LOGINบ่ายวันเดียวกัน องครักษ์หลวงล้อมบ้านไม้หลังหนึ่งนอกกำแพงเมือง หลิวซ่งซึ่งมีอายุเกือบเจ็ดสิบกำลังร
ยิ่งเป็นเช่นนั้น นางยิ่งไม่อาจเอ่ยความจริงได้ หากนางบอกว่าตนเป็นวิญญาณของหญิงสาวจากโลกอีกใบหนึ่ง ผู้ใดจะเชื่อ ต่อให้ฮ่องเต้เชื่อ นั่นอาจนำไปสู่ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง หรือแม้แต่การถูกมองว่าเป็นปีศาจสิงร่าง ความจริงนั้นจะไม่ช่วยชีวิตใคร มีแต่จะทำลายทุกสิ่งที่นางสร้างขึ้นมา ซีฮันจึงสูดลมหายใจลึก“เพคะ” นางตอบช้า ๆ “หม่อมฉันมีเรื่องที่ปิดบังพระองค์”ฮ่องเต้ทรงนิ่ง “พูดมา”ซีฮันก้มหน้าลงเล็กน้อย “หม่อมฉันปิดบังความรู้สึกของตนเอง”พระขนงของฮ่องเต้ขมวดเข้าหากัน นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบ“วันที่หม่อมฉันถูกวางยาจนเกือบสิ้นพระชนม์ วันที่หม่อมฉันนอนอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย หม่อมฉันคิดว่าชีวิตคงจบลงแล้ว”นางหลับตาลงชั่วครู่ ภาพในวันนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง แม้ร่างเดิมจะตายไปแล้ว แต่ความทรงจำของซีฮันยังคงอยู่ครบถ้วน“ในช่วงเวลานั้น หม่อมฉันคิดหลายเรื่อง คิดถึงชีวิตที่ผ่านมา คิดถึงความโง่เขลาของตน คิดถึงการยอมให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ และคิดว่าหากยังมีโอกาสลืมตาขึ้นอีกครั้ง”
จากสตรีผู้หวาดกลัวและอ่อนแอ กลายเป็นผู้หญิงที่เฉียบคม เด็ดขาด และสามารถคลี่คลายคดีซับซ้อนทีละเรื่อง ฮ่องเต้เฉียนหลงทอดพระเนตรซีฮันโดยไม่ตรัสสิ่งใด พระองค์เองก็เคยตั้งคำถามนี้อยู่ในใจ เพียงแต่ไม่เคยมีผู้ใดกล้าเอ่ยมันออกมาต่อหน้าคนทั้งราชสำนัก ซีฮันรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะหากเรื่องที่นางเป็นวิญญาณจากอีกโลกหนึ่งถูกเปิดเผย นางไม่มีทางอธิบายให้ผู้ใดเข้าใจได้ แต่ความหวาดหวั่นนั้นเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ประสบการณ์ในฐานะสถาปนิกและผู้บริหารในชีวิตก่อนสอนให้นางรู้ว่า ยิ่งสถานการณ์วิกฤต ยิ่งต้องสงบนิ่ง ซีฮันยกสายตาขึ้นสบตาเข่อชิง สีหน้าของนางไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย“พระอัครเทวี” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในเมื่อเจ้ากล่าวหาข้า เช่นนั้นก็จงแสดงหลักฐาน”เข่อชิงหัวเราะเบา ๆ “บางเรื่องไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน”“จริงหรือ”“ทุกคนในวังเห็นเหมือนกันว่าเจ้ากลายเป็นคนละคน”ขุนนางบางคนเริ่มกระซิบกันอีกครั้ง ซีฮันก้าวออกมาหนึ่งก้าว“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอถามเจ้า” นางเว้นจังหวะเพียง
นางมิได้รีบร้อนกล่าวหาใคร แต่กลับโค้งคำนับฮ่องเต้ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“หม่อมฉันขอขอบพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเปิดศาลหลวงครั้งนี้ หม่อมฉันไม่ต้องการชัยชนะเหนือผู้ใด สิ่งเดียวที่หม่อมฉันต้องการคือความจริง”ฮ่องเต้พยักพระพักตร์ “เริ่มได้”ซีฮันเดินไปยังโต๊ะตัวแรก แทนที่จะหยิบหลักฐานแบบสุ่ม นางกลับนำแผ่นผ้าไหมผืนใหญ่ซึ่งเขียนลำดับเวลาออกมาคลี่บนโต๊ะ ทันทีที่คลี่ออก ทุกคนก็เห็นแผนผังขนาดใหญ่แบ่งออกเป็นห้าปี เรียงเหตุการณ์ทุกคดีของฮองเฮาตามวัน เดือน และปีอย่างละเอียด ตงเปียนช่วยปักหมุดไม้เล็ก ๆ ลงบนแผนผังทีละจุด“ปีแรกหลังเข้าวัง ปีที่สอง ปีที่สาม ปีที่สี่ ปีที่ห้า”ทุกคดีถูกจัดวางเหมือนแบบแปลนการก่อสร้างที่ซีฮันเคยทำในโลกเดิม ไม่มีเส้นใดไขว้กันอย่างไร้เหตุผล ทุกหลักฐานเชื่อมโยงเป็นระบบจนแม้แต่เสนาบดีกรมอาญายังมองด้วยความชื่นชม ขุนนางผู้หนึ่งกระซิบกับเพื่อนเบา“นี่ไม่ใช่การนำหลักฐาน แต่เป็นการสร้างภาพของคดีทั้งหมด”อีกคนพยักหน้า “มองเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจทุกเหตุการณ์&rdqu
คำว่า "นักโทษที่ถูกเนรเทศ" ทำให้ขุนนางหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยเซียนรื่อหงเคยเป็นสนมต้องโทษ หลิวซ่งเองก็เพิ่งรับสารภาพหลังถูกสอบสวน น้ำหนักของพยานทั้งสองจึงถูกลดทอนลงทันที เข่อหยวนฉิงกล่าวเสียงหนักแน่น“หากราชสำนักยอมเชื่อคำพูดของคนเช่นนี้ แล้วจะมีผู้ใดกล้ารับราชการอีก”ทันทีที่เขาพูดจบ ขุนนางฝ่ายเดียวกับตระกูลเข่อก็ก้าวออกมาพร้อมกันหลายคน“กระหม่อมเห็นด้วย เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดพระอัครเทวีโดยตรง ไม่ควรให้ข่าวลือทำลายพระเกียรติ หากสอบสวนต่อไปโดยไม่มีเหตุผล บ้านเมืองจะไร้เสถียรภาพ”เสียงสนับสนุนดังต่อเนื่องทั่วท้องพระโรง ขุนนางฝ่ายที่เป็นกลางต่างนิ่งเงียบ ไม่มีผู้ใดกล้าออกหน้า เพราะต่างรู้ดีว่าเข่อหยวนฉิงมิใช่คู่ต่อสู้ธรรมดาด้านหลังฉากกั้นในตำหนักด้านข้าง ซีฮันนั่งฟังทุกถ้อยคำผ่านม่านไหมตามธรรมเนียมของฮองเฮา ตงเปียนยืนอยู่ข้างกาย“เหนียงเหนียง” เขากระซิบ “เสนาบดีใหญ่เริ่มลงมือแล้ว”ซีฮันพยักหน้าเบา ๆ “ข้ารอวันนี้มานาน เข่อชิงเป็นเพียงหมาก แต่คนที่ควบคุมกระดานมาตลอด...ค
บ่ายวันเดียวกัน องครักษ์หลวงล้อมบ้านไม้หลังหนึ่งนอกกำแพงเมือง หลิวซ่งซึ่งมีอายุเกือบเจ็ดสิบกำลังรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน เมื่อเห็นตราพระราชลัญจกรก็หน้าซีดทันที“ใต้เท้า”“ฝ่าบาทมีรับสั่ง”หัวหน้าองครักษ์กล่าวเสียงเรียบ “เชิญท่านเข้าวัง”หมอหลวงเฒ่ามือสั่น เขาพยายามยิ้ม “เรื่อง...เรื่องใดหรือ”“เมื่อไปถึงก็จะทราบเอง”ห้องสอบสวนกรมอาญา หลิวซ่งนั่งอยู่กลางห้อง ตรงหน้าเขาคือฮ่องเต้ ซีฮัน เสนาบดีกรมอาญา ตงเปียน และขุนนางผู้ใหญ่หลายคน บนโต๊ะมีสำนวนเก่าเรียงเป็นตั้ง ฮ่องเต้เปิดเล่มแรก“ลายมือของเจ้าหรือไม่”หลิวซ่งเหลือบมอง “ใช่...พ่ะย่ะค่ะ”“เจ้าเป็นผู้ตรวจพระอาการฮองเฮาเอง”“ใช่พ่ะย่ะค่ะ”“ทุกครั้ง”“ใช่...พ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้เปิดอีกเล่ม “แล้วเหตุใดทุกครั้งจึงลงความเห็นเหมือนกัน”หลิวซ่งก้มหน้า “เพราะ...เพราะพระพลานามัยของฮองเฮาอ่อนแอจริง”
เพียงได้ยินชื่อนั้น พระพักตร์ของฮ่องเต้ก็เคร่งขรึมขึ้น “นางถูกเนรเทศไปแล้ว เหตุใดจึงส่งจดหมายกลับมา”“เพราะนางเชื่อว่าหากยังเงียบต่อไป จะมีผู้ตายเพิ่มขึ้น”ซีฮันมอบจดหมายให้พระองค์อ่าน นางมิได้กล่าวแทรกหรือชี้นำ ปล่อยให้ฮ่องเต้พิจารณาถ้อยคำทุกบรรทัดด้วยพระองค์เองยิ่งอ่าน พระพักตร์ของพระองค์ก็ยิ่งเย็นชา พระหัตถ์ที่ถือกระดาษค่อย ๆ กำแน่น เมื่ออ่านถึงคดีขนมดอกกุ้ย พระองค์ทรงหยุดอยู่นาน“พระสนมหลานถูกส่งเข้าตำหนักเย็นเพราะคดีนี้”“เพคะ”“นางยืนยันจนวันตายว่าตนไม่ได้ทำ”ซีฮันก้มหน้าลง “แต่ในเวลานั้นไม่มีผู้ใดเชื่อนาง”ฮ่องเต้หลับพระเนตรครู่หนึ่ง ภาพของสตรีผู้เคยคุกเข่าร้องขอความเป็นธรรมหน้าตำหนักกลับเข้ามาในพระทัย ตอนนั้นพระองค์ทรงเชื่อหลักฐานและคำให้การของคนในวัง จึงมีพระบัญชาลงโทษโดยไม่ตรวจลึกไปกว่านั้นบัดนี้ หากทุกอย่างเป็นการจัดฉากจริง เท่ากับพระองค์ทรงลงโทษคนบริสุทธิ์ด้วยพระหัตถ์ของตนเอง“บัญชีเหล่านี้ตรวจสอบแล้วหรือยัง”&
ปัดเป่าภัยร้าย “มินานดอก หากเจ้าอดทนเพื่อปัดเป่าให้คำทำนายของโหรหลวงที่บอกว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงนั้นผ่อนเบาลงได้”กษัตริย์ยุคโบราณเชื่อการทำนายทายทักถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ? ลิลลี่นึกในใจ เธอเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ยในการออกแบบและแม้ว่ามันจะมีความสำคัญสำหรับการก่อสร้างในยุคสมัยใหม
พระสุรเสียงของเฉียนหลงราวติดขัดเพราะพระองค์ก็ทรงเคอะเขินต่อการได้พบพระชายาเอกซึ่งตอนนี้นางช่างแตกต่างไปจากวันวาน น้ำเสียงของนางมั่นคงกว่าเดิม ไม่ฟูมฟายพร่ำเพ้อและพระพักตร์นั้นอมชมพูงามจับพระทัยยิ่งนัก และขณะเดียวกัน ลิลลี่ในร่างของซีฮันฮองเฮาก็มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของกษัตริย์ผู้เลื่องชื่อเรื่องการเป
“ข้ามิกลัวดอก คนในราชสำนักล้วนอยู่ใต้อาณัติของข้า ทุกคนรู้ดีว่าชะตาของฮองเฮานั้นอยู่ได้อีกมินาน ก็นางช่างอ่อนแอ มีวาสนาหากไร้ซึ่งอำนาจก็มิอาจทำอันใดได้ นางมิมีใครอยู่เคียงข้าง แม้พ่อของนางเป็นถึงแม่ทัพกองธงขอบเหลืองที่ฮ่องเต้ต้องทรงให้ความเกรงใจแต่ความอ่อนแอจะฝังนางทั้งเป็น และวันหนึ่งข้านี่ล่ะจะเห
โหรหลวงโบกมือเรียกคนสนิทนำกระดองเต่าวางบนกระดานรองเข้ามาเพื่อให้ฮ่องเต้ได้เห็นซึ่งก็ทำให้ทั้งเฉียนหลงและเข่อชิงหวงกุ้ยเฟยสนใจอย่างมาก สักครู่โหรหลวงจึงเอ่ยขึ้น“โดยปกติแล้วหม่อมฉันใช้กระดูกวัวในการทำนายดวงบ้านเมือง แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความแปลกประหลาด จึงได้ใช้วิธีการทำนายอย่างโบราณที่







