Beranda / วาย / ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก / บทที่ 10 เกี้ยวหยกสะท้านเมืองและรอยกัดที่เปิดเผย

Share

บทที่ 10 เกี้ยวหยกสะท้านเมืองและรอยกัดที่เปิดเผย

Penulis: SophiaPsp
last update Tanggal publikasi: 2026-03-16 12:58:09

ข่าวเรื่ององค์จักรพรรดิพระราชทาน “เกี้ยวหยกขาว” ให้แก่พระชายาหลินซีเหยา แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งในหน้าแล้ง

เกี้ยวหยกขาวนั้นมิใช่ของธรรมดาสามัญ เป็นสมบัติล้ำค่าระดับชาติที่ตัวเกี้ยวสลักจากไม้จันทน์หอมหมื่นปีประดับหยกขาวแกะสลักลวดลายเมฆา ภายในบุด้วยขนสัตว์หายากจากแดนอุดรที่นุ่มดุจปุยเมฆ และมีกลไกพิเศษที่ทำให้การเดินทางนุ่มนวลราวกับลอยล่องบนสรวงสวรรค์ ตามธรรมเนียมแล้วจะมีเพียงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ฮองเฮา หรือไทเฮาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ครอบครอง

แต่บัดนี้... มันกลับตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ “บุปผาราคี” ที่ผู้คนต่างดูแคลนว่าไร้ค่ายิ่งกว่าดินโคลน!

...

ณ จวนชินอ๋อง (ยามสาย)

“โอ้โห...”

หลินซีเหยาเดินวนรอบเกี้ยวหยกขาวด้วยดวงตาเป็นประกายระยับดั่งดวงดาว มือเรียวลูบไล้เบาะนั่งที่นุ่มหยุ่นอย่างหลงใหลในสัมผัส

“นี่มัน... เตียงเคลื่อนที่ชัดๆ! สวรรค์ทรงโปรดคนขี้เกียจเยี่ยงข้าแท้ๆ!”

เขาไม่รอช้า กระโดดขึ้นไปนั่งแล้วเปลี่ยนเป็นนอนตะแคงทันทีภายในชั่วพริบตาทดสอบความนุ่มด้วยการกลิ้งเกลือกไปมาสองสามรอบ

“อาเป่า! สั่งคนหาม! ข้าจะออกไป... เอ้อ ไปที่ใดดีนะ? ที่แห่งใดที่ข้าจะไปนอนอวดโฉมเกี้ยวได้บ้าง?”

“ไปร้านเครื่องประดับ ‘หอจันทรา’ ดีไหมขอรับ?” อาเป่าเสนอแนะ “ได้ข่าวว่ามีปิ่นหยกชุดใหม่ออกวางจำหน่าย เหล่าดรุณีในห้องหอนิยมไปรวมตัวกันที่นั่น ท่านอ๋องมอบเบี้ยหวัดให้ท่านตั้งมากมาย ใช้สอยเสียบ้างเถิดขอรับ มิเช่นนั้นราคงขึ้น”

“ความคิดประเสริฐ!” หลินซีเหยาดีดนิ้ว เปาะ “ไปหอจันทรา! ข้าจะไปนอนเลือกปิ่นหยกให้หนำใจ!”

...

ณ หอจันทรา

ร้านเครื่องประดับอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนถนนสายหลัก ยามนี้คลาคล่ำไปด้วยเหล่าคุณหนูและฮูหยินจากตระกูลขุนนาง ที่มาเลือกซื้อของสวยๆ งามๆ และที่สำคัญคือ... มาจับกลุ่มสนทนาเรื่องชาวบ้าน

หัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในวันนี้ หนีไม่พ้นเรื่อง “คืนเข้าหออันดุเดือด” ของท่านอ๋องปีศาจกับพระชายาจอมฉาว

“เจ้าเห็นรอยที่ลำคอท่านอ๋องหรือเปล่าตอนท่านเข้าวังเมื่อเช้า?” คุณหนูในอาภรณ์สีชมพูยกพัดขึ้นป้องปากกระซิบกับสหาย

“เห็นสิ! แดงช้ำน่ากลัวยิ่งนัก! ข้าไม่คิดเลยว่าหลินซีเหยาจะ... ร้อนแรงปานนั้น ถึงขนาดกล้ากัดท่านอ๋องจนโลหิตซิบ”

“เหอะ! ข้าว่าท่านอ๋องคงรังเกียจจนต้องลงทัณฑ์มันมากกว่า” คุณหนูอีกนางเบ้ปาก “ได้ข่าวว่ามันลุกจากเตียงไม่ได้ตั้งสามวัน สมน้ำหน้า! คงโดนท่านอ๋องสั่งสอนจนกระดูกหักไปแล้วกระมัง”

หลินเมิ่ง พี่สาวต่างมารดาของหลินซีเหยา นั่งจิบชาชั้นดีด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว นางกำผ้าเช็ดหน้าไหมปักลายดอกโบตั๋นแน่นจนแทบฉีกขาดคามือด้วยความริษยาที่เผาไหม้ในอกดั่งไฟบรรลัยกัลป์

เหตุไฉน! เหตุไฉนท่านอ๋องไม่สั่งประหารมัน! เหตุไฉนฮ่องเต้ถึงพระราชทานของรางวัลล้ำค่าให้มัน!

มันมีดีอันใดนอกจากใบหน้าจืดชืดไร้รสชาตินั่น!

ทันใดนั้น เสียงฮือฮาอื้ออึงก็ดังขึ้นจากหน้าร้าน

“เกี้ยวหยกขาว! พระชายาหลินเสด็จ!”

เกี้ยวสุดหรูหราที่สลักเสลาลวดลายวิจิตรบรรจง ถูกหามเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าหอจันทราอย่างนิ่มนวล ม่านผ้าไหมสีทองปลิวไสวต้องลม

ทุกคนในร้านหยุดกิจกรรมทุกอย่างและจ้องมองเป็นตาเดียว รอคอยที่จะเห็นสภาพ “ยับเยิน” ของพระชายาที่ถูกท่านอ๋องเคี่ยวกรำมาตลอดสามวันสามคืน

มือขาวผ่องราวกับหยกมันแพะยื่นออกมาแหวกม่านไหม ตามด้วยร่างโปร่งบางในชุดไหมสีครีมปักลายเมฆมงคลสีฟ้าอ่อนดูสะอาดตา

หลินซีเหยาก้าวลงจากเกี้ยว... ไม่สิ เขาแทบจะ “ไหล” ลงมาจากเกี้ยวเสียมากกว่า

เขาบิดขี้เกียจหนึ่งทีจนตัวงอ ท่าทางดูอ่อนระโหยโรยแรงจากการนอนมากเกินไป ใบหน้าแดงระเรื่อ เพราะเพิ่งตื่น ดวงตาดอกท้อปรือปรอยฉ่ำน้ำดุจคนอดนอน

ภาพที่เห็นทำให้เหล่าคุณหนูตีความไปไกลถึงโพ้นทะเล

ดูนั่นสิ! เขาเดินแทบไม่ไหว! ขาอ่อนแรงจนต้องให้บ่าวประคอง!

หน้าแดงก่ำ... คงจะอับอาย หรือไม่ก็ยังมีไข้รุมๆ จากการ... กิจกรรมอันหนักหน่วงนั้น

ท่านอ๋องช่างโหดร้ายทารุณนัก!

หลินเมิ่งเห็นดังนั้นก็รีบเดินปรี่เข้าไปหาทันที หวังจะฉีกหน้าและเหยียบย่ำน้องชายกลางธารกำนัลให้จมธรณี

“โอ๊ะ... น้องรอง! ไม่เจอกันเพียงไม่กี่วัน ดูเจ้า... ซูบซีดไร้ราศีไปเยอะเลยนะ”

หลินซีเหยาปรือตามองผู้มาใหม่ “อ้าว พี่หญิง... ซูบหรือ? ข้าว่าข้าเจริญอาหารขึ้นนะ พุงข้าเริ่มออกแล้วเนี่ย”

“เหอะ! อย่ามาแสร้งทำไขสือกลบเกลื่อน!” หลินเมิ่งยิ้มเยาะอย่างมีจริต “ได้ข่าวว่าเจ้าลุกจากเตียงไม่ได้ตั้งสามวัน คงจะ... ‘รับศึกหนัก’ มาสินะ ท่านอ๋องคงจะระบายอารมณ์ดิบเถื่อนกับเจ้าจนหนำใจ... น่าสมเพชจริงๆ เป็นแค่ที่ระบายความใคร่แท้ๆ”

วาจาเหน็บแนมอันเจ็บแสบดังไปทั่วร้าน ทำเอาบรรยากาศเงียบกริบจนน่าอึดอัด

หลินซีเหยาเอียงคอทำหน้างงงวย

ระบายอารมณ์? ท่านอ๋องแค่มานอนเป็นหมอนข้างเองนะ? แล้วข้าก็แค่กินซุปแล้วเผลอกัดไหล่เขาไปคำหนึ่ง?

แต่ด้วยความเกียจคร้านที่จะเถียงให้เปลืองน้ำลาย เขาจึงตอบไปส่งๆ

“อื้ม... ก็หนักอยู่” ตัวท่านอ๋องน่ะหนักมากจริงๆ นอนทับข้าทีแทบแบน “ท่านอ๋องแรงเยอะยิ่งนัก ข้าแทบหายใจไม่ออก” กอดแน่นจนหายใจไม่ออก เกือบขาดอากาศตาย

“ซู้ดดดด...”

เสียงสูดปากดังขึ้นจากผู้คนที่มุงดูรอบๆ

พระชายายอมรับแล้ว! ท่านอ๋องเป็นบุรุษผู้ชื่นชอบความรุนแรง!

“แล้วนี่...” หลินเมิ่งชี้ไปที่คอเสื้อของหลินซีเหยาที่ปิดมิดชิดผิดวิสัย “คงจะปิดบังร่องรอยความอัปยศไว้สิ? เจ้าคงช้ำเลือดช้ำหนองไปทั้งตัวจนดูไม่ได้”

หลินซีเหยาก้มมองอาภรณ์ตนเอง ช้ำอันใด? ข้าสวมเสื้อคอปิดเพราะขี้เกียจทากันแดดที่ลำคอต่างหาก แดดเมืองหลวงมันแรงกล้าจะตาย

“พี่หญิงคิดมากไปแล้ว จินตนาการล้ำเลิศจริงๆ” หลินซีเหยาโบกมือปัดรำคาญ “ข้ามาชมปิ่นหยก มิได้มาสนทนาเรื่องบนเตียง... อาเป่า ขอเก้าอี้หน่อย ข้าเมื่อยขา”

อาเป่ารีบกุลีกุจอเอาเบาะรองนั่งมารองเก้าอี้ให้เจ้านายอย่างรู้ใจ

ท่าทาง “รักสบาย” และ “ไม่แยแสโลก” ของหลินซีเหยา ยิ่งทำให้คนอื่นหมั่นไส้จนควันออกหู

“ช่างไร้มารยาท!” หลินเมิ่งขึ้นเสียงแหลมปรี๊ด “เจ้านึกว่าแต่งเข้าจวนอ๋องแล้วจะเป็นหงส์ฟ้ากระนั้นหรือ? เจ้าก็แค่กาที่หลงฝูง! ท่านอ๋องไม่ได้รักเจ้าหรอก เขาแค่เห็นเจ้าเป็นของเล่นแก้ขัดชั่วคราวเท่านั้น!”

“ของเล่น?”

สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังกังวานขึ้นจากเบื้องหลัง ทำเอาทุกคนสะดุ้งโหยงจนตัวโยน

“ผู้ใดบังอาจว่าพระชายาของเปิ่นหวางเป็นของเล่น?”

ฝูงชนแหวกทางออกเป็นสองฝั่งโดยอัตโนมัติราวกับทะเลแหวก ร่างสูงใหญ่สง่างามในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาเดินเข้ามา

ชินอ๋อง จ้าวจินหลง!

ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงดุจหินผา รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจนร้านที่อบอุ่นแทบแข็งเป็นน้ำแข็งขั้วโลก

ที่สำคัญ... วันนี้ท่านอ๋องไม่ได้สวมเสื้อคอปิดมิดชิดเหมือนทุกครา

รอยฟันคมชัด ที่หัวไหล่และต้นคอ โผล่พ้นสาบเสื้อออกมาให้เห็นรำไรอย่างชัดเจน!

ทุกคนกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ลงคอที่แห้งผาก

รอยนั่น... ฝีมือพระชายา!

ท่านอ๋องแม่ทัพผู้ไม่เคยมีบาดแผล... ยอมให้ถูกกัด? แถมยังเดินโชว์หราไม่ปิดบัง?

นี่มัน... การประกาศความเป็นเจ้าของว่าข้ามีภรรยาแล้วชัดๆ!

หลินเมิ่งหน้าซีดเผือดเป็นกระดาษ ขาสั่นพับๆ รีบคุกเข่าลงโขกศีรษะ “ทะ... ท่านอ๋อง... หม่อมฉันมิได้ตั้งใจ... หม่อมฉันเพียงแต่...”

จ้าวจินหลงไม่ปรายตามองนางด้วยซ้ำ เขาเดินผ่านนางไปราวกับเป็นอากาศธาตุ ตรงไปที่หลินซีเหยาที่นั่งเคี้ยวขนมกุ้ยฮวาอยู่บนเก้าอี้อย่างสบายใจ

“ออกมาไฉนจึงไม่บอกกล่าว?” น้ำเสียงที่เอ่ยกับภรรยาอ่อนลงสามส่วน แต่ยังแฝงความดุ “ข้ากลับจวนไปไม่เจอเจ้า นึกว่าเจ้าแอบหนีไปนอนหลับในป่าไผ่อีก”

หลินซีเหยาเงยหน้ามอง เคี้ยวแก้มตุ่ย “ข้ามาลองนั่งเกี้ยว... แล้วก็มาซื้อปิ่น... ท่านมาทำไม? ไม่ไปทำงานหรือ?”

คำถามห้วนๆ ของพระชายา ทำเอาคนอื่นใจหายวาบ กลัวท่านอ๋องจะพิโรธที่ถูกถามจาบจ้วง

แต่จ้าวจินหลงกลับถอนหายใจ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกมาเช็ดมุมปากที่เลอะเศษขนมให้หลินซีเหยาอย่างเบามือ

“ข้าจะมาดูว่าเจ้าก่อเรื่องอันใดอีกหรือไม่ต่างหาก” ท่านอ๋องบ่นอุบอิบ “แล้วปิ่นอันใดที่เจ้าอยากได้? เลือกหรือยัง?”

“ยัง... ขี้เกียจเดินชม มันเยอะแยะไปหมด” หลินซีเหยาชี้มั่วๆ ไปที่ตู้โชว์ “เอาถาดนั้น... ถาดนู้น... แล้วก็ถาดนั้น... ห่อให้หมดเลยนะ”

“เจ้า...” จ้าวจินหลงส่ายหน้า แต่ก็หันไปสั่งเถ้าแก่ร้านด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ได้ยินแล้วใช่หรือไม่? จัดใส่กล่องอย่างดี ส่งไปที่จวนอ๋อง... แล้วเรียกเก็บเงินที่ข้า”

ตู้ม! เสียงระเบิดในหัวของเหล่าคุณหนู

ท่านอ๋องผู้ร่ำรวย! ท่านอ๋องตามใจภรรยา! ท่านอ๋องเช็ดปากให้!

ข่าวลือที่ว่าท่านอ๋องรังเกียจคืออันใด? นี่มันหลงภรรยาหัวปักหัวปำชัดๆ!

หลินเมิ่งกำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อเลือดซิบ ความริษยาเผาไหม้จิตใจจนทนไม่ไหว

“ท่านอ๋องเพคะ!” นางโพล่งขึ้นมาเสียงสั่น “ท่านไม่ทราบหรือเพคะว่าหลินซีเหยามีข่าวลือเสื่อมเสียเพียงใด! เขาเคย... เคยผ่านมือบุรุษอื่นมานับไม่ถ้วน! เขาเป็นคนสกปรกที่ไม่คู่ควรกับท่าน!”

“หุบปาก!”

จ้าวจินหลงตวาดลั่น เสียงกัมปนาทจนแก้วน้ำชาบนโต๊ะสั่นสะเทือน แขกเหรื่อหวีดร้องเบาๆ ด้วยความตกใจ

สายตาคมกริบตวัดมองหลินเมิ่งราวกับจะฉีกร่างนางเป็นชิ้นๆ

“เจ้าเป็นพี่สาวประสาอะไร ถึงนำเรื่องเท็จมาใส่ร้ายน้องตัวเองต่อหน้าธารกำนัล?”

จ้าวจินหลงเดินเข้าไปใกล้หลินเมิ่ง แล้วก้มลงตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ได้ยินกันทั่วร้าน

“ข้าเป็นสามี... ข้าย่อมรู้ดีที่สุดว่าภรรยาข้า ‘บริสุทธิ์’ หรือไม่”

เขาแสยะยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ทำให้คนมองขนลุกซู่ไปถึงไขสันหลัง

“และข้าขอบอกไว้ตรงนี้... หลินซีเหยาคือคนของข้า คือพระชายาเอกแห่งจวนชินอ๋อง! หากผู้ใดกล้าแตะต้องเขา หรือกล่าววาจาให้ร้ายเขาแม้แต่ครึ่งคำ... อย่าหาว่าเปิ่นหวางไร้ความปรานี! ข้าจะสั่งตัดลิ้นมันมาให้สุนัขกิน!”

ประกาศิตของพญามาร!

ทุกคนในร้านรีบก้มหน้าหลบตา ตัวสั่นงันงก หลินเมิ่งน้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัวจนปัสสาวะแทบราดรด

หลินซีเหยาที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่เบื้องหลัง กระพริบตาปริบๆ มองแผ่นหลังกว้างของสามี

โอ้โห... องอาจชะมัด...

มีคนคุ้มกันระดับนี้... ต่อไปข้าก็นอนกลางวันได้อย่างสบายใจ ไร้กังวลเรื่องแมลงหวี่แมลงวันรบกวนแล้วสิ! ลาภปากจริงๆ

“ไปกันเถิด” จ้าวจินหลงหันมาดึงมือหลินซีเหยาให้ลุกขึ้น “กลับจวนได้แล้ว ข้าหิวข้าว... และข้าไม่อยากให้ใครมองหน้าเจ้าไปมากกว่านี้” ประโยคหลังพูดเบาๆ

“ข้าก็หิว...” หลินซีเหยาบ่นกระปอดกระแปด “แต่ขี้เกียจเดินไปที่เกี้ยว... ขาข้าเปลี้ยไปหมดแล้ว”

จ้าวจินหลงกลอกตามองบนนภา ถอนหายใจเฮือกใหญ่

ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ทุกคนต้องจารึกไว้ในพงศาวดารหน้าหนึ่งของเมืองหลวง

ท่านอ๋องก้มลง ช้อนตัวอุ้มหลินซีเหยา ขึ้นใน ท่าเจ้าสาว ต่อหน้าต่อตาทุกคน!

“ว้าย! ท่านพี่!” หลินซีเหยาร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ แต่ก็รีบยกแขนกอดคอท่านอ๋องแน่นเพราะกลัวตก

“เงียบเถอะน่า ตัวหนักอย่างกับสุกรยังจะบ่น” จ้าวจินหลงบ่นกลบเกลื่อนความเขินที่ใบหูแดงก่ำ แต่แขนแกร่งกลับกระชับร่างบางไว้มั่นคง ไม่มีความสั่นคลอน

ท่านอ๋องอุ้มพระชายาเดินฝ่าฝูงชนออกไปขึ้นเกี้ยว ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาจนตาร้อนผ่าวของสตรีทั้งเมือง และสายตายกย่องของบุรุษที่เห็นท่านอ๋องสยบข่าวลือด้วยการกระทำที่ชัดเจนที่สุด

...

บนเกี้ยวหยกขาว (ขากลับ)

หลินซีเหยานอนหนุนตักท่านอ๋องอย่างสบายใจเฉิบ

“ท่านพี่... เมื่อครู่ท่านพูดองอาจมากเลย” หลินซีเหยาเอ่ยชม

“พูดอันใด?” จ้าวจินหลงแสร้งทำเมินมองออกไปนอกหน้าต่าง ปกปิดรอยยิ้ม

“ที่บอกว่าข้าบริสุทธิ์...” หลินซีเหยายิ้มแหยๆ “ท่านรู้ได้เยี่ยงไร? เรายังไม่ได้... กันจริงๆ สักหน่อย แค่กอดกันเฉยๆ”

จ้าวจินหลงก้มลงมองคนบนตัก สบตากับดวงตาดอกท้อที่ใสซื่อ

เขานึกถึงคืนนั้นที่หลินซีเหยากอดเขาแน่น ร่างกายที่ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ กลิ่นกายที่สะอาดบริสุทธิ์ และปฏิกิริยาที่ไร้จริตมารยาของนางโลม

ถึงจะยังไม่ได้ลึกซึ้งถึงขั้นสุดท้าย แต่สัญชาตญาณของบุรุษผู้ผ่านโลกมาอย่างเขา มั่นใจร้อยส่วน

“ข้าดูออกก็แล้วกัน” จ้าวจินหลงตอบสั้นๆ ก่อนจะใช้นิ้วดีดหน้าผากมนของหลินซีเหยาเบาๆ “อย่าซักไซ้มากความ”

“แต่เจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไป...” ท่านอ๋องก้มลงกระซิบที่ข้างหู “คืนนี้เจ้าต้องชดใช้ค่าปิ่นหยกพวกนั้น”

“หือ? ชดใช้เยี่ยงไร? ข้าไม่มีเบี้ยนะ เบี้ยอยู่ที่ท่านหมด” หลินซีเหยาถามตาใส

“ไม่ต้องใช้เบี้ย...” จ้าวจินหลงยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ “ใช้แรงกายเจ้า...”

“นอนเฉยๆ ...”

“เป็น ‘หมอนข้าง’ ให้ข้ากอดจนเช้า ห้ามดิ้น ห้ามกัด ห้ามบ่น... และห้ามสวมอาภรณ์หนาๆ ด้วย... เข้าใจหรือไม่?”

หลินซีเหยายิ้มกว้างจนตาหยี รีบพยักหน้ารัวๆ

“เพียงแค่นั้นเองหรือ? งานถนัดข้าเลย! ข้าจะเป็นหมอนข้างที่ดีที่สุดในโลกให้ท่านเอง! จะกอดให้แน่นกว่าปลิงเลยคอยดู!”

หลินซีเหยาซุกหน้าเข้ากับหน้าท้องแกร่งอย่างมีความสุข

หารู้ไม่ว่า... คำว่า ‘หมอนข้าง’ ของท่านอ๋องในยามนี้ เริ่มจะมีความหมายที่เปลี่ยนไปทีละน้อย และอันตรายขึ้นทุกทีเสียแล้ว!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status