LOGINเมืองซีเป่ย
ซีเป่ยขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนที่เชียวชอุ่มและอุดมสมบูรณ์ ด้วยมีภูเขาล้อมรอบสามด้านช่วยบดบังพายุและลมหนาว ทำให้ความเป็นอยู่ของคนแถบนี้ค่อนข้างสมบูรณ์พูนสุข ภายในโรงน้ำชาที่เป็นที่นิยมของคนเมืองนี้ มีชายผู้หนึ่งนั่งมองผู้คนสัญจรไปมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สองวันก่อนเขาได้รับจดหมายด่วนว่าพบคนที่หน้าตาคล้ายคลึงกับอดีตคู่หมั้นของเขาที่หายไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงเร่งควบม้ามาที่เมืองซีเป่ยเพื่อมาดูด้วยตาตนเองว่าใช่นางจริงหรือไม่ " เหตุใดเจ้าจึงไม่เลิกตามหานาง เจ้าเองก็เห็นกับตามิใช่หรือว่านางตกจาก...." " หุบปาก " เฉิงอิ๋นสั่งสหายที่มาด้วยกันปิดปาก ยามนี้เขาไม่รับฟังความเห็นต่างจากผู้ใดทั้งนั้น ตราบใดที่ยังไม่พบศพนาง จะให้เขาเชื่อได้อย่างไรว่านางตายไปแล้ว " ข้านึกว่าเจ้าชอบหลี่เจินเสียอีก " "...." " ถึงขนาดช่วยนางแทนที่จะช่วยคู่หมั้นตัวเองมิใช่หรือ " มือของเฉิงอิ๋นกำแน่น ไม่ใช่ว่าโกรธเรื่องที่สหายพูดออกมา แต่โกรธตัวเองที่ตอนนั้นมัวแต่ลังเลจนพลาดโอกาสช่วยคู่หมั้นตนเองไป เหลือแค่เอื้อมมือหนึ่งเท่านั้นที่เขาสามารถคว้าตัวนางไว้ได้ ทว่าทุกอย่างก็กลับตาลปัตรไปหมด นอกจากเขาจะจับนางไว้ไม่ทันแล้ว ขนาดศพคนที่คิดว่าตายไปแล้วเขากลับไม่พบแม้แต่ร่องรอยของนาง พอคิดถึงเหตุการณ์นั้นทีไร หัวใจเขาก็ปวดร้าวคล้ายถูกหนามแหลมทิ่มแทงทุกที จนต้องยกมือขึ้นมากุมอก " เป็นอะไรไป " หลินอวี้ สหายเฉิงอิ๋นถามด้วยความเป็นห่วง " เปล่า " เขาส่ายหน้าเชิงบอกว่าไม่เป็นไร ระหว่างทั้งสองคนกำลังถามไถ่กัน ตรงประตูทางเข้าโรงน้ำชาก็มีสองร่างชายหญิงปรากฏตัวขึ้น ฝ่ายหญิงยิ้มแย้มสดใสพลางพูดคุยกับผู้เป็นสามีเจื้อยแจ้ว " พี่เจี้ยน วันนี้ท่านขายหนังกับเขาสัตว์ได้ราคางาม เช่นนั้นวันนี้ท่านต้องเลี้ยงขนมข้าแล้วละ " ซินเหยียนพูดด้วยสีหน้าร่าเริง ดวงตาประกายวาววับไปด้วยความสุขใจที่ได้ออกมาเปิดหูเปิดตากับสามีในครั้งนี้ เสิ่นเจี้ยนยิ้มน้อยๆ " ที่ข้าพาเจ้ามาก็ตั้งใจจะเลี้ยงเจ้าอยู่แล้ว อยากกินสิ่งใดก็สั่งมาได้เลย " มือเรียวเอื้อมไปจับที่ต้นแขนกำยำ พร้อมเขย่าเบาๆ " จริงนะ " " อืม " " ขอบคุณพี่เจี้ยน " ใบหน้างามซบที่แผ่นไหล่แข็งแกร่งครู่เดียวก่อนรีบผละออกเพราะกลัวคนอื่นเห็น เสิ่นเจี้ยนเห็นภรรยายิ้มได้ ตัวเขาก็พลันโล่งใจ ดีกว่าเมื่อหลายวันก่อนเยอะเลย ตอนนั้นนางแทบไม่กินอาหารหรือขยับตัวไปทางใด เอาแต่นอนซึมอยู่บนเตียง เขาจึงเดาว่านางน่าจะได้ยินสิ่งที่เขาพูดกับมารดาหมดแล้ว และคงโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุทำให้เขาไม่ได้ไปสอบขุนนางหลายปีผ่านไป เฉิงหว่านหนิงพาพี่ชายมางานชมบุปผาที่เมืองหลวงด้วยกัน เนื่องจากได้รับคำสั่งจากบิดาว่า ภายในปีนี้ต้องหาภรรยาให้เฉิงรุ่ยให้ได้ " พี่ใหญ่ อย่าทำหน้าเช่นนั้นสิ ยิ้มหน่อย เดี๋ยวพวกคุณหนูทั้งหลายก็ไม่กล้าเข้าหาท่านหรอก " เฉิงหว่านหนิงตำหนิพี่ชาย เขาทำสีหน้าขึงขังประหนึ่งจะไปสังหารผู้อื่นอย่างไรอย่างนั้น " ช่างพวกนางสิ ข้าไม่ได้สนใจสักหน่อย " ดวงตาคมกริบเหลือบมองน้องสาวตัวน้อยที่สูงเพียงอกเขา " ปีนี้ท่านอายุสิบเก้าแล้วนะ ยังคิดจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวอีกหรือ " นางพูดพลางดึงมือพี่ชายเดินไปอีกทาง " ไม่ได้อยู่คนเดียวเสียหน่อย ยังมีเจ้า แล้วก็ท่านพ่อท่านแม่อีก จะเรียกว่าใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้อย่างไร " เฉิงรุ่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ เขาถูกบิดามารดาพูดกรอกหูทุกวันว่าให้รีบหาภรรยาเสียที มิเช่นนั้นจะกลายเป็นตาแก่ขึ้นคาน แต่ถึงเป็นอย่างนั้นเขาก็หาได้สนใจไม่ " แต่ท่านก็ต้องมีครอบครัวเป็นของตัวเองนะ " " หึ อย่าห่วงข้าเลย ห่วงเจ้าด
สามเดือนผ่านไป เฉิงอิ๋นฉีกยิ้มอย่างเบิกบานใจ ใช้มือลูบวนหน้าท้องแบนราบของภรรยาด้วยความอิ่มเอม " เจ้ายังแพ้ท้องอยู่อีกหรือไม่ " ชายหนุ่มเอ่ยถามภรรยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หวังซินเหยียนพยักหน้า " ข้าอยากกินน้ำผึ้ง " ตั้งแต่ตั้งครรภ์เข้าสู่เดือนที่สามนางมักอยากกินของแปลกๆ อย่างเช่นรังผึ้งที่มีตัวอ่อนของมันอยู่ด้วย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน " น้ำผึ้งอย่างนั้นหรือ ในครัวก็มี ไยปี้จูไม่นำมาให้เจ้า " เขาอุตส่าห์ย้ำกับทุกคนแล้วว่าให้ดูแลนายหญิงให้ดี นางอยากกินสิ่งใดก็ให้ไปหามาให้นาง อย่าปล่อยนางอดเด็ดขาด มือนุ่มยื่นไปกุมมือสามี ด้วยกลัวเขาจะไปตำหนิพวกบ่าวรับใช้ " ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้อยากกินน้ำผึ้งพวกนั้น แต่อยากกินสดใหม่ที่มาจากรังของมันโดยเฉพาะ " " เป็นเช่นนั้นเองหรอกหรือ " เฉิงอิ๋นพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะเคยได้ยินจากมารดาว่า ยามสตรีตั้งครรภ์มักอยากกินของที่ตนไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อน ดังนั้นแล้ว เขาจะกล้าทำให้ภรรยาผิดหวังได้อย่างไร " ได้! ในเมื่อเจ
หวังซินเหยียนถึงกับร้อนรน ตั้งแต่แต่งงานกันนางไม่เคยอยู่ห่างจากเขาถึงครึ่งวัน แต่ยามนี้เขากลับบอกว่าจะค้างแรมที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านของตนเองสักพัก เช่นนี้แล้วจะให้นางใจเย็นอย่างไรไหว " แต่...." " ข้าง่วงแล้ว " ร่างสูงใหญ่ลุกพรวดจากเก้าอี้ตรงดิ่งไปยังเตียงไม้ที่ถูกปูด้วยหนังสัตว์ แม้ไม่อ่อนนุ่มเท่าฟูกที่จวน กระนั้นก็พอนอนพักเอาแรงได้ หวังซินเหยียนมองตามหลังสามีตาละห้อย ได้ยินจากหานซวี่ว่าเฉิงอิ๋นโหมงานหนักมาตลอดทั้งคืน เห็นเขาเหนื่อยล้าจนขอบตาดำคล้ำเช่นนี้แล้ว นางก็ไม่อยากรบกวน " งั้นท่านก็นอนเถิด ไว้ตื่นขึ้นมาแล้วค่อยคุยกัน " " อืม " หญิงสาวเดินไปนั่งตรงขอบเตียงที่มีร่างสูงใหญ่นอนอยู่ ดวงตาพิศมองใบหน้าทรงเสน่ห์ คิ้วของเขาดกดำและเรียงตัวสวย ปลายจมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากอวบหนากำลังพอดี ปลายคางกลมมนรับกับใบหน้าได้อย่างลงตัว ดูโดยรวมคือหล่อเหลาเอาการ นางไม่แปลกใจสักนิดที่ตกหลุมรักเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างเล็กถอดรองเท้าของตนออก ก่อนเอนตัวนอนลงข้างๆ ผู้เป็นสามี ท่อนแขนเรียวเ
" ตรงนั้นคือกระโจมของซื่อจื่อขอรับ " หานซวี่ องครักษ์คนสนิทของเฉิงอิ๋นชี้ไปยังกระโจมหลังที่ตั้งอยู่ห่างออกไปไกลประมาณครึ่งลี้ได้ " เหตุใดเขาจึงตั้งกระโจมไกลเช่นนั้น " นางมองไปยังกระโจมหลังใหญ่ที่อยู่ใกล้ลำธาร และฉากหลังเป็นภูเขาเขียวชอุ่มร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ " ซื่อจื่อบอกว่าอยากอยู่อย่างสงบไม่มีเสียงใดมารบกวนขอรับ " หวังซินเหยียนพยักหน้าบ่งบอกว่าเข้าใจแล้ว " โชคดีที่เป็นทางเรียบ ข้าจึงเดินเหินได้สะดวกหน่อย " นางพูดกับหานซี่ด้วยรอยยิ้ม ขณะพากันเดินไปข้างหน้า ซึ่งจุดหมายก็คือกระโจมสีทองหลังนั้น " ซื่อจื่อ คิดไว้เผื่อฮูหยินน่ะขอรับ " หานซวี่พลั้งปากพูดเรื่องที่เฉิงอิ๋นสั่งห้าม ครั้นนึกได้เขาก็รีบหุบปากฉับ ทว่าหวังซินเหยียนกลับได้ยินหมดแล้ว " หมายความว่าเช่นไร คิดไว้เผื่อข้า?" ร่างเพรียวระหงหยุดเดิน หันหน้าไปพูดกับหานซวี่ " เอ่อคือ....." ชายหนุ่มอึกอักไม่ยอมตอบ จนหญิงสาวเป็นฝ่ายพูดเปิดทางเอง " เขารู้ว่าข้าจะมางั้นหรือ? " ดวงตากลมโ
ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ ต่อให้นางอ้อนขอ เขาก็ไม่ยอมให้นางไปพบกับเสิ่นเจี้ยนอยู่ดี เกิดทั้งสองรำลึกถึงความหลังที่มีมาด้วยกัน และนึกอยากกลับไปอยู่ด้วยกันอีกครั้ง เขาจะทำเช่นไร เขาคงอยู่ไม่เป็นสุข และคลุ้มคลั่งจนอยากตายเหมือนเมื่อก่อนแน่ " นั่นแหละ คือเหตุผลที่ข้าไม่บอกท่าน " ดวงตาคู่งามประสานกับนัยน์ตาสีดำทมิฬอย่างไม่ยำเกรง เฉิงอิ๋นใบหน้าแดงก่ำ กำหมัดแน่นสั่นด้วยโทสะที่แผดเผา มองภรรยาด้วยสายตาผิดหวังและเสียใจอย่างสุดซึ้ง เสี้ยววินาทีที่กำลังสบตากัน หวังซินเหยียนรู้สึกเหมือนลมร้อนบางอย่างวิ่งเฉียดหน้านางไป หญิงสาวตัวแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นสามีรัวหมัดใส่ผนังเรือนจนเนื้อส่วนนั้นแตก " นี่ท่าน...อื้อ " ร่างบอบบางปลิวเข้าสู่วงแขนร้อนแผ่วของชายหนุ่ม นางตัวสั่นสะท้านยามแนบชิดกับร่างสูงใหญ่ เรียวปากงามถูกอีกฝ่ายจุมพิตอย่างหิวกระหาย มือหนาเลื่อนลูบไปทั่วผิวกายนุ่มนวล หวังซินเหยียนดิ้นขัดขืน พยายามเบือนหน้าหนีสัมผัสวาบหวาม นางใช้มือทั้งผลักทั้งดันเขาออก แต่กลับไม่เป็นผล
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าถึงเวลาให้รัตติกาลมาเยือน กำหนดกลับจวนช้าไปหนึ่งชั่วยาม ทำให้นางมาถึงในตอนที่แสงจันทร์สาดส่องลงมาแล้ว หวังซินเหยียนเร่งฝีเท้ากลับเรือนหลุนซีอย่างเร่งรีบ เมื่อครู่สอบถามบ่าวเฝ้าหน้าประตูจนแน่ใจแล้วว่าเฉิงอิ๋นยังไม่กลับมา นางพลันโล่งใจ หากเขากลับมาก่อน เขาต้องถามแน่ว่านางไปที่ใดมา ทว่า... ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด นางมาถึงเรือนพักของตน เห็นร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นสามีนั่งอยู่บนเก้าอี้เอนหลังตรงเฉลียงบ้าน ใบหน้างามเผยความตื่นตระหนกหยุดฝีเท้าที่กำลังเดินไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่ว้าวุ่น ดวงตาสีดำทมิฬจ้องเขม็งท่ามกลางความมืด ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเยือกเย็นยิ่ง " กลับมาแล้วหรือ " " ท่านพี่ " ร่างกายนางพลันแข็งค้าง ขนคอพากันลุกเกรียวเสียววาบไปถึงแผ่นหลัง หัวใจดวงน้อยเต้นหนักหน่วง ยามเห็นสายตาที่เขาใช้มองมา " ทะ..ท่านกลับมานานแล้วหรือ " นางกล่าวตะกุกตะกัก พลางเดินเข้าใกล้อีกฝ่าย " เมื่อครึ่งชั่วยามที่แล้ว " น้ำเสียงของเฉิงอิ๋นยังคงเรี







