Home / วาย / ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก / บทที่ 11 กฎบ้านฉบับคนขี้เกียจ และสมุดบัญชีที่น่าปวดหัว

Share

บทที่ 11 กฎบ้านฉบับคนขี้เกียจ และสมุดบัญชีที่น่าปวดหัว

Author: SophiaPsp
last update publish date: 2026-03-16 13:06:28

ภายหลังจากเหตุการณ์ที่หอจันทรา ข่าวลือเรื่องความรักใคร่กลมเกลียวของท่านอ๋องและพระชายาก็กลายเป็นที่โจษจันไปทั่วเมืองหลวง แต่ทว่าภายในกำแพงสูงตระหง่านของจวนชินอ๋องนั้น... ความจริงช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว

ยามเช้าตรู่ ณ ห้องหนังสือ

จ้าวจินหลงนั่งประจำที่โต๊ะทำงานกองโต เบื้องหน้าเต็มไปด้วยฎีกาและเอกสารราชการที่ต้องสะสาง ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมดูจริงจัง แต่สมาธิของเขากลับหลุดลอยไปที่ "ก้อนแป้งนุ่มนิ่ม" ที่นอนขดตัวอยู่บนตั่งยาวริมหน้าต่าง

หลินซีเหยา... ในชุดลำลองผ้าฝ้ายตัวโคร่งสวมใส่สบาย กำลังนอนอ่านนิยายประโลมโลกโดยใช้พุงของเจ้า "เสี่ยวเฮย" สุนัขพันธุ์ทิเบตันแมสทิฟฟ์ตัวยักษ์หน้าตาโหดเหี้ยมของท่านอ๋อง ต่างหมอนหนุนอย่างไม่เกรงกลัว

"สบายจริงหนอ..." จ้าวจินหลงเปรยขึ้นลอยๆ "สามีนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งตรากตรำ ภรรยากลับนอนเกาพุงสุนัขอย่างสำราญใจ"

หลินซีเหยาพลิกหน้าหนังสือด้วยนิ้วเรียวงาม "ท่านพี่... ท่านเป็นคนบ้างาน ส่วนข้าเป็นคนบ้ารัก (ความสบาย) เราต่างทำหน้าที่ของตนเองก็ถูกต้องตามครรลองแล้วนี่นา"

"หน้าที่?" ท่านอ๋องวางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึก "หากเอ่ยถึงหน้าที่... พ่อบ้านฟู่!"

"พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง" พ่อบ้านชราเดินเข้ามาน้อมรับคำสั่ง พร้อมกับบ่าวรับใช้ฉกรรจ์ที่แบกหีบไม้ใบใหญ่เข้ามาสองใบ

"นี่คือสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายของจวนอ๋อง ทั้งค่าเบี้ยหวัดบ่าวไพร่ ค่าอาหารการกิน ค่าดูแลคลังอาวุธ และรายได้จากกิจการร้านค้าในเครือทั้งหมด" จ้าวจินหลงผายมือไปที่กองสมุดบัญชีที่สูงเป็นภูเขาเลากา "ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว 'พระชายาเอก' จักต้องเป็นผู้ดูแลจัดการเรื่องในเรือนทั้งหมด"

หลินซีเหยาละสายตาจากหนังสือนิยาย มองกองเอกสารมหาศาลนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าไร้วิญญาณ

"ท่านพี่... ท่านล้อข้าเล่นหรือ?"

"ข้าพูดจริง" จ้าวจินหลงยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ชอบกล "เจ้าแต่งเข้ามาเป็นคนของสกุลจ้าวแล้ว ก็สมควรช่วยแบ่งเบาภาระข้า... นับตั้งแต่วันนี้สืบไป อำนาจการจัดการดูแลในจวนเป็นสิทธิ์ขาดของเจ้า ข้าจะรอชมผลงาน"

จ้าวจินหลงคิดในใจอย่างนึกสนุก 'เจ้าจิ้งจอกขี้เกียจ ข้าใคร่รู้นักว่าเจ้าจะจัดการเรื่องวุ่นวายหยุมหยิมพวกนี้เช่นไร หรือจะร้องไห้วิ่งมาอ้อนวอนให้ข้าช่วย?'

หลินซีเหยาลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ถอนหายใจยาวเหยียดจนปอดแทบแฟบ

"อาเป่า... ไปหยิบลูกคิดมา"

...

หนึ่งชั่วยามผ่านไป (2 ชั่วโมง)

เหล่าหัวหน้าบ่าวไพร่ พ่อบ้าน และผู้ดูแลโรงครัว ต่างมารวมตัวกันที่โถงใหญ่เพื่อรอรับฟังคำสั่งจากพระชายาคนใหม่

หลายคนมีสีหน้าดูแคลนอย่างปิดไม่มิด โดยเฉพาะ 'พ่อบ้านหวัง' ผู้ดูแลการจัดซื้อจัดจ้าง ที่แอบยักยอกเงินทอนเข้ากระเป๋าตัวเองมาเนิ่นนาน เขาคิดว่าพระชายาที่เป็นเพียงบุรุษหน้าสวยวันๆ เอาแต่แต่งตัวรักสวยรักงาม คงดูบัญชีไม่เป็น และคงหลอกง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก

หลินซีเหยานั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ประธานด้วยท่าทางเกียจคร้าน มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างหยิบขนมกุ้ยฮวาเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

"เอาล่ะ... ข้าขี้เกียจเจรจามากความ สรุปความมาเลยว่ามีปัญหาอันใดบ้าง"

พ่อบ้านหวังรีบก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มประจบสอพลอ

"ทูลพระชายา... เดือนนี้ราคาถ่านไม้และข้าวสารในตลาดพุ่งสูงขึ้นขอรับ ทางเราจึงจำเป็นต้องเบิกงบประมาณเพิ่มอีก 500 ตำลึง เพื่อให้เพียงพอต่อบ่าวไพร่ทั้งจวน"

เขายื่นสมุดบัญชีที่ตกแต่งตัวเลขมาอย่างแนบเนียนให้ดู "นี่เป็นรายการบัญชีขอรับ เชิญพระชายาตรวจสอบ"

หลินซีเหยาไม่แม้แต่จะยื่นมือมารับสมุดไปเปิดดู เขาเพียงแค่ปรือตามองพ่อบ้านหวังด้วยสายตาเรียบเฉย

"ถ่านไม้ราคาขึ้น?"

"ขอรับ! ช่วงนี้อากาศแปรปรวน พ่อค้าหน้าเลือดต่างพากันโก่งราคา..."

"อาเป่า" หลินซีเหยาเรียกบ่าวคนสนิท "ไปนำถ่านไม้จากโรงครัวมาให้ข้าชมดูสักก้อนหนึ่ง"

ทุกคนต่างงุนงงสงสัย พระชายาจะขอดูถ่านทำไม?

เมื่ออาเป่าหยิบถ่านไม้ดำเมี่ยมมาวางบนถาดทองเหลือง หลินซีเหยาก็ใช้นิ้วขาวผ่องคีบมันขึ้นมา ดมฟุดฟิดเล็กน้อย แล้วโยนมันลงพื้นดัง เคร้ง!

"ถ่านไม้นี่..." หลินซีเหยาเอ่ยเสียงเรียบเย็น "เนื้อเบาโหวง ผิวหยาบกระด้าง เผาแล้วควันโขมง ขี้เถ้าเยอะ แถมยังมีกลิ่นยางไม้ฉุนกึก... นี่มันถ่านไม้ ชั้นเลว ที่สุดที่ใช้เผาศพคนไร้ญาติ ราคาไม่เกินกระสอบละ 5 อีแปะ"

พ่อบ้านหวังหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก "มะ... มิใช่ขอรับ! นี่เป็นถ่าน ชั้นกลาง..."

"ชั้นกลางบิดาเจ้าสิ!" หลินซีเหยาแค่นเสียง "นาสิกประสาทของข้าไวต่อกลิ่นยิ่งนัก ข้าดมปราดเดียวก็รู้แจ้งแล้วว่านี่มันไม้สนผุๆ มิใช่ไม้เนื้อแข็ง! ...เจ้าเบิกเงินซื้อถ่าน ชั้นเลิศ แต่กลับนำขยะมาให้ข้าดม คิดว่าข้าโง่เขลา หรือคิดว่าจมูกข้าพังพินาศแล้ว?"

บรรยากาศในโถงเงียบกริบ ความเกียจคร้านบนใบหน้าของหลินซีเหยาเลือนหายไปชั่ววูบ แทนที่ด้วยสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่มองทะลุปรุโปร่ง

"และข้าวสาร..." หลินซีเหยากล่าวต่อ "ข้ากินข้าวต้มเมื่อเช้า รสชาติมันสากลิ้นราวกับทราย เหมือนข้าวเก่าค้างปีผสมกรวดหิน... เจ้าบอกว่าข้าวราคาขึ้น แต่คุณภาพข้าวลดลงกึ่งหนึ่ง เงินส่วนต่างมันอันตรธานหายไปอยู่ในกระเป๋าเสื้อเจ้าหรือเปล่า พ่อบ้านหวัง?"

"พระชายา! ข้าน้อยถูกใส่ร้าย! ข้าน้อยรับใช้จวนอ๋องมาสิบปี..."

"สิบปี?" หลินซีเหยาหาวหวอด "เช่นนั้นก็คงฉ้อโกงมาสิบปีแล้วสิ... เหนื่อยหน่ายจะฟัง ท่านพี่!"

จ้าวจินหลงที่แอบยืนสังเกตการณ์อยู่หลังฉากกั้น เดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาฉายแววทึ่งจัดในความสามารถของภรรยา

"ว่าอย่างไรพระชายา?"

"ข้าขี้เกียจไล่เบี้ย ขี้เกียจฟังคำแก้ตัว..." หลินซีเหยาชี้นิ้วไปที่พ่อบ้านหวัง "ไล่เขาออก ยึดทรัพย์สินทั้งหมดกลับคืนคลัง แล้วนำเงินนั้นไปซื้อถ่านดีๆ มา... ข้าเกลียดกลิ่นควัน ข้าจะนอนไม่ได้หากมีกลิ่นเหม็นรบกวน"

"ตามใจเจ้า" จ้าวจินหลงโบกมือ องครักษ์สองนายพุ่งเข้ามาลากตัวพ่อบ้านหวังที่ร้องโวยวายออกไปทันที

หลินซีเหยาหันมามองบ่าวไพร่ที่เหลือที่ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว

"สดับฟังนะทุกคน... ข้าเป็นคนขี้เกียจ ข้าไม่ชอบตรวจสอบบัญชีทุกบรรทัด ข้าไม่ชอบจับผิด..."

"แต่... ข้าชอบของดี ข้าพิสมัยความสบาย และข้าเรื่องมากเรื่องกินเรื่องอยู่"

เขายิ้มหวานหยดย้อยที่ดูน่ากลัวพิลึก

"หากพวกเจ้าทำงานดี ให้ข้าได้กินอิ่มนอนอุ่น ข้าจะไม่ยุ่งวุ่นวายกับพวกเจ้า แต่หากผู้ใดทำให้ข้าลำบาก... นำของด้อยคุณภาพมาให้ข้าใช้ หรือทำให้ข้าต้องลุกมาแก้ปัญหา... ข้าจะจัดการให้สาสม เพราะพวกเจ้ากำลังรบกวนเวลานอนอันมีค่าของข้า!"

"รับทราบขอรับ/เจ้าค่ะ!" เสียงตอบรับดังกระหึ่มกึกก้อง

...

ยามค่ำ คืนนั้น

จ้าวจินหลงเดินเข้ามาในห้องนอน เห็นหลินซีเหยานอนกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียง ที่บัดนี้ เปลี่ยน เป็นฟูกนุ่มสามชั้นหนาเตอะ

"เจ้าทำข้าประหลาดใจอีกแล้ว" ท่านอ๋องทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง "ข้านึกว่าเจ้าจะดูบัญชีไม่เป็นเสียอีก"

"ข้าดูไม่เป็นหรอก ตัวเลขมากความ ปวดเศียรเวียนเกล้า" หลินซีเหยาตอบตามความสัตย์จริง "ข้าเพียงแค่ใช้สัญชาตญาณ... ของดีคือของดี ของเลวคือของเลว คนที่รักความสบายอย่างข้า แยกแยะสิ่งเหล่านี้เก่งกาจที่สุดในใต้หล้า"

จ้าวจินหลงหัวเราะในลำคอ "มิน่าเล่า... เจ้าถึงเลือกข้า"

หลินซีเหยาชะงักกึก หันมามองตาแป๋ว "ท่านหมายความว่าเยี่ยงไร?"

"ก็เจ้าบอกว่าเจ้าเลือกแต่ 'ของดี'..." จ้าวจินหลงยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ สายตาแพรวพราวระยิบระยับ "เจ้าเลือกแต่งงานกับข้า แสดงว่าข้าเป็น 'ของดี' ชั้นยอด ในสายตาเจ้าใช่หรือไม่?"

หลินซีเหยาหน้าแดงวูบ รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดครึ่งหน้าเพื่อซ่อนความเขินอาย

"ท่าน... ท่านหลงตัวเอง! ข้าเลือกท่านเพราะท่านร่ำรวยต่างหาก!"

"ร่ำรวย แล้วก็...?"

"แล้วก็... ตัวอุ่น" หลินซีเหยางึมงำเสียงอู้อี้ "แล้วก็... ไหล่กว้าง... กอดสบาย..."

คำชมที่ซื่อตรงและเน้นการใช้งานจริง ทำให้หัวใจท่านอ๋องพองโตคับอก

"ดี... เช่นนั้นคืนนี้ 'ของดี' ชิ้นนี้จะปรนนิบัติเจ้าเอง"

จ้าวจินหลงสอดตัวเข้าไปในผ้าห่ม ดึงร่างนุ่มนิ่มของหลินซีเหยาเข้ามาในอ้อมกอดแกร่ง

"มา... หมอนข้างมาแล้ว นอนเสียเถิด"

หลินซีเหยาไม่ขัดขืน ซุกตัวเข้าหาความอบอุ่นที่คุ้นเคยราวกับลูกแมวหาไออุ่น

"ท่านพี่..."

"หือ?"

"พรุ่งนี้... ข้าขอตื่นสายนะ อย่าปลุก"

"อืม... ตามใจเจ้า"

"แล้วก็... ข้าใคร่กินขาหมูน้ำแดงมื้อเที่ยง"

"อืม... จะสั่งห้องครัวเตรียมไว้ให้"

"แล้วก็..."

"นอนได้แล้ว!" จ้าวจินหลงดุเสียงไม่จริงจังนัก ก่อนจะกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น และกดจูบลงบนกลุ่มผมนุ่มเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

หลินซีเหยาเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมรอยยิ้ม

มีสามีนี่มันดียิ่งนัก... จัดการคนโกงก็ได้ เป็นหมอนข้างก็ได้ แถมยังตามใจทุกอย่าง... รู้งี้รีบหาสามีตั้งนานแล้ว!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status