INICIAR SESIÓNราตรียามค่ำคืนบนภูเขาฉางซานเงียบสงัด อากาศภายนอกหนาวเหน็บจนน้ำค้างบนยอดหญ้าแทบกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง แต่ภายใน "ตำหนักผ้า" ของชินอ๋อง กลับอบอุ่นจนร้อนผ่าวด้วยไอรักและไอน้ำ
ณ ส่วนอาบน้ำภายในกระโจม
อ่างไม้หอมใบใหญ่ที่ขนย้ายมาอย่างยากลำบาก บัดนี้คุ้มค่าความเหนื่อยยากยิ่งนัก น้ำอุ่นลอยกลีบกุหลาบส่งกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ
หลินซีเหยา นั่งแช่อยู่ในอ่าง ผิวขาวอมชมพูตัดกับกลีบกุหลาบสีแดงสด เส้นผมเปียกชื้นลู่แนบพวงแก้มใส ดวงตาปรือปรอยด้วยความสบายตัว
"ท่านพี่... ท่านจะยืนจ้องข้าอีกนานหรือไม่? ข้าขัดเขินนะ แต่ขี้เกียจปิดบัง " หลินซีเหยาบ่นอุบอิบ ขณะที่ จ้าวจินหลง ยืนเปลือยท่อนบนอวดมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจางๆ อยู่ข้างอ่าง
"ข้าบอกแล้วว่าจะมอบรางวัลให้เจ้า" จ้าวจินหลงเอ่ยเสียงพร่า เขาหยิบผ้าขัดตัวชุบน้ำ แล้วก้าวลงไปในอ่างเดียวกัน!
น้ำล้นซู่ออกมาตามขอบอ่าง หลินซีเหยาร้องอุทานเบาๆ เมื่อพื้นที่อันกว้างขวางถูกเบียดเสียดด้วยร่างยักษ์ของท่านอ๋อง
"มันคับแคบ!" หลินซีเหยาประท้วง ดันอกแกร่งเบาๆ
"แคบสิดี... จักได้ใกล้ชิด" จ้าวจินหลงรวบเอวบางเข้าหาตัว จับให้หลินซีเหยานั่งซ้อนบนตักแกร่งของเขา
"หันหลังมา... เปิ่นหวางจะขัดหลังให้"
หลินซีเหยายอมหันหลังให้อย่างว่าง่ายเพราะขี้เกียจขัดเอง
มือหนาและสากระคายเล็กน้อยของนักรบ ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียด สัมผัสที่แตกต่างทำให้หลินซีเหยาขนลุกซู่
"ซีเหยา..." จ้าวจินหลงกระซิบข้างใบหู จมูกโด่งคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอหอมกรุ่น "เจ้ารู้หรือไม่ว่าการ 'ล่า' ของผู้ใหญ่นั้น... เขากระทำกันเยี่ยงไร?"
"ใช้ธนู... หรือกับดัก?" หลินซีเหยาตอบพาซื่อ
"มิใช่..." จ้าวจินหลงขบเม้มติ่งหูเล็กเบาๆ จนคนบนตักสะดุ้ง "เขาใช้ 'เล่ห์กลเรือนกาย' ...ล่อให้เหยื่อตายใจ แล้วก็... กิน"
คำว่า 'กิน' ของท่านอ๋อง ฟังดูอันตรายและหิวกระหายจนหลินซีเหยาใจเต้นระรัว
"ข้า... ข้าตัวไม่อร่อยหรอก ข้ามีแต่กระดูก"
"หึ... ข้าลองชิมแล้วเมื่อคืนก่อน (ยามเมาโอสถ) รสชาติมิเลวเลย"
จ้าวจินหลงเชยคางมนให้หันมารับจูบ เป็นจูบที่อ่อนโยนแต่หนักแน่น ดูดดื่มความหวานจากริมฝีปากอิ่ม
นี่เป็นคราแรกที่หลินซีเหยาถูกจูบอย่างมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนและปราศจากฤทธิ์ยา
สมองที่มักจะว่างเปล่าของเขาขาวโพลนไปหมด รู้สึกประดุจกำลังละลายในอ้อมกอดอุ่นๆ ของก้อนเตาผิงยักษ์
อื้อ... จุมพิตเก่งชะมัด... ไปฝึกฝนมาจากที่ใดกัน?
...
หนึ่งเค่อต่อมา (15 นาที)
จ้าวจินหลงอุ้มหลินซีเหยาที่ตัวอ่อนปวกเปียกขึ้นจากน้ำ เช็ดตัวให้จนแห้งสนิท แล้วพาไปวางบนเตียงนุ่มที่มีขนสัตว์ปูรองรับ
บรรยากาศเป็นใจ ไฟในตะเกียงสลัวราง
ท่านอ๋องหนุ่มผู้รักษาพรหมจรรย์ที่ศึกษาตำรามาอย่างแตกฉาน ทฤษฎีแน่น ปฏิบัติศูนย์ กำลังจะเริ่มบทเรียนบทต่อไป
"ท่านพี่..." หลินซีเหยาช้อนตามอง "ท่านจะทำจริงๆ หรือ? พรุ่งนี้ท่านต้องไปแข่งล่าสัตว์นะ ประเดี๋ยวจะไม่มีแรง"
"เพื่อเจ้า... ข้ายอมหมดแรงคาเตียง" จ้าวจินหลงตอบอย่างมุ่งมั่น เขาโน้มตัวลงมา ทาบทับร่างบางไว้
แต่ทว่า...
กึก!
ใบหูของจ้าวจินหลงกระดิก สัญชาตญาณสัตว์ป่าตื่นตัวขึ้นทันที เสียงฝีเท้า... แผ่วเบาราวกับใบไม้ร่วง แต่มีความมุ่งร้ายแฝงอยู่ มิใช่แค่หนึ่ง แต่มีนับสิบ!
"มือสังหาร!"
จ้าวจินหลงดีดตัวผึงออกจากเตียง คว้าเสื้อคลุมมาสวมอย่างรวดเร็ว สีหน้าแปรเปลี่ยนจากสามีผู้คลั่งรักเป็นแม่ทัพปีศาจในชั่วพริบตา
"ซีเหยา! อยู่บนเตียง! ห้ามออกมาเด็ดขาด!"
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
เงาดำหลายสายพุ่งทะลุผ้ากระโจมเข้ามา พร้อมคมดาบวาววับที่สะท้อนแสงไฟ
"อารักขาพระชายา!" จ้าวจินหลงตวาดก้อง คว้าดาบประจำกายที่วางหัวเตียง ชักออกมาฟาดฟันใส่ศัตรูคนแรกจนกระเด็นออกไปนอกกระโจม เสียงการต่อสู้ดังสนั่นหวั่นไหว! องครักษ์เงาของท่านอ๋องปรากฏตัวขึ้นรับมือกับมือสังหารชุดดำ
หลินซีเหยานั่งกอดผ้าห่มอยู่บนเตียง มองดูฉากการต่อสู้ดุเดือดด้วยตาปริบๆ
โธ่เอ๋ย... คนกำลังเคลิบเคลิ้มจะหลับและทำอย่างอื่นดันมีมารมาผจญ
พวกนี้นี่... ไร้มารยาทเสียจริง!
จ้าวจินหลงต่อสู้อย่างดุเดือด เขาพยายามล่อพวกมือสังหารออกไปด้านนอก เพื่อมิให้ลูกหลงโดนภรรยา
แต่หารู้ไม่ว่า... มีมือสังหารผู้หนึ่งที่รอดพ้นสายตา อาศัยจังหวะชุลมุน มุดลอดช่องว่างของกระโจมเข้ามาในส่วนห้องนอน
เป้าหมายของมันคือ "จุดอ่อน" ของชินอ๋อง! มือสังหารแสยะยิ้มภายใต้ผ้าปิดหน้าเมื่อเห็นร่างบอบบางนั่งอยู่บนเตียง ง่ายดายนัก! เพียงแค่จับเจ้านี่เป็นตัวประกัน ชินอ๋องก็เสร็จข้า! มันย่องเข้าไปเงียบกริบ ง้างมีดสั้นเตรียมจะจี้คอหอย
หลินซีเหยาดูเหมือนจะไม่รู้ตัว เขากำลังหันหลังควานหาหมอนข้างอยู่
"เสร็จข้าล่ะ!" มือสังหารกระโจนเข้าใส่!
ควับ!
ในจังหวะนั้นเอง หลินซีเหยาหยิบสิ่งของบางอย่างขึ้นมาได้
มันคือ "หมอนกระเบื้องเคลือบ" หมอนแข็งๆ แบบโบราณที่ใช้นอนหนุนคอ ที่เขาเกลียดนักหนาและท่านอ๋องเผลอวางทิ้งไว้ หลินซีเหยาเหวี่ยงหมอนกระเบื้องนั้นไปข้างหลังอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด ตั้งใจจะโยนทิ้ง
"เกะกะจริง! ผู้ใดนำก้อนอิฐมาวางบนเตียงเนี่ย!"
โป๊ก!!!
เสียงของแข็งกระทบกะโหลกดังสนั่น! มุมเหลี่ยมของหมอนกระเบื้อง กระแทกเข้ากลางแสกหน้าของมือสังหารที่กระโจนเข้ามาพอดีราวกับจับวาง!
"อึก..."
มือสังหารตาเหลือก ยืนโงนเงนอยู่สองลมหายใจ ก่อนจะล้มตึงลงไปกองกับพื้น สิ้นสติสมประดีคาที่!
หลินซีเหยาหันกลับมามองตามเสียง
"หืม? ...อ้าว ผู้ใดมานอนตรงนี้?"
เขามองหมอนกระเบื้องในมือ สลับกับร่างคนชุดดำที่นอนน้ำลายฟูมปาก
"โอ้... หมอนใบนี้ แข็งแกร่งยิ่งนัก สมกับเป็นของพระราชทาน"
...
ภายนอกกระโจม
จ้าวจินหลงจัดการมือสังหารคนสุดท้ายจนสิ้นซาก เขาหอบหายใจ ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของศัตรู
ดวงหทัยเขาร้อนรนรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องนอน
"ซีเหยา! ซีเหยา! เจ้าปลอดภัยหรือไม่!?"
ภาพที่เขาคิด: ภรรยาตัวสั่นงันงก ร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัว หรือถูกจับเป็นตัวประกัน
ภาพที่เห็นคือหลินซีเหยากำลังนั่งขัดสมาธิบนเตียง ใช้เท้าเขี่ยๆ ร่างมือสังหารที่นอนสลบเหมือดอยู่
"ท่านพี่... ท่านกลับมาแล้วหรือ? คนพวกนี้เสียงดังจัง ข้าจะนอนก็นอนมิได้"
จ้าวจินหลงอ้าปากค้าง มองมือสังหารที่มีรอยปูดเท่าลูกมะนาวกลางหน้าผาก
"นี่มัน... เกิดอันใดขึ้น?"
"เขาเข้ามา..." หลินซีเหยาหาวหวอด "แล้วเขาก็... เอาศีรษะมารับหมอนข้าเอง ข้าไม่ผิดนะ"
ท่านอ๋องก้มลงตรวจสอบชีพจรมือสังหาร... ยังไม่ตาย แต่สมองน่าจะกระทบกระเทือนอย่างสาหัส เขาเงยหน้ามองภรรยาตัวน้อยที่ดูไร้พิษสง แต่ดวงชะตาแข็งแกร่งดุจหินผา
ไม่ธรรมดา... ภรรยาข้าไม่ธรรมดาจริงๆ
"ท่านพี่..." หลินซีเหยาเรียกเสียงอ้อน "ลากเขาออกไปที... แล้วก็..."
เขาชี้ไปที่อ่างน้ำที่เย็นชืดไปแล้ว
"น้ำเย็นหมดแล้ว... ข้าหมดอารมณ์ 'ศึกษา' แล้วด้วย... คืนนี้นอนเฉยๆ ได้หรือไม่?"
จ้าวจินหลง "..."
ความฮึกเหิมที่ปลุกปั้นมาทั้งคืน มอดดับลงในพริบตา เพราะเจ้ามือสังหารบ้านี่! ท่านอ๋องกระชากคอเสื้อคนร้ายที่สลบอยู่ ลากถูออกไปนอกห้องด้วยความโกรธแค้น เจ้าพวกเดรัจฉาน! บังอาจมาขัดจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็มของข้า! อย่าหวังว่าจะได้ตายดีเลย!
หลังจากสั่งทหารให้เก็บกวาดและเพิ่มเวรยาม จ้าวจินหลงกลับมาที่เตียงด้วยความห่อเหี่ยวหลินซีเหยาที่นอนมุดผ้าห่มไปแล้ว โผล่หน้าออกมา
"ท่านพี่... อย่าทำหน้าเหมือนสุนัขอดข้าวเช่นนั้นสิ"
"ข้าอดจริงๆ" จ้าวจินหลงทิ้งตัวลงนอนกอดหมอนข้างมนุษย์อย่างแรง "อดกินเนื้อกระต่าย!"
หลินซีเหยาหัวเราะคิกคัก ขยับตัวเข้าไปจูบแก้มสากๆ ของสามีเบาๆ
"เอาเถิดน่า... ไว้กลับจวนอ๋อง เตียงกว้างๆ บรรยากาศดีๆ ข้าจะให้ท่านกินให้อิ่ม... แต่วันนี้ข้าเหนื่อยจริงๆ นะ (เหนื่อยโยนหมอน) "
จ้าวจินหลงถอนหายใจ แต่ก็กอดร่างนุ่มนิ่มไว้แน่น
"ก็ได้... ถือว่าเจ้าติดหนี้ข้าครั้งใหญ่ กลับไปถึงจวนเมื่อใด... เตรียมตัวไว้เลย เจ็ดวันเจ็ดคืน!"
"เกินจริงไป!"
"คอยดู!"
และแล้ว คืนอันแสนวุ่นวายก็จบลงด้วยการที่ท่านอ๋องต้องนอนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความมันเขี้ยวภรรยาและแค้นนักฆ่า ส่วนพระชายาก็นอนหลับปุ๋ยอย่างสบายใจ ภายใต้การปกป้องของสามีและดวงชะตาที่แข็งแกร่งดั่งหินผา
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







