Home / วาย / ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก / บทที่ 9 มังกรคะนองศึก (ในจินตนาการ) กับรอยกัดปริศนา

Share

บทที่ 9 มังกรคะนองศึก (ในจินตนาการ) กับรอยกัดปริศนา

Author: SophiaPsp
last update publish date: 2026-03-16 12:57:49

ความโกลาหลภายในห้องหอเรือน ‘เหมันต์พิสุทธิ์’ ดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านประหนึ่งสมรภูมิรบ... มิใช่การต่อสู้ด้วยคมดาบหรือเพลงยุทธ์ แต่เป็นการต่อสู้ระหว่าง “ความอดทนอันสูงส่งของท่านอ๋อง” กับ “ความมือไวใจเร็วของคนเมาโอสถปลุกกำหนัด”

“อาเป่า! น้ำเย็น! ข้าสั่งให้ไปนำน้ำเย็นมา! นำน้ำแข็งมาด้วย!”

ท่านอ๋องตะโกนสั่งเสียงลั่นจนคอแทบแตก แต่ทว่า... ประตูห้องถูกลงกลอนแน่นหนาด้วยดาลไม้สักอันใหญ่ ซึ่งเป็นฝีมือของเขาเองที่ลงกลอนไว้ตอนเข้ามา เพราะมิอยากให้ผู้ใดเข้ามารบกวน กว่าอาเป่าจะวิ่งไปตักน้ำจากบ่อและหาหนทางพังประตูเข้ามาได้ คงไม่ทันการณ์เป็นแน่แท้

บนเตียงกว้างที่ปูทับถมด้วยขนสัตว์หนานุ่ม หลินซีเหยา ที่บัดนี้ฤทธิ์ยากำลังพุ่งพล่านถึงขีดสุด ร่างกายบิดเร่าด้วยความร้อนรุ่มดั่งไฟสุมทรวง ไม่ต่างอันใดกับปลาหมึกยักษ์ที่กำลังพยายามจะรัดเหยื่อให้ตายคาหนวด

ผิวขาวจัดของเขาแดงระเรื่อไปทั้งตัวราวกับกุ้งต้ม เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามกรอบหน้าและแผ่นอก ทำให้เรือนร่างที่ปกติก็งดงามอยู่แล้ว ดูเย้ายวนและอันตรายยิ่งขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

“อือ... เย็น... ตรงนี้เย็นดี...”

หลินซีเหยาพึมพำเสียงพร่า ซุกหน้าลงกับแผงอกเปลือยเปล่าของ จ้าวจินหลง ที่ถูกมือดีกระชากสาบเสื้อออกจนหลุดลุ่ยไปกองอยู่ที่เอว ลิ้นเล็กสีชมพูแลบเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนจะแนบแก้มที่ร้อนผ่าวลงไปถูไถกับกล้ามเนื้ออกแน่นตึง

กึก!

จ้าวจินหลงตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหินศิลา ลมหายใจติดขัดในลำคอ

แย่แล้ว แย่แน่ๆ เขาคิดในใจอย่างตื่นตระหนก ผิวมันลื่นไปหมด... แล้วกลิ่นนี่มัน...

กลิ่นกายหอมละมุนเหมือนดอกบัวของหลินซีเหยา ผสมผสานกับกลิ่นเหงื่อจางๆ และกลิ่นอายความร้อนแรงจากฤทธิ์ยา กลายเป็นกลิ่นกำยานธรรมชาติที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนของบุรุษเพศให้ตื่นตัวขึ้นมาอย่างรุนแรง

“ปล่อยข้า...” จ้าวจินหลงกัดฟันพูดเสียงพร่า พยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะที่กระเจิดกระเจิง ดันไหล่บางที่ชุ่มเหงื่อออกห่างตัว “เจ้าไม่มีสติ... ข้าไม่อยากฉวยโอกาสคนเมา... โดยเฉพาะเมาโอสถบ้าๆ นี่!”

“งือ... ไม่เอา... ไม่ปล่อย...” หลินซีเหยาส่ายหน้าดิก ปรือตามองด้วยแววตาฉ่ำน้ำหยาดเยิ้ม คล้ายวิฬาร์ตัวน้อยที่กำลังอ้อนขอกินอาหารเม็ด “ข้าหิว... อยากกิน...”

“กิน? กินอันใด?” ท่านอ๋องถามอย่างระแวง พลางถอยกรูดจนหลังติดหัวเตียง “สำรับอาหารอยู่บนโต๊ะนู่น!”

“ซาลาเปา...” หลินซีเหยาตอบเสียงเบาหวิว สายตาจับจ้องไปที่หัวไหล่กว้างและกล้ามเนื้อแน่นปึ้กของท่านอ๋อง

ในสายตาที่พร่ามัวและบิดเบี้ยวของคนเมายาโด๊ป หัวไหล่กลมมนนั้นดูขาวผ่องและน่ากัดกิน เหมือน “ซาลาเปาไส้หมูสับลูกยักษ์” ที่เพิ่งนึ่งสุกใหม่ๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย

“ซาลาเปายักษ์... ง่ำ!”

งับ!

“โอ๊ยยยยย!”

จ้าวจินหลงร้องเสียงหลงจนแทบเสียกิริยาแม่ทัพ เมื่อจู่ๆ หลินซีเหยาก็พุ่งหน้าเข้ามา แล้วฝังคมเขี้ยวลงบนหัวไหล่ซ้ายของเขาเต็มแรง!

มันมิใช่การขบกัดเล่นๆ แบบหยอกเย้าหรือยั่วยวนตามตำรากามสูตร แต่มันเป็นการกัดแบบ “หมายมาดจะกินให้อิ่มท้อง” เป็นการกัดที่จริงจังประหนึ่งสุนัขป่าล่าเหยื่อ จนท่านอ๋องน้ำตาเล็ดด้วยความเจ็บปวด

“เจ้า! เจ้าสุนัขกัดคน! ปล่อยนะโว้ย!”

จ้าวจินหลงพยายามงัดปากคนเมาออก แต่หลินซีเหยากัดแน่นไม่ยอมปล่อยราวกับกรามค้าง แถมยังดูดเม้มตรงรอยกัดเสียงดัง จ๊วบๆ เหมือนกำลังพยายามจะดูดน้ำซุปออกจากเสี่ยวหลงเปา

“อื้อ... เหนียว... ไฉนแป้งจึงเหนียวนัก...” คนเมาบ่นอู้อี้ทั้งที่ยังคาบเนื้อไหล่สามีอยู่

ความเจ็บปวดจี๊ดๆ ผสมผสานกับความเสียวซ่านประหลาดแล่นพล่านไปทั่วร่างแกร่งของท่านอ๋อง จ้าวจินหลงรู้สึกว่าเส้นความอดทนเส้นสุดท้ายกำลังจะขาดผึงดัง โพละ

มือหนาที่เคยพยายามผลักไส เปลี่ยนทิศทางเป็นกดลงที่ท้ายทอยของคนตัวเล็กโดยไม่รู้ตัว นิ้วมือสอดแทรกเข้าไปในกลุ่มผมนุ่ม กดให้ใบหน้าหวานซึ้งนั้นแนบชิดกับซอกคอและไหล่ของเขามากขึ้น

หากเจ้ายังไม่หยุดยั่วข้า... หากเจ้ายังกัดข้าเยี่ยงนี้... ข้าจักไม่ทนเป็นวิญญูชนแล้วนะ! ข้าจะจับเจ้ากินแทนซาลาเปาเดี๋ยวนี้แหละ!

ทันใดนั้นเอง... ขณะที่อารมณ์ดิบกำลังจะปะทุ

“แจ๊บๆ ... ถุย...”

หลินซีเหยาคายปากออกจากไหล่ท่านอ๋อง ทำหน้าเหยเกดุจกินของบูด “ไม่อร่อยเลย... แข็งโป๊ก... แป้งดิบแน่ๆ ...”

เขาบ่นงึมงำด้วยความผิดหวัง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหงายผลึ่ง แผ่หลาไปกับเตียง ขาข้างหนึ่งก่ายหมอนข้าง “ง่วงแล้ว... ไม่กินแล้ว...”

ฟี้... ฟี้...

ภายในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ เสียงกรนเบาๆ ก็ดังขึ้น

หลินซีเหยาหลับไปแล้ว! ตัดบทหลับไปดื้อๆ หน้าตาเฉย!

 “...”

ท่านอ๋องหนุ่มผู้ถูกกระตุ้นจนเครื่องร้อนฉ่า เลือดสูบฉีดไปทั่วร่าง โดยเฉพาะส่วนล่างที่ตื่นตัวเต็มที่ ยืนค้างแข็งทื่ออยู่ท่าเดิมในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ไหล่มีรอยฟันกัดจนห้อเลือด

เขามองดูตัวต้นเหตุที่นอนหลับปุ๋ย น้ำลายยืดนิดๆ ปล่อยให้เขายืนค้างเติ่งอยู่กับความอัดอั้นตันใจที่ไร้ที่ระบายราวกับคนวิปลาส

“หลินซีเหยา...” จ้าวจินหลงคำรามในลำคอต่ำลึก ดวงตาวาวโรจน์ดุจเปลวเพลิง “เจ้าทำข้าเครื่องติด... แล้วหนีไปนอนเนี่ยนะ!? เจ้าเห็นข้าเป็นตัวอะไร! ของเล่นแก้เบื่อรึ!?”

เขาใคร่จะกระโจนเข้าไปจับคนขี้เซามาเขย่าๆ ให้หัวสั่นหัวคลอน แล้วจัดการเผด็จศึกให้รู้แล้วรู้รอด สั่งสอนให้รู้สำนึกถึงหน้าที่ภรรยา

แต่พอก้มลงมองใบหน้ายามหลับที่ดูไร้เดียงสา ขนตายาวงอนทาบลงบนแก้มใส กับปากนิดจมูกหน่อยที่ขยับขมุบขมิบเหมือนกำลังฝันถึงของกิน...

ใจที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาเหล็กกล้า ก็พลันอ่อนยวบยาบลงอีกครั้งราวกับขี้ผึ้งลนไฟ

เฮ้อ... จะไปรังแกคนหลับได้อย่างไร... เสียชื่อแม่ทัพหมดสิ้น

สุดท้าย... แม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นจ้าว ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ใครในสนามรบ ทำได้เพียงเดินโซซัดโซเซ ลากสังขารอันปวดร้าวไปที่ถังน้ำล้างหน้ามุมห้อง

ซ่า!

เขาก้มศีรษะจุ่มลงไปในน้ำเย็นจัดที่เตรียมไว้ล้างหน้า แช่อยู่อย่างนั้นนานนับเค่อเพื่อดับไฟราคะและไฟโทสะในกายตัวเองให้มอดลง

ฝากไว้ก่อนเถิด... เจ้าตัวแสบ... สักวันข้าจะคิดบัญชีทบต้นทบดอก!

...

ยามเช้า (วันรุ่งขึ้น)

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาในห้อง สภาพภายในเรือนหอ “เหมันต์พิสุทธิ์” ดูเละเทะกระจัดกระจายเหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบหรือพายุเข้า

ผ้าห่มขนสัตว์ราคาแพงตกกองอยู่บนพื้น หมอนใบหนึ่งกระเด็นไปอยู่ที่มุมห้อง โต๊ะเก้าอี้เอียงกระเท่เร่จากแรงกระแทกเมื่อคืน กาน้ำชาหกเลอะเทอะ

หลินซีเหยาที่นอนขดตัวอยู่ในกองผ้าห่ม ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ

“อ่า...”

เขาสูดยาวเข้าปอด รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างประหลาด ร่างกายเบาสบายตัวปลิว เหมือนได้นอนเต็มอิ่มติดต่อกันมาเป็นสิบปี ไร้อาการปวดเมื่อยหรืออ่อนเพลียแม้แต่น้อย

แถมยังรู้สึกว่าพลังลมปราณในกายที่ปกติมีอยู่น้อยนิด ดูจะเพิ่มพูนขึ้น ไหลเวียนสะดวกอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกายดูดซึมยาบำรุงชั้นเลิศเข้าไปจนหมดเกลี้ยงนั่นเอง

“อืม... เช้าแล้วหรือนี่?” เขาบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่น กร๊อบแกร๊บ ยืดแขนยืดขาอย่างมีความสุข “อาเป่า... ขอน้ำล้างหน้าหน่อย... หิวข้าวต้มกุ๊ยยิ่งนัก...”

ไร้เสียงตอบรับจากบ่าวคนสนิท แต่กลับมีเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูหงุดหงิดและแหบแห้งดังมาจากข้างตัว

“ตื่นแล้วรึ? เจ้าตัวดี...”

หลินซีเหยาสะดุ้งโหยงจนตัวลอย หันขวับไปมองทางต้นเสียง

ข้างกายเขาคือ ท่านอ๋องจ้าวจินหลง ที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ สภาพของท่านอ๋องดู... “ยับเยิน” เกินคำบรรยาย

ขอบตาดำคล้ำลึกโหลเหมือนหมีแพนด้าอดนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรง เสื้อคลุมตัวในเปิดอ้าโชว์แผงอกแกร่ง และที่เด่นชัดสะดุดตาที่สุดคือ...

รอยฟันคมๆ ที่กัดจนช้ำเลือดช้ำหนองเป็นวงใหญ่ที่หัวไหล่ซ้าย และ รอยเล็บข่วนเปะปะเต็มหน้าอกและหน้าท้อง ราวกับเพิ่งไปฟัดกับแมวป่ามา!

“ท่านพี่!” หลินซีเหยาตาโตเท่าไข่ไก่ ยกมือทาบอกด้วยความตกใจ “ท่าน... ท่านไปฟัดกับสุนัขบ้าที่ไหนมา!? ไฉนสภาพจึงดูไม่ได้เช่นนี้! ผู้ใดทำร้ายท่าน!”

ปึ้ด!

เสียงเส้นเลือดข้างขมับของจ้าวจินหลงกระตุกจนได้ยินเสียง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นปม

“สุนัข? ...เจ้าถามข้าว่าสุนัขที่ใดงั้นรึ?”

เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ จนหลินซีเหยาต้องเอนตัวหนีด้วยความหวาดเสียว

“เจ้าจำอันใดมิได้เลยรึ? จำเรื่องเมื่อคืนมิได้เลยรึ? ว่าผู้ใดเป็นคนทำ!”

หลินซีเหยากระพริบตาปริบๆ สมองน้อยๆ พยายามประมวลผลย้อนหลัง

“เมื่อคืน...” เขาทำท่านึก “ข้าดื่มน้ำแกง... รสเลิศมาก... แล้วก็รู้สึกร้อนวูบวาบ แล้วก็ถอดเสื้อ แล้วก็...”

“แล้วก็?” จ้าวจินหลงลุ้นตัวโก่ง

“แล้วก็ฝัน...” หลินซีเหยายิ้มกริ่ม “ฝันว่าได้กอดก้อนน้ำแข็งยักษ์ที่เย็นสบายมาก... แล้วก็เจอซาลาเปาไส้หมูสับลูกใหญ่ที่น่ากินสุดๆ ... แต่พอกัดเข้าไป มันเหนียวมาก เคี้ยวไม่เข้าเลย”

เขามองไปที่รอยกัดบนไหล่ท่านอ๋อง... แล้วสลับมองหน้าท่านอ๋องที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ... ก่อนที่หลินซีเหยาจะร้อง “อ๋อ!” ออกมาเสียงดัง

“ข้านึกออกแล้ว!”

“นึกออกแล้วใช่หรือไม่!” จ้าวจินหลงถอนหายใจโล่งอก คาดหวังคำขอโทษ หรือท่าทีเขินอายม้วนต้วน

“ท่านพี่... ท่านแอบขโมยซาลาเปาข้ากินคนเดียวตอนดึกใช่หรือไม่!” หลินซีเหยาชี้หน้าอย่างจับผิด “แล้วท่านคงรีบกินจนหกเลอะเทอะ ข้าถึงได้กลิ่นซาลาเปาจากตัวท่านเนี่ย! มิน่าเล่า ข้าถึงฝันว่ามิได้กิน!”

ปึ้ด! ปึ้ด! เสียงเส้นสติท่านอ๋องขาดสะบั้นลงอย่างสมบูรณ์

จ้าวจินหลงสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามท่องบทสวดสงบจิตใจ และกฎหมายบ้านเมือง ‘ฆ่าเมียผิดกฎหมาย... ฆ่าเมียผิดกฎหมาย... การฆ่าคนโดยเจตนาโทษประหาร...’

“ช่างเถิด...” ท่านอ๋องโบกมืออย่างอ่อนใจและเหนื่อยล้าเกินกว่าจะอธิบาย ลุกขึ้นจากเตียงด้วยท่าทางอ่อนเพลียเหมือนคนชรา “จำมิได้ก็ดีแล้ว... ถือว่าเป็นเวรเป็นกรรมของข้าเอง”

“เตรียมตัวเสีย อาบน้ำแต่งตัว... วันนี้เราต้องเข้าวังไปขอบพระทัยเสด็จพี่เรื่องยาบำรุง”

“ต้องไปวัง?” หลินซีเหยาหน้ามุ่ยทันที ปากยื่นปากยาว “ขี้เกียจเดิน... วังหลวงกว้างจะตาย... ไกลก็ไกล... แดดก็ร้อน...”

“ไม่ได้! อย่างไรก็ต้องไป!” จ้าวจินหลงเสียงเข้ม “หากไม่ไป ประเดี๋ยวฝ่าบาทก็จักเข้าพระทัยผิด คิดว่ายาไม่ได้ผล แล้วส่งยาบ้าๆ นั่นมาให้อีก เจ้าอยากอาละวาดเป็นสุนัขบ้าไล่กัดข้าอีกรอบหรือไร!”

...

ณ ท้องพระโรงวังหลวง

ฮ่องเต้ประทับนั่งอย่างสง่างามบนบัลลังก์มังกรทองคำ มองดูน้องชายและน้องสะใภ้ที่ยืนถวายความเคารพอยู่เบื้องล่างด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่มและสายตาเจ้าเล่ห์

พระองค์ทรงสังเกตเห็นสภาพของ จ้าวจินหลง ที่ขอบตาคล้ำ ดูอิดโรย และมีรอยกัดสีแดงช้ำโผล่พ้นคอเสื้อออกมาจางๆ อย่างปิดไม่มิด

ในขณะที่ หลินซีเหยา นั้น... หน้าตาสดใส ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล แก้มแดงระเรื่อสุขภาพดี ดวงตาดอกท้อเป็นประกายแจ่มใส ดูมีความสุขเปี่ยมล้นราวกับได้รับพรจากสวรรค์

“ฮ่ะๆๆๆ!” ฮ่องเต้หัวเราะชอบใจจนพุงกระเพื่อม “ดูท่า... ยาของเจิ้นจะได้ผลดีเกินคาดสินะ จินหลงเอ๋ย”

“...” จ้าวจินหลงก้มหน้าเงียบ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

“เจ้าดูเหนื่อยๆ เพลียๆ นะ ส่วนน้องสะใภ้กลับดูสดใสแข็งแรง... แสดงว่าเมื่อคืน เจ้าคงทุ่มเท ‘ทำงานหนัก’ ตลอดทั้งคืนเลยสิท่า? สมแล้วที่เป็นแม่ทัพผู้ไม่ย่อท้อ!”

เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ในท้องพระโรงต่างพากันอมยิ้มแก้มตุ่ย พยักหน้าให้กันอย่างเข้าใจความหมายสองแง่สองง่ามนั้น

จ้าวจินหลงกำหมัดแน่นภายใต้แขนเสื้อ กัดฟันตอบด้วยน้ำเสียงขมขื่น

“พ่ะย่ะค่ะ...กระหม่อม ‘เหนื่อย’ มากจริงๆ ... แทบจะมิได้นอนเลยพ่ะย่ะค่ะ” เหนื่อยเพราะต้องสู้รบปรบมือกับคนเมายาปลุก!

“ดี! ดีมาก!” ฮ่องเต้ตบเข่าฉาด “เห็นน้องรักมีความสุข เจิ้นก็ดีใจ... เช่นนั้น เจิ้นจะมอบรางวัลเพิ่ม!”

ฮ่องเต้หันไปมองหลินซีเหยาด้วยความเอ็นดู “ได้ข่าวว่าพระชายาเป็นคนรักความสงบและชอบความสบาย เจิ้นจึงขอพระราชทาน ‘เกี้ยวหยกขาว’ ให้หนึ่งหลัง! พร้อมคนหามฝีมือดีแปดคน เอาไว้นั่งเข้าออกวังหลวง จักได้ไม่ต้องเดินให้เมื่อยตุ้ม!”

วิ้ง! ดวงตาของหลินซีเหยาเปล่งประกายเจิดจ้าทันทียิ่งกว่าเห็นทองคำ

เกี้ยวหยกขาว!

นั่นมันสุดยอดเกี้ยวในตำนานที่มีเบาะบุด้วยขนเป็ดเทศที่นุ่มที่สุดในแผ่นดิน! ระบบลดแรงสะเทือนเป็นเลิศ นั่งแล้วนิ่มเหมือนลอยบนปุยเมฆ!

“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”

หลินซีเหยารีบทิ้งตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะด้วยความจริงใจที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิต น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตัน

“ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถยิ่งนัก! เข้าพระทัยหัวอกข้าน้อยยิ่งกว่าบิดาบังเกิดเกล้า! ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!”

จ้าวจินหลงยืนมองภรรยาตัวเองที่ตื่นเต้นดีใจกับ ‘เกี้ยว’ มากกว่าตอนเห็นหน้าเขา หรือตอนได้รับตำแหน่งพระชายาเสียอีก เขาได้แต่ส่ายหัวเบาๆ ด้วยความระอาปนขบขัน

เห็นแก่กิน... เห็นแก่นอน... นี่ข้าได้ตัวอะไรมาเป็นเมียกันแน่?

แต่ทว่า...ในจังหวะที่หลินซีเหยาเงยหน้าขึ้นมา ยิ้มแก้มปริจนตาหยีเป็นสระอิด้วยความดีใจสุดขีด รอยยิ้มนั้นสดใสและไร้เดียงสาจนทำให้โลกทั้งใบดูสว่างไสวขึ้น

ท่านอ๋องหนุ่มกลับเผลอมองภาพนั้นนานกว่าปกติ... ดวงหทัยที่เคยด้านชากระตุกวูบไหวเบาๆ และมุมปากที่มักจะบึ้งตึงเย็นชา... ก็ค่อยๆ ยกโค้งขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

เอาเถอะ... จ้าวจินหลงคิดในใจ อย่างน้อยเลี้ยงเจ้าตัวแสบไว้ดูเล่น... ชีวิตในจวนอ๋องที่เงียบเหงาก็คงจะไม่น่าเบื่อเท่าไหร่กระมัง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status