เข้าสู่ระบบหลังกินข้าวกินยาเสร็จ เจียงหว่านก็ให้แม่นมลู่พยุงกลับไปนอนบนเตียงตามเดิม อาการปวดหัวของนางดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากได้กินข้าวและยาไปก่อนหน้านี้ นางไม่กล้าลูบคลำบาดแผลบนหัวของตนเองให้เจ็บเพิ่มขึ้นไปอีกจึงได้แต่ค่อย ๆ หามุมนอนเพื่อหลบหลีกบาดแผล
“คุณหนูรีบพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เช้าบ่าวจะเตรียมอาหารกับยาเอาไว้ให้อีกนะเจ้าคะ” แม่นมลู่อดสงสารคุณหนูของนางไม่ได้
“อืม… ท่านก็ไปพักผ่อนเถอะ” เจียงหว่านทราบดีว่าแม่นมลู่รักนางแค่ไหน
ไม่นานนักหลังจากเจียงหว่านหลับตาลง บรรดาบ่าวทั้งหมดก็พากันออกไปจากห้องของนาง ขันทีหนึ่งคนและนางกำนัลอีกหนึ่งคนยืนเฝ้าดูแลเจียงหว่านที่หน้าห้องตามคำสั่งของพ่อบ้านที่ให้ดูแลพระชายา
ช่วงสายวันต่อมา เจียงหว่านตื่นมาก็รู้สึกดีขึ้นมาก นางลุกขึ้นมาเรียกแม่นมลู่ให้ช่วยเช็ดตัวให้ก่อนจะไปนั่งกินข้าวที่บ่าวคนอื่นเตรียมเอาไว้
“ท่านอ๋อง พระชายาตื่นแล้วพะย่ะค่ะ” พ่อบ้านเข้ามารายงานจิ้งอ๋องที่ห้องทรงงาน พระองค์ตื่นมาฝึกวรยุทธตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว
“อืม… ส่งคนไปแจ้งนางว่าข้ามีเรื่องจะคุย” จิ้งอ๋องมองฎีกาในมือแล้วก็ไม่อยากรีบไปมากนัก อย่างไรเสียพระองค์ก็ไม่ชอบเข้าใกล้สตรีแต่แรก
“กระหม่อมจะไปแจ้งให้พะย่ะค่ะ” พ่อบ้านกล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป
“คนที่ส่งไปดูแลนางบอกหรือไม่ว่าใครทำร้ายนาง” จิ้งอ๋องหันไปถามเต๋อเป่าที่ยืนรอรับใช้อยู่ข้างกาย
“พวกเขาบอกว่าเป็นน้องสาวต่างมารดาของพระชายาพะย่ะค่ะ”
“หืม? นางเข้าไปที่ห้องของพระชายาได้อย่างไร” จิ้งอ๋องขมวดคิ้วมุ่น พระองค์รู้อยู่หรอกว่าเมื่อวานบ้านเดิมของนางก็ตามมาที่จวนด้วย แต่ก็ไม่คิดว่าน้องสาวต่างมารดาของนางจะเหิมเกริมถึงขนาดเข้ามาทำร้ายคนที่เรือนด้านใน
“ได้ยินบ่าวคนหนึ่งบอกพ่อบ้านว่านางอ้างว่าจะไปเยี่ยมพี่สาวก่อนกลับจวนพะย่ะค่ะ บ่าวจึงบอกทางนางให้เดินไปที่เรือนของพระชายา” เต๋อเป่าบอกไปตามที่ได้ส่งคนไปสอบสวนทุกคนในจวนเมื่อคืนนี้
“อืม… เอาไว้เราจะไปถามพระชายาดูอีกครั้ง” จิ้งอ๋องไม่รู้ว่าเจียงหว่านมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร หากนางแสร้งทำเป็นอ่อนแอแล้วเข้าใกล้พระองค์ จิ้งอ๋องคงรู้สึกรังเกียจนางมากขึ้นเป็นแน่
“พะย่ะค่ะ” เต๋อเป่ารับคำเสียงเบา เขาได้แต่คิดในใจว่าจิ้งอ๋องจะคุยกับพระชายาได้นานถึงสิบลมหายใจหรือไม่ เพราะจิ้งอ๋องมักจะหลีกเลี่ยงสตรีมาตลอดตั้งแต่ยังเด็ก นอกจากพระสนมหรงกับแม่นมแล้ว จิ้งอ๋องก็ไม่คุยกับสตรีใดเลยแม้แต่คนเดียว ชื่อเสียงเรื่องการรังเกียจสตรีจึงแพร่กระจายไปทั่ว
จิ้งอ๋องตรวจฎีกาเสร็จก็ลุกขึ้นเสด็จไปยังเรือนห่างไกลของเจียงหว่าน ระหว่างทางพระองค์ยังคิดว่าจะเริ่มต้นถามอย่างไรดี กระทั่งจิ้งอ๋องไปถึงหน้าเรือนของเจียงหว่าน นางกำนัลกับขันทีที่เฝ้าหน้าประตูก็รีบทำความเคารพจิ้งอ๋องและเปิดทางให้พระองค์เสด็จเข้าไปด้านใน เจียงหว่านได้รับแจ้งมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจิ้งอ๋องจะมา นางจึงออกมานั่งรอที่ห้องโถงรับแขก
“ถวายบังคมจิ้งอ๋องเพคะ” เจียงหว่านไม่ได้มองใบหน้าเย็นชาของจิ้งอ๋องนานนัก นางเลือกที่จะลุกขึ้นย่อกายคารวะตามธรรมเนียมเสียก่อน
“ตามสบาย” จิ้งอ๋องมองท่าทางของเจียงหว่านก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ทราบว่าท่านอ๋องเสด็จมาด้วยเรื่องใดเพคะ” เจียงหว่านรอจนจิ้งอ๋องประทับนั่งที่ที่นั่งประธานเสร็จจึงเอ่ยปากถามทันที นางอยากนอนพักผ่อนต่ออีกสักหน่อยก่อนจะตื่นมากินมื้อเที่ยง
“ใครเป็นคนทำร้ายเจ้ากันแน่” จิ้งอ๋องเองก็ไม่คิดอ้อมค้อม พระองค์ไม่อยากอยู่ที่เรือนนี้นานนัก หากไม่ติดว่าพระองค์ยังต้องรายงานพระมารดา จิ้งอ๋องก็คงไม่คิดจะเสด็จมาหานางที่เรือนแห่งนี้
“น้องสาวต่างมารดาของหม่อมฉันเองเพคะ แต่หม่อมฉันไม่มีหลักฐานจึงไม่สามารถนำตัวนางมาลงโทษได้” เจียงหว่านตอบกลับด้วยท่าทางนิ่งสงบ นางไม่ได้หลงใหลรูปโฉมอันหล่อเหลาของจิ้งอ๋องเหมือนผู้หญิงคนอื่น เจียงหว่านกำลังนึกกลัวอยู่ว่าจิ้งอ๋องจะไล่นางออกจากจวนตั้งแต่วันแรกด้วยซ้ำ
“ฮึ! แล้วเจ้าปล่อยให้นางทำร้ายได้อย่างไรกัน โง่เง่านัก” จิ้งอ๋องอดบ่นว่าพระชายาของพระองค์ขึ้นมาไม่ได้ จริงอยู่ว่าจิ้งอ๋องไม่ได้สนใจเจียงหว่าน แต่ตอนนี้ฐานะของนางคือพระชายาของพระองค์ การจะถูกคนทำร้ายจึงไม่ควรที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายดายแบบนี้
“อ้าว เหตุใดพระองค์ตรัสเช่นนี้เล่าเพคะ ตอนนั้นหม่อมฉันสวมผ้าคลุมหน้าอยู่จึงไม่รู้ว่าน้องสาวจะทำร้ายนี่เพคะ” เจียงหว่านเถียงกลับทันที ร่างเดิมนั้นมองไม่เห็นจริง ๆ ว่าเจียงม่านหรูยกแจกันขึ้นมาตีหัวตนเอง
“ชิ เจ้าช่างอ่อนแอเสียจริง อ้อ พรุ่งนี้เจ้ากลับบ้านเดิมคนเดียวนะ เราไม่ว่าง ให้บ่าวของเจ้าพาไปก็แล้วกัน” จิ้งอ๋องไม่คิดจะแสดงบทบาทพระสวามีแสนดีแต่แรก พระองค์รังเกียจที่จะใกล้ชิดกับครอบครัวของนาง ขนาดน้องสาวต่างมารดาของนางยังร้ายกาจขนาดนี้ พระองค์จึงกลัวว่าหากไปแล้วต้องพบปะกันคนเสแสร้งเหล่านั้น พระองค์คงอยากฆ่าพวกเขาเลยกระมัง จิ้งอ๋องจึงเลือกที่จะไม่ไปให้เสียเวลาของพระองค์เอง
“ทราบแล้วเพคะ ท่านอ๋องมีเรื่องอันใดอีกหรือไม่ หม่อมฉันอยากพักผ่อนแล้วเพคะ” เจียงหว่านเห็นท่าทางของจิ้งอ๋องเป็นเช่นนี้ก็ไม่อยากสนทนาต่อ นางไม่คิดว่าแค่วันแรกที่พบหน้ากัน จิ้งอ๋องจะไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้
“มี หากเสด็จแม่ส่งคนมาสอบถาม เจ้าต้องบอกว่าเราเอาใจใส่เจ้าดี เข้าใจหรือไม่ แล้วก็อย่าหวังเลยว่าเราจะเข้าหอกับเจ้า เจ้าก็แค่ใช้มารยาทำให้เสด็จแม่ขอสมรสพระราชทานเท่านั้น เราไม่ได้รู้สึกอันใดกับเจ้า” จิ้งอ๋องไม่ลืมเรื่องสำคัญ พระองค์ไม่อยากทำให้เสด็จแม่ไม่พอพระทัยจึงต้องกำชับเจียงหว่านไม่ให้ปากพล่อยพูดสิ่งใดออกไป
“พระองค์จะไม่กล่าวหาหม่อมฉันมากเกินไปหรือเพคะ หม่อมฉันไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับพระสนมหรงเลยแม้แต่น้อย แล้วหม่อมฉันจะไปใช้มารยาอันใดทำให้พระสนมประทานสมรสเล่า” เจียงหว่านขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจ ร่างเดิมยังไม่รู้เลยว่าเหตุใดตนเองจึงได้สมรสพระราชทานเสียด้วยซ้ำ นางได้แต่คิดว่าจิ้งอ๋องถึงจะหล่อมากก็เถอะ แต่ปากคอของพระองค์ช่างร้ายกาจนัก อีกทั้งคำพูดที่ว่ามาก็ทำให้นางรู้สึกว่าเขาคิดว่านางชั่วร้ายทั้งที่ไม่รู้จักกันดี
“ฮึ! จะไม่ใช่เจ้าใช้มารยาได้อย่างไร แค่เราช่วยเจ้าขึ้นจากน้ำ เจ้ากลับได้รับพระราชทานสมรสกับเราเช่นนี้ หากวันนั้นเราปล่อยให้เจ้าตายไปเสียก็คงไม่ต้องมาลำบากยุ่งยากกับเจ้าแบบนี้หรอก” จิ้งอ๋องมองเจียงหว่านด้วยสายตาราวกับจะฆ่าคน พระองค์พอนึกถึงเรื่องวันนั้นแล้วก็อดกริ้วไม่ได้
“อ้อ เป็นความผิดของหม่อมฉันหรือที่ถูกคนผลักตกน้ำ” เจียงหว่านเถียงต่อ
“ความผิดของเจ้านั่นแหละ โง่ให้คนอื่นผลักตกน้ำแล้วยังไม่มีปัญญาขึ้นมาเองจนต้องลำบากให้เราลงไปช่วย” จิ้งอ๋องเห็นท่าทางเจียงหว่านที่เถียงกลับก็ยิ่งกริ้วมากขึ้นไปอีก พระองค์อยากบีบคอน้อย ๆ นั่นให้หุบปากเสียจริง
“ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว รบกวนจิ้งอ๋องอดทนกับหม่อมฉันสักหน่อยก็แล้วกันนะเพคะ หม่อมฉันเองก็ไม่ได้อยากเข้าหอกับพระองค์แต่แรก หากว่าวันใดพระองค์อยากหย่าก็บอกหม่อมฉันได้นะเพคะ” เจียงหว่านที่หวั่นกลัวว่าจะถูกจิ้งอ๋องฆ่าเข้าสักวันรีบหาทางออกจากจวนที่น่ากลัวนี้ทันที นางเป็นคนจากยุคสมัยใหม่แต่แรก เรื่องการหย่าจึงไม่ได้มีผลอะไรกับคนอย่างนาง
“บังอาจ! เพิ่งแต่งงานเข้ามาก็พูดเรื่องหย่าแล้ว สมรสพระราชทานนี้จะหย่าได้อย่างไรกัน เจ้าอยากตายหรือ!” จิ้งอ๋องตบโต๊ะเสียงดังปังใหญ่ พระองค์ไม่คิดมาก่อนว่าเจียงหว่านจะกล้าเอ่ยเรื่องหย่าขึ้นมาอย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้
“พระสนมคงไม่ลงโทษพระองค์หรอกเพคะ หากจิ้งอ๋องไม่มีสิ่งใดจะสั่งอีกก็เชิญกลับไปได้แล้ว หม่อมฉันอยากพักผ่อน” เจียงหว่านไม่สนใจสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อนางของจิ้งอ๋อง นางกล่าวจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าเรือนชั้นในอย่างรวดเร็ว ทำเอาบ่าวไพร่ต่างเหงื่อตกไปตาม ๆ กัน
“ฮึ่ม! นางกล้าไม่สนใจข้าหรือ!” จิ้งอ๋องตวาดเสียงดังด้วยความโมโห
“เอ่อ… ท่านอ๋องเสด็จกลับก่อนดีไหมเพคะ หม่อมฉันคิดว่าพระชายาน่าจะทรงปวดพระเศียรจึงอยากพักผ่อนมากกว่า” นางกำนัลคนหนึ่งกัดฟันเอ่ยขึ้นเพื่อไม่ให้จิ้งอ๋องฟาดงวงฟาดงาใส่พวกเขา
“ฮึ! พวกเจ้าดูแลนางให้ดี อย่าให้เกิดเรื่องขึ้นอีก เราจะเข้าวัง” จิ้งอ๋องไม่เห็นแม้แต่เงาของเจียงหว่านแล้วจึงไม่คิดจะอยู่ต่อ
ทหารรักษาการประจำเมืองหลวงต่างพาตัวขุนนางที่เข้าร่วมกับฮองเฮาในท้องพระโรงรวมทั้งคนบงการไปขังเอาไว้ที่คุกหลวงทั้งหมด องค์หญิงเป่ยโม่ที่นำทหารมาด้วยก็ไม่รอดพ้นจากการถูกจับไปพร้อมองค์ชายใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนทหารแคว้นเป่ยเซียงที่ขัดขืนล้วนตกตายไป เหลือแต่เพียงทหารที่ยอมจำนนไม่กี่คนเท่านั้น นับว่าครานี้องค์หญิงเป่ยโม่สูญเสียกำลังสนับสนุนพระองค์ไปจนแทบหมดสิ้นแล้วด้านขุนนางแคว้นเป่ยโม่ที่เคยเข้าพบองค์หญิงก่อนหน้านี้ก็หนีออกจากเมืองหลวงไปหลังจากส่งข่าวให้ทหารเสร็จ พวกเขาลอบเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นพ่อค้าและรีบนั่งรถม้าออกจากเมืองหลวงไปตั้งแต่เมื่อวาน ก่อนหน้าที่ทหารจะปิดเมืองเพื่อเตรียมพร้อมจับกุมผู้ก่อความไม่สงบในราชสำนักช่วงเช้าวันนี้ ขุนนางแต่ละคนรู้ตัวดีว่ากลับแคว้นไปจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักอย่างแน่นอน พวกเขาจึงตัดสินใจหาคนส่งจดหมายกลับไปให้คนในครอบครัวโยกย้ายถิ่นฐานมายังชายแดนแคว้นเซี่ยเพื่อความปลอดภัย ขุนนางแต่ละคนคิดได้ว่าแคว้นเป่ยเซียงนั้นอันตรายยิ่งกว่าถ้ำเสือ พวกเ
“ฮึ! ขุนนางพวกนี้ช่างใจเสาะนัก จะก่อการใหญ่แต่กลับใจปลาซิวเสียนี่ เสียแรงที่เสด็จพ่อส่งทหารมาให้พวกเขาตั้งมากมาย” องค์หญิงเป่ยโม่ปรามาสอย่างอารมณ์ไม่ดี พระองค์อยากให้ขุนนางพวกนี้เข้าไปมีส่วนสนับสนุนองค์ชายใหญ่กับองค์หญิงด้วยอีกแรงหนึ่ง น่าเสียดายที่พวกเขากลับไม่เห็นค่า นางกำนัลข้างกายองค์หญิงได้แต่เหงื่อตกกับสิ่งที่ได้ยิน นางเองก็กลัวไม่ต่างจากขุนนางเหล่านั้น เพียงแต่นางไม่สามารถหนีออกจากที่นี่ได้เหมือนกับพวกเขา เพราะองค์หญิงคงต้องพานางเข้าวังไปด้วยในวันพรุ่งนี้แน่“หืม? เสด็จแม่จะให้เราเข้าวังเช้าตรู่พรุ่งนี้หรือ? พระองค์มีเรื่องด่วนอันใดกันเหตุใดไม่ฝากบอกเจ้ามาเลยเล่า” องค์ชายใหญ่ที่กำลังรักษาตัวอยู่ไ
“ลูกทราบแล้วพะย่ะค่ะ” จิ้งอ๋องพยักหน้ารับคำจบก็เสด็จออกไปสั่งการพ่อบ้านที่รอรับใช้อยู่หน้าห้องโถงรับแขก ไม่นานพระองค์ก็เสด็จกลับมานั่งข้างเจียงหว่านเพื่อรอให้บ่าวเตรียมอาหารและตั้งโต๊ะ“เสด็จพี่ไปตรวจงานเป็นอย่างไรบ้างเพคะ” พระสนมหรงหันไปตรัสถามฮ่องเต้ที่ออกไปข้างนอกอยู่นานเกือบสองชั่วยาม“ทุกอย่างราบรื่นดีมาก รอแค่พวกเขาทำตามแผนผังของขุนนางหร่วนเสร็จ ทุกอย่างก็น่าจะไม่มีปัญหาให้ต้องเป็นห่วงแล้วล่ะนะ” ฮ่องเต้ตรัสตอบอย่างที่พระองค์ทรงเห็นด้วยสายพระเนตรของพระองค์เอง“อืม...เช่นนั้นก็ดีมากเลยนะเพคะ นับว่าพวกเรามาไม่เสียเที่ยว” พระสนมหรงทรงห่วงใยราษฎรไม่ต่างจากฝ่าบาทมานานแล้ว“เ
“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ เสด็จพี่ไม่ต้องกังวล พวกเราไปรอรับทั้งสองพระองค์ที่หน้าจวนเจ้าเมืองกันดีไหมเพคะ” เจียงหว่านคิดว่าการนั่งรอที่ห้องโถงรับแขกในเรือนหลักของจวนเจ้าเมืองดูจะไม่เหมาะสมนัก“ตกลง พี่ประคองน้องหญิงเอง” จิ้งอ๋องรีบลุกขึ้นประคองเจียงหว่านให้เดินไปช้า ๆ อย่างไม่เร่งร้อน เพราะเวลาเจียงหว่านไม่มีคนคอยประคอง นางก็มักจะเดินเร็วจนคนที่เห็นต่างเป็นห่วงว่านางจะหกล้มเข้าจิ้งอ๋องกับเจียงหว่านยืนรอกันพร้อมกับเจ้าเมืองฝูเซิงที่ได้รับข่าวจากเหล่าขุนนางจีงรีบกลับมาเฝ้ารับเสด็จเช่นเดียวกัน ส่วนทหารที่ได้รับหน้าที่ก็ยังคงทำงานกันอยู่ตามหมู่บ้านและบ่อน้ำโดยไม่ต้องละทิ้งงานของตนเอง“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” เสียงถวายพระพรดังไปทั่วบริเวณด้านหน้าจวนเจ้าเมืองจนทำเอาชาวเมืองที่อยู่ใก
“พวกกระหม่อมรับบัญชาพะย่ะค่ะ” บรรดาขุนนางรีบกล่าวรับคำเสียงดัง พวกเขาเห็นเครื่องมือแปลกประหลาดโผล่มาอีกก็พากันคาดหวังไม่น้อยว่าการปลูกพืชครั้งนี้จะสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว หากต้องรอชาวบ้านและทหารให้ขุดดินแห้งแข็งที่เกิดจากภาวะภัยแล้งคงต้องใช้เวลาเนิ่นนานแน่“พวกเจ้าแบ่งงานกันจัดการให้ดีก็แล้วกัน ไปได้แล้ว อีกไม่นานก็จะมื้อเย็น อย่าลืมเรียกคนที่ไปขุดคลองกลับมาพักผ่อนก่อนเล่า ไม่ต้องทำงานยามดึกดื่นให้เสียสุขภาพนักหรอก อย่างไรก็มีเครื่องไม้เครื่องมือหลายอย่างให้พวกเจ้าใช้ได้อย่างไม่หนักแรงแล้ว” จิ้งอ๋องถึงจะดูดุร้าย แต่พระองค์ก็ทรงคำนึงถึงบริวารที่ต้องทำงานหนักให้กับพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงห่วงใย พวกกระหม่อมขอทูลลา” ขุนนางทั้งหลายเองก็เพิ่งเคยทำงานใกล้ชิดกับจิ้งอ๋องเป็นครั้งแรก พอได้ทำงานร่วมกันมานานหลายวันก็ทำให้ขุนนางเหล่านี้รู้ว่าจิ้งอ๋องไม่ใช่แค่ร
“อ่า...พี่จะไปตกปลาให้เจ้าช่วงบ่ายได้ไหมน้องหญิง ตอนนี้ใกล้มื้อเที่ยงมากแล้วนะ พี่ว่าเจ้ากินข้าวก่อนดีกว่า” จิ้งอ๋องคิดไม่ถึงว่าเจียงหว่านจะอยากกินปลาอีกแล้ว วันก่อนโน้นพระองค์ก็ตกปลามาให้นางรอบหนึ่งแล้ว“ก็ได้เพคะ” เจียงหว่านพยักหน้าอย่างเข้าใจ ปลาแถวนี้ไม่ได้มีมากเหมือนตอนที่พวกนางไปเทศกาลล่าสัตว์ หลังมื้อเที่ยง เจียงหว่านก็ง่วงนอนอีกแล้ว นางปล่อยให้จิ้งอ๋องไปตกปลากับทหารองครักษ์ไม่กี่คน ส่วนตนเองก็เข้าไปนอนในห้องอย่างสบายใจ ช่วงนี้เจียงหว่านง่วงบ่อยมาก แต่พอให้หมอหลวงมาตรวจก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติกับร่างกายของนางแต่อย่างใด จิ้งอ๋องขี่ม้าไปยังต้นน้ำพร้อมองครักษ์หลายคนโดยมีคันเบ็ดวิเศษและเหยื่อที่ยังเหลืออยู่เล็กน้อย
“เพคะ” เจียงหว่านพยักหน้ารับคำ นางเห็นสภาพสามพ่อแม่ลูกตรงหน้าแล้วก็ได้แต่คิดว่ากงกรรมกงเกวียน พวกเขาเคยรังแกร่างเดิมมาอย่างไร ตอนนี้ก็ถูกจิ้งอ๋องจัดการไม่ต่างกันสองเค่อต
“เชิญท่านอ๋องเสวยชาก่อนพะย่ะค่ะ บ้านกระหม่อมมีเพียงชาธรรมดาเท่านั้น หวังว่าท่านอ๋องจะไม่ทรงถือสา” เจียงซุนเจ๋อรีบเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้างพร้อมกับอนุหวัง“
“น้อมส่งท่านอ๋องเพคะ/พะย่ะค่ะ” บ่าวไพร่ในเรือนรีบน้อมกายคารวะจิ้งอ๋องที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟออกไปจากเรือน แต่ละคนต่างปาดเหงื่อไม่ต่างกันนัก พวกเขาไม่คิดเลยว่าวันแรกที่จิ้งอ๋องกับพระชายาพบก
“ฮึ่ย! หากเราลงโทษเจ้าจนลุกไม่ขึ้นแล้วใครจะทำงานให้เรากัน ตัดเบี้ยหวัดเจ้าสามเดือนเป็นการลงโทษ เจ้าไปหานางกำนัลกับขันทีที่มีวรยุทธมาคอยดูแลพระชายาของเจ้าให้ดี เราจะเข้าวัง” จิ้งอ๋องไม่อาจรีร







