LOGINอดีตทหารรบพิเศษและสายลับอิสระ เซี่ยงจ้าวอิงไม่เคยคิดว่าภารกิจชิงกำไลทองคำโบราณในกรุงลอนดอน จะนำเขาข้ามกาลเวลาสู่ยุคห้าราชวงศ์สิบแคว้น เมื่อฟื้นขึ้นมา เขากลับพบว่าตนเองมีใบหน้าเหมือนองค์ชายใหญ่เซียวจ้าวอิง ผู้กำลังถูกลอบสังหารระหว่างเดินทางกลับวังหลวง และด้วยสถานการณ์บีบบังคับ เขาจำต้องสวมรอยเป็นองค์ชายตาบอดผู้นั้น ทว่าในวังหลวงที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ ไม่มีใครเชื่อใจใครได้อย่างแท้จริง เมื่อการลอบสังหารครั้งแรกนำไปสู่ความลับที่ลึกกว่าที่คิด เซี่ยงจ้าวอิงจึงต้องค้นหาความจริง ขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องชีวิตและตำแหน่งขององค์ชายที่เขาสวมรอย ก่อนความลับของเขาจะถูกเปิดเผย
View Moreตะวันใกล้ลับฟ้า องค์ชายใหญ่เซียวจ้าวอิงนั่งนิ่งอยู่ในรถม้า มือทั้งสองประสานบนตัก แม้ใต้ผ้าปิดตาจะมองไม่เห็นสิ่งใด แต่โสตประสาทกลับไวต่อทุกเสียงรอบกาย เสียงล้อรถบดกรวดหิน เสียงม้าสิบกว่าตัวย่ำฝีเท้า เสียงใบไม้เสียดสีเมื่อลมพัดผ่าน เสียงนกร้องเซ็งแซ่... สรรพสิ่งรอบกายคล้ายแลดูปกติ ทันใดนั้นเสียงสกุณาที่เคยดังระงมกลับเงียบหายไปพร้อมกันอย่างประหลาด
"ท่านกั่ว" เขาเอ่ยเบา ๆ ผ่านม่านรถ "หยุดขบวน"
กั่วเยว่ซานที่ขี่ม้านำอยู่ด้านหน้าชะงัก หันมามองรถม้าด้วยสีหน้าสงสัย แต่ด้วยความเคารพที่มีต่อองค์ชายใหญ่มาตลอดสิบกว่าปี เขาไม่ถามซ้ำ เพียงยกมือขึ้นสั่งให้ขบวนหยุด
หนึ่งลมหายใจถัดมา เสียงธนูแหวกอากาศดัง "ฉึบ!" ตัดผ่านความเงียบ
"ระวัง!" กั่วเยว่ซานตะโกนสุดเสียง ดาบของเขาชักออกจากฝักทันควัน
ลูกธนูเพลิงพุ่งจากพุ่มไม้ทั้งสองฟาก ปักลงบนหลังคารถม้าจนเปลวไฟลุกโชน ทหารคุ้มกันแตกตื่น ม้าบางตัวถูกยิงล้มลงพร้อมคนขี่ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่ว
เซียวจ้าวอิงดีดตัวออกจากรถที่กำลังลุกไหม้ ร่างกายอันอ่อนแอของเขาสั่นสะท้าน แต่หูทั้งสองข้างกลับทำงานหนักกว่าที่เคย เขานับจำนวนเท้าที่วิ่งเข้ามาได้ไม่ต่ำกว่ายี่สิบคู่ เสียงดาบปะทะดาบดังขึ้นรอบทิศ
"ต้าเตี้ยนเซี่ย (แปลว่าองค์ชายใหญ่) อยู่ใกล้ๆข้าไว้!" กั่วเย่วซานดึงตัวองค์รัชทายาทมาข้างกายก่อนหันไปปะทะคนร้ายสามคนพร้อมกัน ดาบของขุนพลชรากรีดเป็นเส้นแสงสีเงินกลางแสงไฟที่ลุกโชน คนร้ายคนแรกล้มลงทันทีพร้อมเสียงร้องสั้น ๆ
เซียวจ้าวอิงกำด้ามกระบี่ประจำตัวไว้แน่น แม้มองไม่เห็นสิ่งใด แต่การฝึกกระบี่มาทั้งชีวิตทำให้เขาจับจังหวะลมที่พัดผ่านคมดาบของศัตรูได้ เมื่อเสียงลมหวีดเข้าใกล้ทางซ้าย เขาเอียงตัวหลบพร้อมแทงสวนกลับโดยสัญชาตญาณ คมดาบจมหายเข้าไปที่ต้นคอของคนร้ายคนหนึ่ง เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นแล้วค่อย ๆ ห่างออกไป
แต่ศัตรูมีมากและเข้มแข็งเกินไป พวกมันมิใช่นักฆ่าธรรมดา
"ฆ่ามันให้หมด อย่าให้เหลือรอด!" เสียงตะโกนสั่งการดังลั่น
กั่วเยว่ซานล้มคนร้ายไปทีละคน แต่ทว่าบาดแผลตามลำตัวจากฝีมือฝ่ายตรงข้ามเองก็เริ่มมากขึ้นทุกที ทหารคุ้มกันเริ่มร่วงลงทีละคนสองคน
ทันใดนั้น ปรากฏเมฆดำไม่ทราบที่มาม้วนตัวอยู่เหนือลานสังหาร พร้อมเสียงประหลาดดังกึกก้องมาจากท้องฟ้า
ไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง แต่เป็นเสียงหวีดแหลมคมราวกับใบพัดขนาดใหญ่กำลังตัดผ่านอากาศ ทุกคนในสมรภูมิต่างชะงักเงยหน้าขึ้นมองเบื้องบนพร้อมกัน ทุกสายตาต่างเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
กลางท้องฟ้ายามสนธยา มีเงาดำขนาดใหญ่ร่วงลิ่วลงมาอย่างรวดเร็ว รูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีปีกโลหะประหลาดกางออกด้านหลัง เสียงกระหึ่มดังราวกับเครื่องจักรพ่นไฟ ทิ้งควันสีขาวเป็นทางยาวตามหลัง
เงานั้นพุ่งลงมาเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะกระแทกพื้นดินกลางวงล้อมด้วยเสียงดังสนั่น ฝุ่นควันคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทุกคนในสมรภูมิ ทั้งฝ่ายคุ้มกันที่เหลือรอดและฝ่ายคนร้าย ต่างยืนนิ่งเงียบด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อน
เซียวจ้าวอิงได้ยินเสียงหายใจแปลกประหลาดดังขึ้นจากกลางกลุ่มฝุ่นควันนั้น... เป็นจังหวะหายใจคล้ายมนุษย์
สถานการณ์ด้านนอกยังคงดุเดือด กองกำลังทหารและฝ่ายชายชุดดำต่างห้ำหั่นกันจนล้มตายเกลื่อนกลาด ท้ายที่สุด เหลือเพียงหัวหน้าชุดดำที่ยังยืนหยัดอยู่ผู้เดียวท่ามกลางกองซากศพ สายตาจับจ้องมายังทั้งสามคนที่เพิ่งจัดการลูกน้องคนสุดท้ายของตนได้อย่างยากลำบาก“ไม่เลว พวกเจ้าสามคนถึงกับจัดการคนของข้าได้หมด” ชายชุดดำยกดาบขึ้นพาดบ่า“แต่ดูสภาพพวกเจ้าตอนนี้สิ จะเอาอะไรมาเอาชนะข้า?”กัวเย่วซานกำดาบคู่แน่น แม้จะบาดเจ็บแต่สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน“ถ้ามีความกล้าจงเข้ามา!”ชายชุดดำหรี่ตาลงเซี่ยงจ้าวอิงเหลือบมองกัวเย่วซาน ก่อนเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายทันที หากชายชุดดำเข้ามาประชิด ทั้งสามก็สามารถรุมโจมตีได้พร้อมกัน แต่เมื่อกัวเย่วซานเอ่ยต่อ เซี่ยงจ้าวอิงกลับชะงักไปเล็กน้อย“อย่าได้ผลีผลาม หากมันเข้ามาใกล้ พวกเราจึงค่อยร่วมมือกัน”เซี่ยงจ้าวอิงขมวดคิ้ว เขาฟังออกเกือบทั้งหมด แต่ถ้อยคำบางคำฟังเก่าและแปลกหูจนต้องประมวลผลอยู่ครู่หนึ่ง ภาษาของคนเหล่านี้คล้ายภาษาจีนที่เขาคุ้นเคย แต่รูปประโยคและคำบางคำแตกต่างออกไปมากพอให้ต้องอาศัยบริบทในการตีความหัวหน้าชุดดำหัวเราะเย็นชา“ข้าจะเข้าไปหาเจ้าแน่ แต่ก่อนหน้านั้น ข้า
ความมืดมนที่ปกคลุมสติค่อยๆ จางหายดั่งม่านหมอก เซี่ยงจ้าวอิงรู้สึกตัวท่ามกลางความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วตัว เขาลืมตาผ่านแว่นกันลมขนาดใหญ่สู้กับแสงสนธยาที่สาดส่องผ่านยอดสน ก่อนยันกายลุกขึ้นยืนภาพเบื้องหน้าคือซากศพกระจัดกระจาย รายล้อมด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำปิดบังใบหน้าเหลือเพียงดวงตา กับกลุ่มทหารสวมเกราะที่เรียงแผ่นโลหะซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลา ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์โบราณ ทุกสายตาหันมาจับจ้องเขาอย่างตื่นตะลึง“ปีศาจ!” ใครคนหนึ่งตะโกนลั่นพร้อมชี้มือมาทางเขา“เข้าใจผิดแล้ว ผมไม่ใช่...”เขาชะงัก ก่อนก้มมองสภาพตนเอง โครงอะลูมิเนียมด้านหลังที่ถูกแรงกระแทกอย่างรุนแรงบิดงอฉีกออกสองข้าง กรงป้องกันใบพัดรูปวงกลมถูกอัดกระแทกจนแผ่ขยายออก กางค้างอยู่ข้างลำตัวในรูปทรงแหลมคมคล้ายปีกโลหะรูปร่าง ขณะที่ผ้าร่มไนลอนด้านบนขาดวิ่นและกองระเกะระกะไร้สภาพก่อนจะได้อธิบายสิ่งใด เสียงตวาดกร้าวก็ดังขึ้นจากชายชุดดำที่ท่าทางเหมือนเป็นหัวหน้าดังลั่น“ไม่ว่าผีสางเทวดาหน้าไหน… ฆ่าให้หมด!”ชายชุดดำถือดาบผู้หนึ่งพุ่งเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว เซี่ยงจ้าวอิงรีบปลดสายรัดไหล่ออก สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตสั
รถตู้พุ่งทะยานออกจากซอยแคบเข้าสู่ถนนใหญ่ใจกลางกรุงลอนดอนยามค่ำคืน ไฟจากป้ายร้านและรถราที่วิ่งขวักไขว่สะท้อนบนกระจกหน้าที่ร้าวจากกระสุนนัดก่อน ชายหนุ่มอิงบีบแตรยาวหักพวงมาลัยหลบรถบัสสองชั้นที่กำลังเลี้ยวออกมา เสียงยางเสียดสีดังแหลมกลบเสียงเมืองทั้งหมด กระจกมองหลังสะท้อนภาพรถเก๋งสี่คันของเฉินอี้ไล่กระชั้นมาไม่ห่างกระสุนนัดหนึ่งเจาะทะลุกระจกหลังจนแตกกระจาย เขาก้มหัวหลบตามสัญชาตญาณ มืออีกข้างกำพวงมาลัยแน่น ก่อนเหยียบคันเร่งจนฝ่าไฟแดงตัดหน้ารถหลายคัน เสียงแตรดังลั่นทั่วถนน รถของเฉินอี้คันหนึ่งพยายามตามแต่พลาดชนท้ายแท็กซี่ที่วิ่งสวนมา หมุนติ้วเสียหลักชนขอบทาง เหลือรถไล่ตามอีกสามคัน กระสุนยังสาดใส่ไม่หยุด จ้าวอิงบังคับรถซิกแซกหลบระหว่างเลนจราจรที่หนาแน่น ปาดผ่านถนนเลียบแม่น้ำ แสงไฟจากตึกสูงสะท้อนผิวน้ำเทมส์วิบวับข้างทางเขากัดฟันแน่น รถตู้พุ่งเข้าสู่ย่านโกดังริมน้ำที่เงียบสงัด ไฟถนนโรยรางลงเรื่อยๆ จ้าวอิงเบรกกะทันหันจนยางบดพื้นซีเมนต์เสียงแหลม กระโดดลงจากรถทันทีที่ยังไม่หยุดสนิท วิ่งพุ่งเข้าไปในโกดังเก่าหลังหนึ่ง ก่อนหยุดลงตรงบางสิ่งที่ถูกผ้าใบผืนใหญ่คลุมอยู่ทุกอย่างต้องมีแผนสำรองเสมอ
"หยุด!"เสียงตะโกนไม่ได้มาจากด้านหลัง แต่เป็นเฉินอี้ที่ยืนดักอยู่เบื้องหน้า ลำกล้องปืนเล็งตรงมาที่เขา"วางปืนลง แล้วโยนกระเป๋ามา อย่าตุกติก" น้ำเสียงของอดีตคู่หูเย็นชา ไร้ความผูกพันเซียวจ้าวอิงยืนขึ้นช้าๆ ปืนในมือเล็งสวนกลับ ไม่มีสีหน้าพรั่นพรึงแต่กลับยิ้มกวนก่อนเอ่ยยากเยือกเย็น"กว่าคนของนายที่จอดรถรออยู่ข้างหลังจะมาถึง คงใช้เวลาเกือบห้านาที... น่าจะพอดีกับตำรวจที่แห่มาตามเสียงระเบิด"รองเท้าครูดพื้น เขาเบี่ยงตัวออกทางซ้ายครึ่งก้าว ปรับมุมสายตา"และพวกมันจะสวมกุญแจมือให้เราทั้งคู่""คิดจะยื่นข้อเสนอหรือไง" เฉินอี้ขยับลำกล้องตาม จ้องทุกความเคลื่อนไหวอย่างระแวง"เปล่า... ฉันแค่แคลงใจ" เซียวจ้าวอิงโยนกระเป๋าเป้ลงพื้นกึ่งกลางระหว่างกัน"ถ้านายอยากได้แค่กำไลไปขายต่อ นายคงไม่ส่งคนไปปิดทางถอยข้างหลังร้านหรอก" เขาทิ้งน้ำหนักลงเท้าซ้าย เบี่ยงตัวหลบแนวเล็งอีกก้าว"นายไม่ได้อยากได้เงิน นายแค่อยากให้ฉันตาย""ก็ค่าหัวนายมันหอมหวาน ศัตรูเก่าลงขันกันมากกว่าเงินรางวัลนำจับของตำรวจสากลเป็นสิบเท่า" เฉินอี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ลำกล้องปืนสั่นน้อยๆ ไม่นิ่งพอจะวางใจเสียงไซเรนแว่วมาแต่ไกล บีบให้เวล





