LOGINความมืดมนที่ปกคลุมสติค่อยๆ จางหายดั่งม่านหมอก เซี่ยงจ้าวอิงรู้สึกตัวท่ามกลางความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วตัว เขาลืมตาผ่านแว่นกันลมขนาดใหญ่สู้กับแสงสนธยาที่สาดส่องผ่านยอดสน ก่อนยันกายลุกขึ้นยืน
ภาพเบื้องหน้าคือซากศพกระจัดกระจาย รายล้อมด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำปิดบังใบหน้าเหลือเพียงดวงตา กับกลุ่มทหารสวมเกราะที่เรียงแผ่นโลหะซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลา ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์โบราณ ทุกสายตาหันมาจับจ้องเขาอย่างตื่นตะลึง
“ปีศาจ!” ใครคนหนึ่งตะโกนลั่นพร้อมชี้มือมาทางเขา
“เข้าใจผิดแล้ว ผมไม่ใช่...”
เขาชะงัก ก่อนก้มมองสภาพตนเอง โครงอะลูมิเนียมด้านหลังที่ถูกแรงกระแทกอย่างรุนแรงบิดงอฉีกออกสองข้าง กรงป้องกันใบพัดรูปวงกลมถูกอัดกระแทกจนแผ่ขยายออก กางค้างอยู่ข้างลำตัวในรูปทรงแหลมคมคล้ายปีกโลหะรูปร่าง ขณะที่ผ้าร่มไนลอนด้านบนขาดวิ่นและกองระเกะระกะไร้สภาพ
ก่อนจะได้อธิบายสิ่งใด เสียงตวาดกร้าวก็ดังขึ้นจากชายชุดดำที่ท่าทางเหมือนเป็นหัวหน้าดังลั่น
“ไม่ว่าผีสางเทวดาหน้าไหน… ฆ่าให้หมด!”
ชายชุดดำถือดาบผู้หนึ่งพุ่งเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว เซี่ยงจ้าวอิงรีบปลดสายรัดไหล่ออก สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตสั่งการฉับพลัน มือคว้ากิ่งไม้ท่อนหนาใกล้มือ ม้วนตัวหลบไปด้านข้างอย่างคล่องแคล่ว ก่อนพลิกข้อมือแทงสวนกลับในพริบตาจนทะลุทรวงอกศัตรูฟุบลงกับพื้นขาดใจในพริบตา
จากนั้นจึงกระโดดถอยออกมากวาดสายตาประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว กลุ่มคนชุดดำไม่ได้จู่โจมสะเปะสะปะ แต่แบ่งกำลังออกเป็นสามจุด สองจุดแรกคอยสกัดทหารที่เหลือไม่ให้เข้าไปช่วยบุคคลสำคัญสองคนซึ่งกำลังถูกรุมล้อมอยู่ตรงกลาง
เมื่อพิจารณาจากจำนวนคน ฝ่ายชายชุดดำมีจำนวนมากกว่า หากฝ่าวงล้อมลำพังคงยากจะรอด หนทางเดียวคือต้องรวมกำลังกับฝ่ายเดียวกันให้ได้มากที่สุด เซี่ยงจ้าวอิงพุ่งเข้าไปฉวยดาบจากมือศพเบื้องหน้า ทะยานเข้าสู่ใจกลางวงล้อมหมายช่วยชีวิตคนสำคัญทั้งสอง
ท่ามกลางวงล้อม ขุนพลชรากัวเย่วซานกำลังใช้ดาบคู่ต้านรับคมดาบที่ถาโถมอย่างดุเดือด ส่วนองค์ชายใหญ่เซียวจ้าวอิงใช้กระบี่ปัดป้องการโจมตีพัลวัน ทั้งสองตกอยู่ในสถานการณ์คับขันถึงขีดสุด
พลันเห็นชายแปลกหน้าในชุดประหลาดพุ่งเข้ามาใกล้ กัวเย่วซานจึงร้องถามด้วยความระแวดระวัง
“มิตรหรือศัตรู!”
เซี่ยงจ้าวอิงไม่เอ่ยคำใด พุ่งไปใช้ดาบในมือปัดคมดาบที่กำลังจ้วงแทงขุนพลชราออกไปได้อย่างเฉียดฉิว
การกระทำคือคำตอบ!
กัวเย่วซานคำรามด้วยความฮึกเหิม ก่อนสะบัดดาบคู่พยายามฝ่าวงล้อมออกไปอย่างดุดัน
ส่วนองค์ชายใหญ่เซียวจ้าวอิงแม้ดวงตาจะมองไม่เห็น แต่ประสาทการได้ยินกลับไวต่อเสียงเคลื่อนไหวของศัตรูยิ่งนัก กระบี่ในมือตวัดเป็นวง ปัดคมดาบที่เข้าประชิดได้อย่างแม่นยำ
ช่วงแรกทั้งสามสามารถต้านการโจมตีไว้ได้ ทว่าจำนวนของฝ่ายชายชุดดำมีมากเกินไป ไม่นานนักพวกมันก็เริ่มโถมเข้ามาจากหลายทิศทาง
ด้านเซี่ยงจ้าวอิงกำลังรับมือกับชายชุดดำสองคนพร้อมกัน ดาบในมือยังคงหนักและเสียสมดุลกว่ามีดสั้นที่เขาคุ้นเคย เขารับคมดาบแรกไว้ได้ แต่อีกดาบที่สองกลับพุ่งตรงเข้าหาชายโครง เซี่ยงจ้าวอิงรีบบิดตัวหลบ
ปลายดาบเฉือนผ่านสีข้างตรงที่เสื้อกันกระสุนป้องกันไม่ถึงจนเสื้อขาดวิ่น เลือดไหลซึมจากบาดแผล เขาถอยหลัง พลางหอบหายใจถี่และกระชับดาบในมือแน่น
ชายชุดดำเห็นเขาเพลี่ยงพล้ำก็หมายพุ่งเข้าประชิดเพื่อปลิดชีพด้วยดาบเดียว เซี่ยงจ้าวอิงไม่ถอยหนี เขากลับแกล้งทรุดตัวลงคล้ายไร้เรี่ยวแรง ล่อให้ศัตรูโถมเข้ามา
ในเสี้ยววินาทีที่คมดาบฟาดลงมา เซี่ยงจ้าวอิงที่รอจังหวะอยู่แล้วใช้เท้าเตะก้อนหินขนาดใหญ่เข้าใส่ดวงตาของศัตรูเต็มแรง ชายชุดดำชะงักด้วยความเจ็บปวด
เซี่ยงจ้าวอิงฉวยจังหวะนั้นตวัดดาบเฉียงจากล่างขึ้นบน กรีดผ่านลำคอของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ทันตั้งตัว ร่างนั้นทรุดลงกับพื้น จากนั้นไม่รอช้า คว้าดาบของศัตรูที่ล้มลงขึ้นมาถือเสริม ก่อนหันกลับไปหากัวเย่วซานและเซียวจ้าวอิง
ทั้งสามเริ่มถอยร่นเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ เวลานี้ไม่มีใครอยู่ในสภาพสมบูรณ์อีกแล้ว!
สถานการณ์ด้านนอกยังคงดุเดือด กองกำลังทหารและฝ่ายชายชุดดำต่างห้ำหั่นกันจนล้มตายเกลื่อนกลาด ท้ายที่สุด เหลือเพียงหัวหน้าชุดดำที่ยังยืนหยัดอยู่ผู้เดียวท่ามกลางกองซากศพ สายตาจับจ้องมายังทั้งสามคนที่เพิ่งจัดการลูกน้องคนสุดท้ายของตนได้อย่างยากลำบาก“ไม่เลว พวกเจ้าสามคนถึงกับจัดการคนของข้าได้หมด” ชายชุดดำยกดาบขึ้นพาดบ่า“แต่ดูสภาพพวกเจ้าตอนนี้สิ จะเอาอะไรมาเอาชนะข้า?”กัวเย่วซานกำดาบคู่แน่น แม้จะบาดเจ็บแต่สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน“ถ้ามีความกล้าจงเข้ามา!”ชายชุดดำหรี่ตาลงเซี่ยงจ้าวอิงเหลือบมองกัวเย่วซาน ก่อนเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายทันที หากชายชุดดำเข้ามาประชิด ทั้งสามก็สามารถรุมโจมตีได้พร้อมกัน แต่เมื่อกัวเย่วซานเอ่ยต่อ เซี่ยงจ้าวอิงกลับชะงักไปเล็กน้อย“อย่าได้ผลีผลาม หากมันเข้ามาใกล้ พวกเราจึงค่อยร่วมมือกัน”เซี่ยงจ้าวอิงขมวดคิ้ว เขาฟังออกเกือบทั้งหมด แต่ถ้อยคำบางคำฟังเก่าและแปลกหูจนต้องประมวลผลอยู่ครู่หนึ่ง ภาษาของคนเหล่านี้คล้ายภาษาจีนที่เขาคุ้นเคย แต่รูปประโยคและคำบางคำแตกต่างออกไปมากพอให้ต้องอาศัยบริบทในการตีความหัวหน้าชุดดำหัวเราะเย็นชา“ข้าจะเข้าไปหาเจ้าแน่ แต่ก่อนหน้านั้น ข้า
ความมืดมนที่ปกคลุมสติค่อยๆ จางหายดั่งม่านหมอก เซี่ยงจ้าวอิงรู้สึกตัวท่ามกลางความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วตัว เขาลืมตาผ่านแว่นกันลมขนาดใหญ่สู้กับแสงสนธยาที่สาดส่องผ่านยอดสน ก่อนยันกายลุกขึ้นยืนภาพเบื้องหน้าคือซากศพกระจัดกระจาย รายล้อมด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำปิดบังใบหน้าเหลือเพียงดวงตา กับกลุ่มทหารสวมเกราะที่เรียงแผ่นโลหะซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลา ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์โบราณ ทุกสายตาหันมาจับจ้องเขาอย่างตื่นตะลึง“ปีศาจ!” ใครคนหนึ่งตะโกนลั่นพร้อมชี้มือมาทางเขา“เข้าใจผิดแล้ว ผมไม่ใช่...”เขาชะงัก ก่อนก้มมองสภาพตนเอง โครงอะลูมิเนียมด้านหลังที่ถูกแรงกระแทกอย่างรุนแรงบิดงอฉีกออกสองข้าง กรงป้องกันใบพัดรูปวงกลมถูกอัดกระแทกจนแผ่ขยายออก กางค้างอยู่ข้างลำตัวในรูปทรงแหลมคมคล้ายปีกโลหะรูปร่าง ขณะที่ผ้าร่มไนลอนด้านบนขาดวิ่นและกองระเกะระกะไร้สภาพก่อนจะได้อธิบายสิ่งใด เสียงตวาดกร้าวก็ดังขึ้นจากชายชุดดำที่ท่าทางเหมือนเป็นหัวหน้าดังลั่น“ไม่ว่าผีสางเทวดาหน้าไหน… ฆ่าให้หมด!”ชายชุดดำถือดาบผู้หนึ่งพุ่งเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว เซี่ยงจ้าวอิงรีบปลดสายรัดไหล่ออก สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตสั
รถตู้พุ่งทะยานออกจากซอยแคบเข้าสู่ถนนใหญ่ใจกลางกรุงลอนดอนยามค่ำคืน ไฟจากป้ายร้านและรถราที่วิ่งขวักไขว่สะท้อนบนกระจกหน้าที่ร้าวจากกระสุนนัดก่อน ชายหนุ่มอิงบีบแตรยาวหักพวงมาลัยหลบรถบัสสองชั้นที่กำลังเลี้ยวออกมา เสียงยางเสียดสีดังแหลมกลบเสียงเมืองทั้งหมด กระจกมองหลังสะท้อนภาพรถเก๋งสี่คันของเฉินอี้ไล่กระชั้นมาไม่ห่างกระสุนนัดหนึ่งเจาะทะลุกระจกหลังจนแตกกระจาย เขาก้มหัวหลบตามสัญชาตญาณ มืออีกข้างกำพวงมาลัยแน่น ก่อนเหยียบคันเร่งจนฝ่าไฟแดงตัดหน้ารถหลายคัน เสียงแตรดังลั่นทั่วถนน รถของเฉินอี้คันหนึ่งพยายามตามแต่พลาดชนท้ายแท็กซี่ที่วิ่งสวนมา หมุนติ้วเสียหลักชนขอบทาง เหลือรถไล่ตามอีกสามคัน กระสุนยังสาดใส่ไม่หยุด จ้าวอิงบังคับรถซิกแซกหลบระหว่างเลนจราจรที่หนาแน่น ปาดผ่านถนนเลียบแม่น้ำ แสงไฟจากตึกสูงสะท้อนผิวน้ำเทมส์วิบวับข้างทางเขากัดฟันแน่น รถตู้พุ่งเข้าสู่ย่านโกดังริมน้ำที่เงียบสงัด ไฟถนนโรยรางลงเรื่อยๆ จ้าวอิงเบรกกะทันหันจนยางบดพื้นซีเมนต์เสียงแหลม กระโดดลงจากรถทันทีที่ยังไม่หยุดสนิท วิ่งพุ่งเข้าไปในโกดังเก่าหลังหนึ่ง ก่อนหยุดลงตรงบางสิ่งที่ถูกผ้าใบผืนใหญ่คลุมอยู่ทุกอย่างต้องมีแผนสำรองเสมอ
"หยุด!"เสียงตะโกนไม่ได้มาจากด้านหลัง แต่เป็นเฉินอี้ที่ยืนดักอยู่เบื้องหน้า ลำกล้องปืนเล็งตรงมาที่เขา"วางปืนลง แล้วโยนกระเป๋ามา อย่าตุกติก" น้ำเสียงของอดีตคู่หูเย็นชา ไร้ความผูกพันเซียวจ้าวอิงยืนขึ้นช้าๆ ปืนในมือเล็งสวนกลับ ไม่มีสีหน้าพรั่นพรึงแต่กลับยิ้มกวนก่อนเอ่ยยากเยือกเย็น"กว่าคนของนายที่จอดรถรออยู่ข้างหลังจะมาถึง คงใช้เวลาเกือบห้านาที... น่าจะพอดีกับตำรวจที่แห่มาตามเสียงระเบิด"รองเท้าครูดพื้น เขาเบี่ยงตัวออกทางซ้ายครึ่งก้าว ปรับมุมสายตา"และพวกมันจะสวมกุญแจมือให้เราทั้งคู่""คิดจะยื่นข้อเสนอหรือไง" เฉินอี้ขยับลำกล้องตาม จ้องทุกความเคลื่อนไหวอย่างระแวง"เปล่า... ฉันแค่แคลงใจ" เซียวจ้าวอิงโยนกระเป๋าเป้ลงพื้นกึ่งกลางระหว่างกัน"ถ้านายอยากได้แค่กำไลไปขายต่อ นายคงไม่ส่งคนไปปิดทางถอยข้างหลังร้านหรอก" เขาทิ้งน้ำหนักลงเท้าซ้าย เบี่ยงตัวหลบแนวเล็งอีกก้าว"นายไม่ได้อยากได้เงิน นายแค่อยากให้ฉันตาย""ก็ค่าหัวนายมันหอมหวาน ศัตรูเก่าลงขันกันมากกว่าเงินรางวัลนำจับของตำรวจสากลเป็นสิบเท่า" เฉินอี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ลำกล้องปืนสั่นน้อยๆ ไม่นิ่งพอจะวางใจเสียงไซเรนแว่วมาแต่ไกล บีบให้เวล
กรุงลอนดอนยามค่ำคืนราวกับไม่เคยหลับใหลรถตู้สีดำคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่ในซอยห่างจากถนนสายหลักไม่ถึงร้อยเมตร ภายในนั้น ชายหนุ่มสูงโปร่งท่าทางทะมัดทะแมงในชุดสีดำกำลังพิจารณาแปลนและข้อมูลระบบรักษาความปลอดภัยบนจอแท็บเล็ต ไล่สายตาสำรวจเส้นทางเข้าออกของอาคารสามชั้นเบื้องหน้าอย่างละเอียด“ข้อมูลที่ได้มาบอกว่าร้านปิดตอนสองทุ่ม เจ้าของกลับบ้านไปแล้ว เหลือระบบรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติ” เฉินอี้กล่าวจากเบาะคนขับเซี่ยงจ้าวอิงไม่ตอบทันที เขาเลื่อนภาพแปลนอาคารขึ้นมาอีกครั้ง“ข้อมูลนี้ได้มาจากไหน” อดีตนายทหารหน่วยรบพิเศษผู้ผันตัวมาทำงานนอกกฎหมายถามเสียงเข้มกับคู่หู“คนกลางของคนว่าจ้าง” เฉินอี้ตอบ“ตรวจสอบแล้ว?”เฉินอี้เงียบไปครู่หนึ่ง“ตรวจสอบบางส่วน”เซี่ยงจ้าวอิงเงยหน้ามองคนขับ“แปลนตัวอาคารตรงกัน แต่ระบบรักษาความปลอดภัยอาจมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้น”เขาวางแท็บเล็ตลง นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับงานประเภทนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจคือผู้ว่าจ้างยอมจ่ายค่าจ้างสูงกว่าปกติเกือบสามเท่า เพียงเพื่อให้พวกเขานำวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากร้านขายของเก่าแห่งนี้วัตถุนั้นคือกำไลทองคำโบราณลายมังกรคู่ ตามข้อมูลมันเคย
ตะวันใกล้ลับฟ้า องค์ชายใหญ่เซียวจ้าวอิงนั่งนิ่งอยู่ในรถม้า มือทั้งสองประสานบนตัก แม้ใต้ผ้าปิดตาจะมองไม่เห็นสิ่งใด แต่โสตประสาทกลับไวต่อทุกเสียงรอบกาย เสียงล้อรถบดกรวดหิน เสียงม้าสิบกว่าตัวย่ำฝีเท้า เสียงใบไม้เสียดสีเมื่อลมพัดผ่าน เสียงนกร้องเซ็งแซ่... สรรพสิ่งรอบกายคล้ายแลดูปกติ ทันใดนั้นเสียงสกุณาที่เคยดังระงมกลับเงียบหายไปพร้อมกันอย่างประหลาด"ท่านกั่ว" เขาเอ่ยเบา ๆ ผ่านม่านรถ "หยุดขบวน"กั่วเยว่ซานที่ขี่ม้านำอยู่ด้านหน้าชะงัก หันมามองรถม้าด้วยสีหน้าสงสัย แต่ด้วยความเคารพที่มีต่อองค์ชายใหญ่มาตลอดสิบกว่าปี เขาไม่ถามซ้ำ เพียงยกมือขึ้นสั่งให้ขบวนหยุดหนึ่งลมหายใจถัดมา เสียงธนูแหวกอากาศดัง "ฉึบ!" ตัดผ่านความเงียบ"ระวัง!" กั่วเยว่ซานตะโกนสุดเสียง ดาบของเขาชักออกจากฝักทันควันลูกธนูเพลิงพุ่งจากพุ่มไม้ทั้งสองฟาก ปักลงบนหลังคารถม้าจนเปลวไฟลุกโชน ทหารคุ้มกันแตกตื่น ม้าบางตัวถูกยิงล้มลงพร้อมคนขี่ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่วเซียวจ้าวอิงดีดตัวออกจากรถที่กำลังลุกไหม้ ร่างกายอันอ่อนแอของเขาสั่นสะท้าน แต่หูทั้งสองข้างกลับทำงานหนักกว่าที่เคย เขานับจำนวนเท้าที่วิ่งเข้ามาได้ไม่ต่ำกว่ายี่ส







