LOGINหญิงสาวนั่งลงจากนั้นก้มลงมองกู่เจิงตรงหน้า กรีดนิ้วลงไปคราหนึ่งเพื่อสร้างความคุ้นเคย สายตาของนางเงยขึ้นก็สบตากับองค์หญิงเต๋อซิง ข้างๆ กันนั้นยังคงมีหยางเซวียนยืนอยู่ มองคนตระกูลหลิวและคนของจวนโหว แน่ใจว่านี่เป็นแผนการเพื่อทำให้นางขายหน้า...ในเมื่อพวกเจ้าเล่นเพลงพิณที่ซาบซึ้งกินใจ ข้าก็จะเล่นกู่เจิงที่ฮึกเหิมและห้าวหาญ เอาให้กลบความซาบซึ้งโศกเศร้าเมื่อครู่ให้สิ้น ทำให้งานเลี้ยงในคืนนี้ไม่มีที่สำหรับพวกเจ้า!!!นางกรีดนิ้วเชื่องช้าเพื่อหยั่งเชิงเสียงที่ใจของนางนึกถึง มองหาความรู้สึกที่คุ้นเคยโดยให้เครื่องเล่นตรงหน้านำทาง ใช้ความทรงจำที่หลั่งรินออกมาทำให้ปลายนิ้วกรีดกรายไปตามจังหวะ“นาง... นางจะเล่นเพลงจักรพรรดิเคลื่อนพล??” หลินกวงหมิงอุทานออกมาแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่มิดเซี่ยหมิงเองก็ชะงัก เหล่าแม่ทัพนายกองที่อยู่ในงานเลี้ยงต่างเลิกคิ้วมองด้วยความประหลาดใจหลินฝานลุกขึ้นจากนั้นเดินไปยังกลองด้านหลัง พยายามเคาะให้เข้าจังหวะกับกู่เจิงของหญิงสาว ต่อมานึกไม่ถึงว่าเซี่ยหมิงเองก็เดินไปเคาะเกราะไม้เป็นจังหวะจักรพรรดิเคลื่อนพล... เป็นเพลงปลุกเร้าให้กองทัพฮึกเหิมกล้าหาญ เพลงกู่เจิงที่ทุ้มสลับแหลมเ
ยิ่งเดินผ่านประตูวังหลวง มองเห็นเหล่าองครักษ์ ตราประจำตำแหน่ง ประตูแต่ละชั้น ทางเดิน รวมไปถึงเส้นทางในวังหลวง ความคุ้นเคยก็ยิ่งทำให้อวิ๋นซูเหยากุมสองมือที่ประสานยังหน้าท้องแน่น นางสอบถามบิดาขณะอยู่บนรถม้าพบว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางเข้าวังหลวง ทว่าความคุ้นเคยและเส้นทางที่นางรู้ว่ามันเชื่อมไปทางใด ทำให้นางตื่นตระหนกจนไม่อาจรักษาสีหน้า นางถึงกับแยกแยะออกด้วยซ้ำว่าชุดบนตัวของเหล่าองครักษ์นั้น แบ่งแยกหน้าที่และตำหนักที่ดูแลรักษาได้อย่างแม่นยำ!!งานเลี้ยงจัดขึ้นที่อุทยานส่วนนอกซึ่งเป็นลานกว้าง โต๊ะที่จัดเอาไว้ย่อมต้องเรียงลำดับตามความสำคัญ ฝ่ายหนึ่งเป็นขุนนางบู๊ อีกฝ่ายเป็นขุนนางบุ๋น จากนั้นจึงเป็นเหล่าปราชญ์ ทว่าปราชญ์หลวงย่อมได้รับความสำคัญ ดังนั้นอวิ๋นหยวนจึงนับว่ามีที่นั่งที่อยู่แถวหน้า อวิ๋นซูเหยานั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหลังบิดา จิบชาจากนั้นมองของกินเล่นและอาหารเลิศรสด้วยความรู้สึกเฉยชาหลังจากการร่ายรำจบลงฮองเฮาก็ยกย่องในฝีมือการเล่นพิณของหยางเซวียนว่าเลิศล้ำ อยากให้เขาเล่นพิณในงานเลี้ยงสักครา หญิงสาวมองอย่างไรก็รู้สึกว่าฮองเฮากำลังสนับสนุนให้ตระกูลหยางสร้างความประทับใจเพลงพิณสะท้อนความรู้
หลินอวี้ คุณชายหกจวนแม่ทัพหลิน ปีนี้อายุย่างเข้าเพียงสิบขวบปีทว่ากลับสูงเท่ากับตัวนาง เขาเป็นฝ่ายบอกให้นางจู่โจมก่อนดังนั้น...หลินอีกอดอกมองการเคลื่อนไหวของหญิงสาว หลินฝานยืนเงียบไม่เอ่ยคำ หลินตงกลับกำลังอ้าปากค้าง “นี่มันอะไรกัน พี่ใหญ่ พี่รอง...”หลินเซียวสบถ “เหตุใดนางจึง...”เสียงร้องดังขึ้นเมื่อหลินอวี้ถูกท่อนไม้ฟาดเข้าที่แขน “เจ้ารู้จุดอ่อนของกระบวนท่าได้อย่างไร ขนาดข้าปกปิดแล้ว!” หลินอวี้เริ่มมีโทสะดังนั้นจึงโจมตีรุนแรงขึ้น คราแรกเขาเป็นนางเป็นสตรีจึงออมแรง ทว่าโดนฟาดไปทีหนึ่งเขาที่เป็นบุรุษอีกทั้งยังร่ำเรียนเพลงทวนตระกูลหลินมาหลายปีจึงรู้สึกเสียหน้า เมื่อเริ่มจู่โจมก็ยิ่งหนักมือเข้า ถึงอย่างนั้นกลับยังไม่อาจเข้าใกล้อวิ๋นซูเหยา กระทั่งไม่นานนางกลับเป็นฝ่ายสอนเขาว่าต้องขยับเท้าอย่างไร แขนต้องวางท่วงท่าใด แถมยังชี้จุดอ่อนให้เขาได้อย่างถูกต้องอีกด้วย!!ท่อนไม้ในมือของหลินอวี้ปลิวหวือร่วงลงบนพื้น อวิ๋นซูเหยาอึ้งงันยืนตะลึง นางเองก็เผลอทิ้งไม้ในมือลงด้วยความคิดไม่ถึง ความรู้สึกนี้ ความคุ้นเคยนี้ ภาพการประมือ กระทั่งเสียงหัวเราะระหว่างฝึกยุทธ์ ใบหน้าของชายหนุ่มอีกคนที่กำลังประมือกับ
หยางสวินเคอประสานมือคารวะหลินฝานทั้งสองทักทายกัน จากนั้นชายหนุ่มจึงผายมือให้คนทั้งสองออกเดิน “ข้าต้องขออภัยที่ทำให้ทั้งสองคนยุ่งยาก เกรงว่าพวกเขามาด้วยเรื่องเมื่อคืน”“ความจริงข้าเดาได้อยู่ก่อนแล้วว่าตระกูลหยางอาจจะส่งคนมาเพื่ออธิบาย ทว่าข้ากลับไม่คิดว่าพวกเขาจะส่งคนมาหาคุณหนูอวิ๋นก่อน แต่ข้ามาที่นี่ก็ดีเหมือนกันเพราะเพิ่งตระหนักว่าจวนของข้าถูกจับตามอง” หลินฝานหัวเราะจากนั้นหันไปประสานมือกล่าวลา“ทำให้คุณหนูอวิ๋นต้องเห็นเรื่องน่าขันแล้ว” หยางสวินเคอกล่าวอวิ๋นซูเหยามองเขา “เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ท่านออกมาจากตระกูลหรือ”เขาผายมือให้นางออกเดินทั้งสองเดินไปตามทางเดินซึ่งตรงกลับไปยังเรือนพำนัก “ก็...จะว่าใช่ก็ใช่ บางครั้งข้าพบว่าอิสระก็มิใช่เรื่องที่จะได้มาโดยง่าย”“แต่ก็คุ้มค่ามิใช่หรือ ดูจากคนตระกูลหยางที่มาหาข้าในวันนี้ เทียบกับชวีเอ๋อร์และฉิงเอ๋อร์ ข้ากลับเข้าใจทันทีว่าการดูแลและการสั่งสอน สำคัญต่อนิสัยใจคอของคนเราจริงๆ” นางกล่าวจบก็ชะงัก “ขออภัยข้าไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของผู้อื่น”หยางสวินเคอส่ายหน้า “ข้าดีใจที่น้องสาวและน้องชายของข้าแตกต่าง เพราะนี่นับว่าข้าประสบความสำเร็จอย่างแท้
“เขาไม่เคยเอ่ยถึง ไม่มีใครเอ่ยถึง”“อ้อ...เช่นนั้นก็น่าเสียดาย บางทีหากข้ารู้ว่าเขาเป็นใคร หากได้พบเขา ความทรงจำของข้าก่อนหน้านี้อาจฟื้นฟู” นางให้รู้สึกเสียดายนัก“เช่นนี้เป็นอย่างไร” หลินฝานเอ่ยขึ้น “บางทีหากคุณหนูอวิ๋นลองประมือกับข้า ข้าหมายถึง...ไม่ได้จริงจัง เป็นการ...แลกเปลี่ยนกระบวนท่า ข้าเพียงอยากเห็นว่านี่ใช่เพลงทวนตระกูลหลินจริงๆ หรือเพียงคล้ายคลึงกัน ข้าได้ยินมาว่าเพลงทวนตระกูลหลินนี้นอกจากท่านพ่อกับอาจารย์ก็มีเพียงข้ากับน้องๆ ที่ล่วงรู้เคล็ดวิชา หากมีท่านอีกคนย่อมอาจหมายถึงท่านมีอาจารย์คนเดียวกับบิดาของข้า ข้าสงสัยว่าอาจารย์ของท่านพ่อหายตัวไปไม่มีใครเอ่ยถึง บางทีนี่อาจเป็นเบาะแสเดียวที่จะทำให้หาอาจารย์ผู้นั้นพบ”นาง...ขมวดคิ้วยังไม่ทันได้ตอบก็มีเสียงดังขึ้นอีกฟาก“หยางเซวียน??”คนตระกูลหยาง?? อวิ๋นซูเหยาขมวดคิ้วมองตามสายตาของชายหนุ่ม นางมองเห็นความยุ่งยากน่ารำคาญทันที หลังพบว่าคนที่ตามมากับหยางเซวียนก็คือสวีเซี่ยและหลิวซือซือ อดีตคู่หมายและอดีตพี่สาว... “เฮ้อ” นางถอนหายใจออกมาไม่พยายามปกปิดสักนิด นึกไม่ถึงว่าหลินฝานกลับหันมากล่าวกับนาง“หากเจ้ารังเกียจความยุ่งยาก ข้าสามารถท
การลักพาตัว...อยู่ๆ ก็จบลงที่เป็นเรื่องเข้าใจผิด อวิ๋นซูเหยาสบตากับหยางสวินเคอเงียบๆ บนรถม้าน้องชายและน้องสาวของเขายังคงขวัญเสีย หยางชวีกอดพี่ชายแน่น ส่วนหยางหว่านฉิงกอดนางพร้อมกับผล็อยหลับไปแล้ว หลินฝานผู้นั้นแท้ที่จริงเป็นถึงแม่ทัพน้อยจวนตระกูลหลิน เขาอาสาเป็นพยานหากหยางสวินเคอต้องการทว่าชายหนุ่มปฏิเสธ เขา...รู้จักกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างแน่นอนและนางสงสัยว่านั่นเป็นคนของตระกูลเดิมตอนส่งนางกลับสำนักศึกษาหลวงแล้วเขาลงมาสนทนากับนางใบหน้าเครียด “ขอบคุณคุณหนูอวิ๋นที่ช่วยเหลือ เรื่องในวันนี้ข้าติดค้างน้ำใจคุณหนูอวิ๋นครั้งใหญ่ วันนี้ต้องตอบแทนเป็นเท่าทวีอย่างแน่นอน”“เกรงใจไปแล้ว ท่านพาพวกเขากลับไปพักผ่อนเถิด ข้าเองก็สมควรกลับเรือนพำนักเช่นกัน”ไกลออกไปบิดากับหูอวี๋กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล หยางสวินเคอมองเห็นจึงรั้งรอไม่กลับขึ้นรถม้า “มีอะไรพรุ่งนี้ค่อยสนทนาดีกว่า จะขอบคุณ จะขอโทษ อย่างน้อยก็ต้องรอให้จิตใจสงบโดยเฉพาะน้องสาวและน้องชายของท่าน ทางนี้ข้ารับมือเอง”เขามองนางด้วยท่าทีลังเลถึงอย่างนั้นก็ยอมเดินกลับขึ้นรถม้าโดยดี กระทั่งบิดาเดินเข้ามาแล้วมองตามรถม้าที่จากไป “ท่านพ่อ” นางยอบกายใ







