตีจนเดินไม่ได้ อาการบาดเจ็บสาหัสทำให้หลิวผิงเอ๋อต้องนอนซมอยู่บนเตียงไปหลายวัน แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ นางแท้งลูก!“ท่านพ่อ”“ซือซือเจ้ามาแล้ว ละ…แล้วนั่น”“สามีของข้า ลูกเขยของท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“ห๋า ก็ไหนบอกว่า”“ท่านพ่อตาขออภัยที่ข้าไม่ได้บอกท่านแท้จริงแล้วเรื่องราวที่เกี่ยวกับบุตรชายสกุลโหวนั้นล้วนเป็นข้าที่ปล่อยข่าวลือเหล่านั้นออกไปทั้งสิ้น”“อะ อะไรนะ!”“ข้าเพียงแค่อยากเลือกเจ้าสาวผู้ที่จะต้องมาอยู่เคียงข้างกัน
บ้านสกุลโหวหลิวซือซือยืนมองป้ายประจำตระกูลที่ติดเอาไว้ที่เสาหน้าบ้านตัวอักษรที่บรรจงเขียนอย่างพลิ้วไหวดูงดงามมากพอๆ กับป้ายประจำตระกูลที่ถูกแกะสลักจากไม้เนื้อดีดูมีความสง่าน่าเกรงขามไม่น้อยแรกเริ่มเดิมทีนางก็ไม่คิดที่จะแต่งงานแทนน้องสาวต่างไส้ที่น่ารังเกียจผู้นั้นเลยแม้เพียงนิดแต่เมื่อคิดได้ว่านี่คงเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ออกไปจากบ้านหลังนั้นจึงได้ตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะนางได้ยินมาอยู่บ้างว่าบุตรชายสกุลโหวนั้นรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ไม่น้อยแต่ก็ไม่อาจคืนคำพูดที่เคยให้สัญญากับบิดาเอาไว้ได้แต่ที่ทำให้นางตกตะลึงในเวลานี้ก็คือ….“แม่นางเจ้าเป็นอะไรงั้นหรือ”หลิวซือซือเงยหน้าขึ้นไปจ้องมองป้ายด้านหน้าบ้านอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
“ผิงเอ๋อเจ้าว่าอะไรนะ”“ข้าเห็นพี่หญิงเอาแต่พูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกับซือหยางคนงานที่มาทำงานในไร่ของเราน่ะเจ้าค่ะ""ท่านพ่อหากปล่อยไว้แบบนี้อาจจะทำให้บ้านของเราเสียหายได้นะเจ้าคะ สัญญาแต่งงานของสกุลหลิวกับสกุลโหวอาจสั่นคลอนได้ของหมั้นที่ทางฝั่งนั้นส่งมาก็อาจถูกริบคืนแว่วว่าท่านพ่อใช้มันไปบางส่วนแล้วไม่ใช่หรือ”หลิวผิงเอ๋อพยายามเป่าหูผู้เป็นบิดาและมารดาเพื่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะขับไล่หลิวซือซือออกไปจากบ้านให้เร็วขึ้นและของทุกอย่างที่เป็นของหลิวซือซือย่อมตกเป็นของนางใบหน้าที่ร้ายกาจของผู้เป็นบุตรสาวอยู่ในการจับจ้องมองของมารดาตลอดเย่หลันถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านมานานนับกี่ปีหลิวผิงเอ๋อก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปเลย นางที่เอาแต่สนใจความสุขสบายของบุตรสาวจนลืมนึกไปว่าควรที่จะสั่งสอนนางให้ดีกว่านี้
‘สักวันเถอะข้าต้องได้ดีกว่าเจ้าอย่างแน่นอน หลิวซือซือ’เป็นเวลากว่าเจ็ดวันแล้วที่หลิวผิงเอ๋อไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนทั้งยังไม่ยอมออกมาช่วยงานในไร่เลยสักครั้ง หลิวซือซือครั้นอยากจะเข้าไปดึงนางให้ลุกจากเตียงนอนก็ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะพยายามห้ามนางเอาไว้“ท่านพ่อเหตุใดท่านจึงตามใจนางเช่นนี้กันเล่าเจ้าคะ”“โถ่ซือซือ ผิงเอ๋อเองก็ยังเด็กเจ้าจะอะไรกับนางนักหนา”“เด็กแบบไหนถึงได้เที่ยวไปนอนกับคนอื่นไปทั่ว”“ซือซือ!”“หรือไม่จริง หากท่านยังตามใจนางเช่นนี้สักวันเถอะนางจะนำความเดือดร้อนมาให้พวกท่านไม่รู้จบ”“นั่นมันก็เรื่องของพวกข้า ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นพ่อไม่คิดว่าเขาจะพูดเ
หลิวซือซือสั่งการให้สาวใช้ของนางจัดการงานที่บ้าน ส่วนนางและพ่อบ้านหลูก็เดินทางไปในตัวเมืองด้วยความรวดเร็วเมื่อทั้งสองมาถึงกลางตลาดก็ได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายลั่นไปทั่วท้องถนนเมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นหลิวผิงเอ๋อที่กำลังนั่งจมปุกอยู่กลางถนนโดยมีสตรีนางหนึ่งที่ยืนจังก้าท้าวเอวพร้อมทั้งชี้นิ้วตรงมาที่นาง ปากสีแดงสดเอาแต่ร่ายคำด่าออกมาไม่มีหยุด เมื่อสายตาของนางสะดุดเข้ากับร่างๆ หนึ่งก็หยุดการกระทำนั้นไปทันที หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นก่อนจะเอ่ยปากถามไปว่า“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”“เจ้าควรจะดูแลน้องสาวของเจ้าให้ดีกว่านี้สิซือซือ รู้หรือไม่ว่านางมาวอแวกับสามีของข้า”“อะไรนะ”“ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ไปถึงขั้นไหนกันแล้ววันนี้มีคนมาบอกข้าว่าเห็นนางกับสามีของข้าออกมาจากโรงเตี๊ยมนี่ ข้าจึงตามมาดูแล้วก็เป็นอย่างที่คนเขาพูดจริงๆ”“
อากาศหนาวที่หนาวเย็นจับใจทำให้ชาวบ้านแทบจะทุกหลังคาเรือนไม่มีผู้ใดออกมาทำมาหากินในตอนค่ำเลยสักคน ผู้คนดูจะอดอยากมากขึ้นเรื่อยๆหลิวซือซือที่นั่งอยู่บนรถม้าโดยมีพ่อบ้านหลูเป็นสารถีขับรถม้าให้ก็เลิกผ้าม่านขึ้นมองเห็นความทุกข์เวทน
หลิวผิงเอ๋อได้เพียงแค่ยืนย่ำเท้ากับพื้นเท่านั้นไม่กล้าที่จะพูดสิ่งใดออกไปเพราะความจริงแล้วสิ่งที่หลิวซือซือพูดออกมานั้นก็ไม่ได้ผิดแผกไปแต่อย่างใด‘ใช่แล้วเวลานี้นางไม่มีความสามารถใดๆ ในการที่จะทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้หร
หลังกลับจากในเมืองหลิวซือซือก็มอบหมายให้พ่อบ้านหลูไปติดต่อกับหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อเช่าซื้อบ้านว่างหลังใหญ่ท้ายหมู่บ้านหลังนั้น หากจำนวนเงินมีมากพอนางตั้งใจจะซื้อขาดตามที่ตั้งใจเอาไว้พ่อบ้านหลูจัดการตามที่นางสั่งการพร้อมทั้งส่งค
‘นะ นักเลงที่นางว่ามันคือพวกเขาไม่ใช่หรือ’“อะแฮ่ม คือว่าพวกข้าเป็นบุรุษใยต้องกลัวคนพวกนั้นกัน ว่าแต่เจ้าเถอะมาทำอะไรที่นี่”"ข้าหรือ”







