Share

บทที่ 1

last update Tanggal publikasi: 2026-06-11 00:14:49

​ยามวิกาลอันมืดมิด ณ ห้องหนังสืออันกว้างขวางภายในจวนชินอ๋อง

​จ้าวหลิงเซียว ในชุดลำลองสีเข้มยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานทรงสูง ปลายพู่กันตวัดตรวจฎีกาแผ่นดินอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย แม้รอบกายจะเงียบสงัด ทว่าบรรยากาศรอบตัวเขากลับแผ่รังสีอำนาจอันน่าเกรงขามจนบ่าวไพร่ภายนอกไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ท่านอ๋องหนุ่มยกจอกชาสมุนไพรที่เพิ่งส่งขึ้นมาอุ่นๆ ขึ้นจิบเพื่อไล่ความอ่อนล้า

​ทว่า... ทันทีที่น้ำชาไหลลงสู่ลำคอ ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวพลันเบิกกว้าง!

​พิษร้าย!

​ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจราวกับถูกเข็มหมุดนับพันเล่มทิ่มแทง ปราณชีพจรในร่างตีรวนจนปั่นป่วน จ้าวหลิงเซียวระเบิดโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำโต ทรุดกายลงกุมแผงอก บดบังทัศนวิสัยจนพร่าเลือน ในจังหวะนั้นเอง หน้าต่างห้องหนังสือพลันถูกกระแทกเปิดออก มือสังหารในชุดดำสี่คนพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกระบี่แหลมคม หมายจะปลิดชีพผู้สำเร็จราชการแผ่นดินที่กำลังสิ้นฤทธิ์!

​“ปกป้องท่านอ๋อง!”

​เสียงเฉียบขาดของ อิ่งอี หัวหน้าองครักษ์เงาลับดังก้องขึ้น ทันใดนั้น เงาร่างสายฟ้าแลบนับสิบสายดิ่งลงมาจากเพดาน ห้องหนังสือกลายเป็นลานประหารในชั่วพริบตา เสียงโลหิตสาดกระเซ็นและเสียงกระบี่ปะทะกันดังระงม องครักษ์เงาลับฝีมือฉกาจเข้าห้ำหั่นกับศัตรูอย่างบ้าคลั่ง อิ่งอีพุ่งตัวเข้ามารับร่างของจ้าวหลิงเซียวที่กำลังจะร่วงหล่นจากเก้าอี้ สะบัดกระบี่เด็ดหัวมือสังหารที่ดาหน้าเข้ามาอย่างโหดเหี้ยม

​“พาทันอ๋องไปที่ห้องลับ! ตามหมอหลวงที่ไว้ใจได้มาเดี๋ยวนี้!” อิ่งอีตวัดเสียงสั่งการอย่างรวดเร็ว ก่อนจะอุ้มร่างที่ไร้สติของจ้าวหลิงเซียวฝ่าวงล้อมเข้าไปยังห้องลับหลังชั้นหนังสือ คุ้มกันร่างเนื้อของนายเหนือหัวไว้อย่างแน่นหนา

​ทว่า... สิ่งที่พวกองครักษ์ไม่รู้ก็คือ ในยามที่ร่างเนื้อของจ้าวหลิงเซียวแน่นิ่งไป คลื่นพลังงานลึกลับบางอย่างกลับฉีกกระชากดวงวิญญาณของเขาให้หลุดลอยออกจากร่างอย่างรุนแรง ดึงดูดเขาผ่านความมืดมิดข้ามผ่านเมืองหลวงไปไกลแสนไกล!

​...

​ณ แท่นบูชาลับใต้ดินอันห่างไกล ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและควนธูปมนต์ดำ

​นักบวชในชุดคลุมสีหม่นกำลังบริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เบื้องหน้าของมันคือแท่นศิลาที่มี ‘ก้อนขนสีขาว’ ถูกมัดตรึงไว้ มันคือแมวเปอร์เซียตัวหนึ่งที่กำลังร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัว รอคอยเวลาที่จะถูกเชือดเพื่อนำเลือดไปเป็นเครื่องสังเวยในพิธีสลับวิญญาณ

​“อีกเพียงครึ่งชั่วยาม... ทันทีที่ดวงวิญญาณของพญายมผู้นั้นหลุดลอยมาสถิตในร่างเดรัจฉาน ข้าก็จะบั่นคอเจ้านี่ทิ้งเสีย แผ่นดินต้าจ้าวก็จะได้ผลัดเปลี่ยนอำนาจ!” นักบวชเฒ่าแสยะยิ้ม ชูมีดสั้นที่สะท้อนประกายวาววับขึ้นเหนือหัว

​ทว่าในจังหวะที่พิธีกรรมดำเนินไปได้เพียงครึ่งเดียว คลื่นวิญญาณของจ้าวหลิงเซียวก็ถูกดึงเข้าประทับในร่างของสัตว์สี่เท้าทันที!

​ก้อนขนสีขาวที่เคยสั่นเทาพลันหยุดชะงัก ดวงตาสีฟ้าอำพันเบิกกว้างขึ้น สติสัมปชัญญะอันสูงส่งของชินอ๋องไหลทะลักเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เขาก้มมองดูอุ้งเท้าสีขาวปุกปุยด้วยความตื่นตะลึง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดอันเฉียบคมหาได้รอให้ความสงสัยกระจ่าง เมื่อเห็นมีดสั้นกำลังพุ่งตรงลงมา เขาอาศัยความพริ้วไหวของร่างแมว บิดตัวหลบคมมีดอย่างฉิวเฉียด มีดเฉือนโดนสีข้างจนเลือดซึม ทว่าจ้าวหลิงเซียวกลับกางกรงเล็บแหลมคมออกจนสุด แล้วตวัดข่วนเข้าที่ใบหน้าของนักบวชเฒ่าอย่างเต็มแรง!

​“อ๊ากกก! ตาข้า! แมวปีศาจ!”

​นักบวชร้องลั่น ปล่อยมีดร่วงลงพื้น จ้าวหลิงเซียวใช้ความว่องไวดีดตัวพุ่งทะยานหลบหนี มุดลอดช่องหน้าต่างแคบๆ หนีออกสู่พายุฝนภายนอก เขาออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งฝ่าความมืดมิดและสายฝนอย่างหลงทิศหลงทาง จนกระทั่งมาถึงกำแพงจวนหลังใหญ่แห่งหนึ่งด้วยความอ่อนล้าและงุนงง ก่อนจะล้มกลิ้งเข้าไปใต้พุ่มไม้

​...

​ภายในจวนราชครูตระกูลเซิ่น

​แม้ฝนจะเริ่มซาลงเหลือเพียงละอองบางเบา แต่ลมหนาวก็ยังพัดโชย ทว่าใต้ศาลาริมน้ำกลับมีร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งแกว่งชิงช้าเล่นอย่างสบายอารมณ์ เซิ่นหว่านชิง ในชุดกระโปรงสีอ่อนนอนไม่หลับ นางจึงแอบหนีสาวใช้ออกมารับลมเย็นยามดึก

​แกรก... แง้ว...

​เสียงสวบสาบเบาๆ จากพุ่มไม้ทำให้นางหยุดชิงช้า เซิ่นหว่านชิงหยิบโคมไฟเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นก้อนขนสีขาวเปื้อนโคลนและคราบเลือด นอนหายใจรวยรินอยู่

​"ตายจริง! แมวน้อย มาจากที่ใดกันเนี่ย เหตุใดจึงบาดเจ็บเยี่ยงนี้"

​นางรีบวางโคมไฟ ย่อตัวลงช้อนร่างเล็กๆ นั้นขึ้นมาแนบอกอย่างไม่รังเกียจคราบเลือดที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์ราคาแพงของตน จ้าวหลิงเซียวที่สติเลือนรางสัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวา เขาพยายามจะขัดขืน แต่ไร้เรี่ยวแรง จึงถูกสตรีปริศนาผู้นี้อุ้มเข้าไปในห้องนอนอย่างง่ายดาย

​"อิงเอ๋อร์! ไปเอาน้ำอุ่นกับยาสมานแผลมาเร็วเข้า!"

​หลังจากนั้น ความโบ๊ะบ๊ะอันน่าอัปยศที่สุดในชีวิตของชินอ๋องก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อสาวใช้ยกอ่างน้ำอุ่นเข้ามา เซิ่นหว่านชิงก็จัดการถลกแขนเสื้อ นำผ้าชุบน้ำมาเช็ดคราบเลือดและโคลนออกจากตัวเขา

​สตรีไร้ยางอาย! เจ้าจะจับตรงไหนน่ะ! เอามือออกไปจากตรงนั้นของเปิ่นหวังเดี๋ยวนี้นะ!

​จ้าวหลิงเซียวเบิกตาโพล่ง พยายามดิ้นรนหนีเมื่อฝ่ามือนุ่มนวลนั้นเช็ดถูไปทั่วเรือนร่างของเขาโดยไม่มีการเว้นที่สงวน ทว่ายิ่งพยายามขัดขืน อุ้งเท้าก็ลื่นไถลไปกับขอบอ่าง

​"อยู่นิ่งๆ สิเจ้าแมวดื้อ!" เซิ่นหว่านชิงดุเสียงเข้ม ก่อนจะใช้นิ้วชี้จิ้มลงบนจมูกสีชมพูของเขาอย่างจัง "หากเจ้ายังดิ้นอีกล่ะก็ ข้าจะให้คนครัวจับเจ้าไปตอนเสียให้สิ้นเรื่อง จะได้เลิกซน!"

​ต... ตอนงั้นหรือ!?

​คำขู่สั้นๆ แต่สะเทือนไปถึงวิญญาณชายชาตรี ชินอ๋องผู้สั่งตัดหัวคนนับพันถึงกับตัวแข็งทื่อ ยอมนั่งนิ่งๆ ให้นางเช็ดตัวและทายาแต่โดยดี ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักชอบใจของสตรีตรงหน้า ก่อนที่ความเหนื่อยล้าจะดึงให้เขาหลับลึกไปในอ้อมกอดอันอบอุ่นนั้น

​ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.)

​แสงตะวันแรกสาดส่องผ่านบานหน้าต่างจวนอ๋อง

​จ้าวหลิงเซียวเบิกตาขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียง หอบหายใจหนักหน่วง เขาก้มมองมือตนเอง... มือใหญ่หนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับกระบี่ มิใช่อุ้งเท้าแมวสีขาวอีกต่อไป ข่าวดีคือองครักษ์ของเขาช่วยร่างเนื้อไว้ทันและถอนพิษขั้นต้นสำเร็จ แต่ข่าวร้ายคือวิญญาณของเขาผูกติดกับแมวตัวนั้นเสียแล้ว

​เช้าวันนั้น บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดจนถึงขีดสุด ชินอ๋องที่สวมชุดขุนนางขั้นหนึ่งสีเข้ม นั่งแผ่รังสีอำมหิตอยู่หลังม่านมุกด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดขั้นสุด ขุนนางคนใดที่ก้าวออกมารายงานเรื่องไร้สาระ ล้วนถูกเขาด่าทอตอกหน้ากลับไปจนสั่นงันงก แทบจะปัสสาวะราดรดกางเกงกันถ้วนหน้า การว่าราชการจบลงอย่างรวดเร็วเพราะไม่มีผู้ใดกล้ายั่วโทสะพญายม

​เมื่อกลับมาถึงห้องหนังสือในจวนอ๋อง จ้าวหลิงเซียวก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าหล่อเหลาถมึงทึง

​"สืบได้ความว่าอย่างไร!" เขาสะบัดเสียงถามอิ่งอี องครักษ์เงาคนสนิท

​อิ่งอีคุกเข่าลง รายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "เรียนท่านอ๋อง สายสืบรายงานว่า พิธีกรรมที่พวกมันใช้เมื่อคืน เรียกว่า 'พิธีสังหารผลัดวิญญาณ' พ่ะย่ะค่ะ พิธีนี้จะไม่ทำให้ร่างเนื้อของท่านอ๋องสิ้นลมในทันที แต่วิญญาณจะถูกกระชากไปสิงสู่ในร่างของแมวที่เตรียมไว้... ทว่า แม้ท่านจะหนีรอดมาได้ แต่ท่านอ๋องจะมีเวลาเพียงแค่ 30 ราตรีเท่านั้น หากท่านหาทางดึงวิญญาณกลับมาประสานกับร่างเนื้ออย่างสมบูรณ์ไม่ได้ ภายในสามสิบวัน... ร่างของท่านก็จะตายจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!"

​เพล้ง!!

​จ้าวหลิงเซียวบันดาลโทสะ กวาดแท่นฝนหมึกและป้านชาหยกบนโต๊ะหล่นแตกกระจายเกลื่อนพื้น พังข้าวของในห้องจนกระจัดกระจายด้วยเพลิงพิโรธ

​"สามสิบวันงั้นหรือ... พวกมันกล้าเล่นสกปรกกับข้าถึงเพียงนี้!" เขากัดฟันกรอด เสียงตวาดดังก้อง "ออกไป! ออกไปให้พ้นหน้าข้าให้หมด!"

​องครักษ์และบ่าวรับใช้รีบล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ปิดประตูทิ้งให้ผู้สำเร็จราชการอยู่เพียงลำพัง

​ห้องหนังสือกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง จ้าวหลิงเซียวทรุดกายลงนั่งกุมขมับที่เต้นตุบๆ ด้วยความเครียดขึง พลางนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อคืน... ภาพของหญิงสาวโฉมงามที่นั่งแกว่งชิงช้าอยู่ใต้แสงจันทร์ สตรีปริศนาที่ปรนนิบัติเช็ดตัวให้เขาอย่างแนบชิด และกล้าดีขู่จะจับเขาไป ‘ตอน’ !

​"นางเป็นใครกันแน่..." จ้าวหลิงเซียวพึมพำ ดวงตาคมกริบฉายแววสับสนและคาดโทษ เขากลั้นใจรอคอยให้ราตรีมาเยือนอีกครั้ง เพื่อจะได้กลับไปสืบหาฐานะของสตรีใจกล้าผู้นั้น!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทพิเศษ

    ​ข้า... ‘ไป๋อวี้’ ผู้สูงส่ง เริ่มรู้สึกว่าชีวิตแมวในจวนชินอ๋องนี่มันช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง!​หลังจากที่เจ้าก้อนแป้งน้อย ‘จ้าวหรง’ ลืมตาดูโลก ชีวิตของข้าก็มีแต่งาน งาน งาน! งานที่ว่าคือการต้องคอยวิ่งหนีฝ่ามืออวบอ้วนของนายน้อยที่ชอบมาดึงหางและขย้ำหูข้าเล่นทุกวี่ทุกวัน​ในขณะที่ข้ากำลังนอนทอดหงายขดตัวอยู่บนพรมขนสัตว์หนานุ่มกลางโถงรับรองเพื่อหลบลี้หนีภัย สายตาของข้าก็จับจ้องไปยังภาพที่เห็นจนชินตา... พญายมเดินดินผู้ยิ่งใหญ่กำลังนอนหนุนตักของทาสรัก ‘เซิ่นหว่านชิง’ ของข้าอย่างเคลิบเคลิ้ม ในมือของนางถือชิ้นผลผิงกั่วฝานบางๆ กำลังบรรจงป้อนเข้าปากเขาอย่างอ่อนโยน​ชิ... หวานเลี่ยนเสียจนข้าอยากจะคายปลาแห้งมื้อเช้าทิ้ง! ข้าเบะปากมองบน แมวอย่างข้าต้องมาทนดูบุรุษสตรีพลลอดรักกันทุกวัน!​แต่แล้ว... ในจังหวะที่จ้าวหลิงเซียวขยับตัวเปลี่ยนท่านอน ขาของเขาก็เหยียดออกจนพ้นชายเสื้อคลุมยาวที่เคยปิดบังไว้ เผยให้เห็นรองเท้าผ้าและถุงเท้าสีขาวสะอาดตาที่สวมอยู่...​แต่ทว่า! ตาของข้าพลันเบิกโพลง​จุดสีแดงสด... หยดโลหิต!​มันเป็นหยดเลือดเล็กๆ ที่ซึมอยู่บนขอบถุงเท้าสีขาวของเขาราวกับเพิ่งเกิดเรื่องเมื่อไม่นานนี้ ข้า

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทพิเศษ

    ​ข้ามีนามว่า ‘ไป๋อวี้’​ข้าคือแมวเปอร์เซียสายเลือดบริสุทธิ์ ขนสีขาวปลอดดุจหิมะ ดวงตาสีฟ้าอำพันกระจ่างใส ข้าคือสิ่งมีชีวิตที่สง่างามและสูงส่งที่สุดในจวนชินอ๋อง​ทว่า... พวกท่านรู้หรือไม่ ว่าก่อนที่ข้าจะได้มาใช้ชีวิตหรูหราเยี่ยงราชา ข้าเคยผ่านเรื่องราวเฉียดตายอันแสนดำมืดมาแล้ว!​ย้อนกลับไปในอดีต ข้าเป็นเพียงแมวพเนจรผู้หล่อเหลาที่ถูกมนุษย์ใจโฉดกลุ่มหนึ่งลักพาตัวไป พวกมันขังข้าไว้ในกรงแคบๆ อาบน้ำว่านสมุนไพรกลิ่นเหม็นฉุนให้ข้า เพื่อเตรียมใช้ร่างอันบริสุทธิ์ของข้าเป็น ‘ภาชนะ’ ใน ‘พิธีสังหารผลัดวิญญาณ’!​พวกกบฏนั่นร่ายมนต์ดำบัดซบ หวังจะดึงดวงวิญญาณของชินอ๋องจ้าวหลิงเซียวมาขังไว้ในร่างเดรัจฉานของข้า ข้าจำได้เพียงว่าความเจ็บปวดและพลังงานดำมืดในพิธีกรรมนั้นมันทรมานจนข้าแทบสิ้นใจ ข้าหวาดกลัวจนสติพร่าเลือน และสุดท้าย... ข้าก็สลบเหมือดไปคาแท่นพิธีโดยไม่รับรู้สิ่งใดอีกเลย​ครั้นลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ข้าก็พบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในลานพิธีอันน่ากลัวนั่นแล้ว! แต่ข้ากลับมานอนอยู่บนเบาะนุ่มๆ ในห้องหับที่อบอุ่น และถูกโอบกอดโดยทาสรับใช้ผู้แสนงดงาม นามว่า ‘เซิ่นหว่านชิง’​ข้าไม่รู้หรอกนะว่าตอนที่ข้าสลบไป ร่างขอ

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่ 17 [จบแล้ว]

    ​เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือนนับตั้งแต่งานอภิเษกสมรสสะเทือนแผ่นดิน บรรยากาศในเมืองหลวงต้าจ้าวก็พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ชนิดที่ว่านักเล่านิทานตามโรงเตี๊ยมต้องพากันเปลี่ยนบทประพันธ์แทบไม่ทัน!​ฉายา ‘พญายมเดินดิน’ ของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจ้าวหลิงเซียวที่ผู้คนเคยหวาดผวา บัดนี้ถูกชาวเมืองลอบเปลี่ยนใหม่อย่างลับๆ ว่า... ‘พญายมผู้รัก(และกลัว)เมียยิ่งชีพ!’​วีรกรรมความ ‘เกรงใจฮูหยิน’ ของชินอ๋อง กลายเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของเหล่าขุนนางทั้งราชสำนัก ไม่ว่าจะเป็น...​กฎเหล็กสามก้าวห้ามสตรีเข้าใกล้ ยามใดที่มีนางกำนัลลอบส่งสายตาหวานเชื่อม หรือลูกสาวขุนนางคนใดบังเอิญเดินสวนทางมา ชินอ๋องผู้สง่างามจะเบิกตากว้าง แล้วกระโดดถอยหลังกรูดไปไกลถึงสามวา! พลางตวาดลั่นว่า "ถอยออกไปให้พ้นรัศมีข้า! หากฮูหยินข้ารู้เข้า ข้าจะถูก... เอ้ย! ข้าจะสั่งประหารพวกเจ้า!" (แน่นอนว่าขุนนางที่รู้ตื้นลึกหนาบาง ต่างแอบกลั้นขำ เพราะรู้ดีว่าท่านอ๋องกลัวโดนพระชายาเอา ‘กรรไกร’ มาตัดการสืบสกุลต่างหาก!)​เลิกงานตรงเวลายิ่งกว่านาฬิกาทราย ในอดีต จ้าวหลิงเซียวเคยนั่งสะสางฎีกาในท้องพระโรงจนดึกดื่น ทว่าเดี๋ยวนี้ พอถึงยามเซิน (15

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่ 16

    ​บรรยากาศภายในม่านเตียงสีแดงมงคลร้อนระอุราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งความปรารถนา ​อาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดลอยพ้นกาย ความร้อนระหว่างสองเรือนร่างที่แนบชิดพุ่งสูงขึ้นจนแทบหลอมละลาย จ้าวหลิงเซียวหอบหายใจหนักหน่วง ดวงตาคมกริบที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง บัดนี้เต็มไปด้วยความลุ่มหลงและหิวกระหายยามจ้องมองผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหยกสลักของสตรีใต้ร่าง ​เขาพรมจูบไปตามลาดไหล่และซอกคอหอมกรุ่นกลิ่นกุ้ยฮวา มือหนาลูบไล้ประคองเอวคอดกิ่วเอาไว้มั่น ร่างสูงใหญ่ขยับกายเตรียมพร้อมที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระชายาของตนในจังหวะสุดท้าย... ​ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่พญายมเดินดินกำลังจะก้าวล่วงล้ำข้ามเส้นแบ่งแห่งพรหมจรรย์! ​“เดี๋ยวก่อน!” ​มือเรียวเล็กของเซิ่นหว่านชิงพลันยกขึ้นมาทาบยันลงบนแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขาอย่างแรง! นางออกแรงดันตัวเขาไว้สุดหล้า ทำเอาบุรุษที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มถึงกับชะงักกึก ลมหายใจสะดุดแทบจะหน้าทิ่มลงไปบนเตียง! ​จ้าวหลิงเซียวเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยแรงอารมณ์ เขาขบกรามแน่น พยายามข่มความทรมานพลางเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า ​“หว่านชิง... เจ้าเป็นอันใดไป? กลัวเ

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่15

    ​ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวอันยิ่งใหญ่ยาวเหยียดเคลื่อนตัวผ่านถนนสายหลักของเมืองหลวง ท่ามกลางเสียงดนตรีมงคลและดอกไม้ที่โปรยปราย ในที่สุดก็เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนชินอ๋องอันโอ่อ่าและกว้างใหญ่ไพศาล​จ้าวหลิงเซียวในชุดมงคลสีแดงเพลิงก้าวลงจากหลังอาชา เขาสืบเท้าเข้าไปประคองมือของเซิ่นหว่านชิงให้ก้าวลงจากเกี้ยว ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางนับร้อยที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน​เนื่องจากบิดามารดาของจ้าวหลิงเซียว (อดีตฮ่องเต้และฮองเฮาองค์ก่อน) ได้เสด็จสวรรคตไปหมดแล้ว พิธีการกราบไหว้ฟ้าดินตามธรรมเนียมเชื้อพระวงศ์จึงถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมพระเกียรติ ณ โถงใหญ่ของจวนอ๋อง​เบื้องหน้าของบ่าวสาวคือแท่นบูชาที่ประดิษฐาน ‘ป้ายวิญญาณ’ ของอดีตฮ่องเต้และพระบิดาพระมารดา โดยมีฮ่องเต้น้อยจ้าวอวี้เฉินและไทเฮาเสด็จมาประทับเป็นองค์ประธานในพิธีแทนผู้อาวุโสสูงสุด​“ได้เวลาฤกษ์มงคล!” เสียงขันทีประกาศก้องกังวานไปทั่วโถง​จ้าวหลิงเซียวจับจูงมือที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยของเซิ่นหว่านชิงก้าวเดินไปหยุดอยู่กลางลานพิธี แววตาของเขาที่เคยมองทุกสิ่งบนโลกด้วยความเย็นชา บัดนี้กลับอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความสิริมงคล​“หนึ่ง... กราบไหว้ฟ้าดิน!”ทั้งสองห

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่14

    ​รถม้าของจวนราชครูเพิ่งจะจอดเทียบหน้าประตูจวน เซิ่นหว่านชิงที่กำลังก้าวลงมาด้วยขาสั่นๆ และสภาพวิญญาณหลุดลอย ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นบิดามารดาและบ่าวไพร่ทั้งจวนกำลังคุกเข่าหมอบกราบอยู่ลานหน้าบ้าน โดยมี ขันทีหลี่ กงกงคนสนิทของไทเฮายืนถือม้วนผ้าไหมสีทองอร่ามรออยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแช่มชื่น ​“คุณหนูเซิ่นกลับมาพอดี! เชิญรับราชโองการ!” ​เซิ่นหว่านชิงรีบถลาลงไปคุกเข่าข้างบิดาด้วยความงุนงง ขันทีหลี่คลี่ราชโองการออก ก่อนจะประกาศก้องด้วยน้ำเสียงกังวาน ​“สวรรค์เบื้องบนมีมติ องค์ฮ่องเต้และไทเฮามีพระราชเสาวนีย์... คุณหนูใหญ่ตระกูลเซิ่น เซิ่นหว่านชิง เพียบพร้อมด้วยเบญจกัลยาณี สติปัญญาเป็นเลิศ กิริยางดงามดุจเทพธิดา สมควรคู่เคียงบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จึงขอพระราชทานสมรสให้แก่ ชินอ๋องจ้าวหลิงเซียว กำหนดฤกษ์มงคลในอีกสิบห้าวันข้างหน้า ให้ทั้งสองตบแต่งเป็นสามีภรรยา ครองรักกันตราบฟ้าดินสลาย... จบราชโองการ!” ​เปรี้ยง!! ​ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมของเซิ่นหว่านชิง! นางเพิ่งจะถูกเขาทรมานให้คัดลายมือทั้งคืนจนมือหงิก แล้วนี่... นางต้องแต่งงานกับพญายมใจแคบผู้นั้นจริงๆ หรือเนี่ย! ​“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอบพระท

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่8

    ​ยามเหม่าบรรจบยามเฉิน ท้องพระโรงอันโอ่อ่าที่ควรจะเต็มไปด้วยเสียงถวายรายงานและบรรยากาศอันตึงเครียด วันนี้กลับตกอยู่ในความเงียบงันปนสับสนวุ่นวาย​เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เมื่อเบื้องหลังม่านมุกประดับทองคำกลับว่างเปล่า ไร้เงาของบุรุษสวมชุดเกราะหรือชุดขุนนางขั้นหนึ่ง ไร้รังสีอำมหิต

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่7

    ​ก่อนที่สถานการณ์จะน่ากระอักกระอ่วนไปมากกว่านี้ เซิ่นหว่านชิงที่จ้องมองอาการ ‘หัวหมุนตามไม้’ ของหนึ่งคนหนึ่งแมวอยู่นาน ก็ไม่อาจกลั้นความขบขันได้อีกต่อไป นางหลุดหัวเราะเสียงใสออกมาเบาๆ​เสียงหัวเราะชวนฟังนั้นดึงสติสัมปชัญญะของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินให้หวนคืนมาอย่างฉับพลัน!​จ้าวหลิงเซียวตาโตขยับถอยหล

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่6

    ​จ้าวหลิงเซียวสืบเท้าก้าวเดินออกจากความวุ่นวายของอุทยานหลวงด้วยความหงุดหงิดพลุ่งพล่าน เขาจงใจเลือกใช้เส้นทางลัดผ่านสวนหินด้านหลังตำหนักเพื่อหลีกหนีผู้คน ทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นแนวต้นหลิว เขากลับต้องชะงักฝีเท้า เมื่อได้ยินเสียงหวานหยดย้อยของสตรีผู้หนึ่งกำลังร่ายกวีชมจันทร์ (ทั้งที่เพิ่งจะยามซื่อแดดเปรี้ย

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่5

    ​ค่ำคืนนั้น สายลมหนาวพัดโชยอยู่นอกหน้าต่าง ทว่าภายในห้องนอนของคุณหนูใหญ่จวนราชครูกลับอบอวลไปด้วยไออุ่น​จ้าวหลิงเซียวในร่างแมวขาวนอนขดตัวอย่างเกียจคร้านอยู่บนตักนุ่มนิ่มของเซิ่นหว่านชิง ปล่อยให้สตรีโฉมงามลูบไล้เส้นขนสีขาวของเขาไปมาอย่างเพลิดเพลิน​"คุณหนูเจ้าคะ วันนี้มีเทียบเชิญพิเศษจากตำหนักฉือหนิ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status