เข้าสู่ระบบรุ่งอรุณแห่งวันล่าสัตว์เวียนมาบรรจบ เสียงแตรเขาสัตว์ดังก้องกังวานกึกก้องไปทั่วหุบเขาและขุนเขา ปลุกเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ให้ตื่นตัวเตรียมพร้อมสำหรับการประลองฝีมือ
แต่ภายใน "ตำหนักผ้า" ของชินอ๋อง... สรรพสิ่งยังคงเงียบสงบและเกียจคร้าน
จ้าวจินหลง ในชุดเกราะหนังสีดำทะมัดทะแมง ดูหล่อเหลาและองอาจดุจเทพสงคราม เขากำลังยืนทอดสายตามอง หลินซีเหยา ที่นอนมุดตัวอยู่ในกองผ้าห่มจนเหลือแต่ปลายจมูกรั้น
"ซีเหยา... ข้าจักไปแล้วนะ" ท่านอ๋องกระซิบพลางก้มลงประทับจุมพิตที่หน้าผากมน "เจ้าจะนอนต่อ หรือจะออกไปชมพิธีเปิด?"
"อือ... ขี้เกียจ..." เสียงอู้อี้ดังลอดออกมา "ท่านไปเถิด... ข้าจะเฝ้ากระโจมให้... ครอก..."
จ้าวจินหลงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มจางๆ เขาไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่าภรรยาจอมขี้เซาจะลุกขึ้นมาทำสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน
"ดี เช่นนั้นเจ้าห้ามออกไปซุกซนที่ใด รอข้ากลับมาตอนพลบค่ำ ข้าจะล่าจิ้งจอกขาวมาทำผ้าพันคอให้เจ้า"
...
ยามสาย หลังจากขบวนล่าสัตว์เคลื่อนออกไปแล้ว
ค่ายพักแรมเงียบเหงาลงถนัดตา คงเหลือเพียงเหล่าฮูหยินและคุณหนูที่ไม่นิยมการต่อสู้ นั่งจับกลุ่มจิบชาสนทนาพาที
หลินซีเหยาตื่นขึ้นมาตอนสายโด่ง ล้างหน้าบ้วนปาก แล้วเดินออกมาสูดอากาศหน้ากระโจมด้วยชุดลำลองสีขาวสะอาดตา เส้นผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นหลวมๆ ดูผ่อนคลายและงดงามราวกับเซียนที่หลงมาเดินดิน
"ดูนั่นสิ... พระชายาหลินตื่นแล้ว"
"วันๆ เอาแต่กินกับนอน ท่านอ๋องทนได้อย่างไรกันนะ"
"ข้าว่าเขาคงมีดีแค่เรื่องบนเตียงกระมัง ดูท่าทางอ่อนแอเยี่ยงนั้น คงจับไก่สักตัวยังมิได้เลย"
เสียงนินทาดังแว่วมาเข้าหู แต่หลินซีเหยาทำหูทวนลม เขาเรียกอาเป่าให้นำเก้าอี้ผ้าใบที่สั่งทำพิเศษ มาตั้งใต้ร่มไม้ใหญ่ เตรียมจะงีบหลับรอบที่สอง
ทว่าความสงบสุขก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน...
"น้องรอง!" น้ำเสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยดังขึ้น หลินเมิ่ง ขี่อาชากลับเข้ามาในค่ายพร้อมกับองครักษ์จำนวนหนึ่ง นางมิได้ออกไปล่าสัตว์ลึกในป่า แต่กลับมาเพื่อหาเรื่องใครบางคนโดยเฉพาะ
"พี่หญิง..." หลินซีเหยาปรือตามอง "ท่านไม่ไปช่วยท่านพ่อล่ากระต่ายป่าหรือ?"
"ข้าเห็นเจ้าอยู่ว่างๆ เลยเกรงว่าเจ้าจะเงียบเหงา" หลินเมิ่งแสยะยิ้ม ลงจากหลังม้าเดินตรงปรี่เข้ามา "ได้ข่าวว่าฮ่องเต้ทรงโปรดปรานเจ้ามาก แต่เจ้ากลับไม่แสดงความสามารถอันใดเลยนอกจาก... การนอน มันจะไม่ดูเป็นการเอาเปรียบผู้อื่นไปหน่อยหรือ?"
"ข้ามิได้เอาเปรียบ" หลินซีเหยาตอบหน้าตาย "ข้าทำหน้าที่ 'ส่งแรงใจ' ให้ท่านอ๋องอยู่ที่นี่อย่างไรเล่า"
"ข้ออ้าง!" หลินเมิ่งตวาด "เอาเยี่ยงนี้ไหม... เรามาเดิมพันกัน ข้าท้าเจ้าแข่งล่าสัตว์! เพียงแค่ในเขตป่าชายเลนนี่ก็ได้ ผู้ใดล่าได้น้อยกว่า ต้องคุกเข่ารินน้ำชาขอขมาอีกฝ่ายต่อหน้าธารกำนัลในงานเลี้ยงคืนนี้!"
ฝูงชนเริ่มมุงดูด้วยความสนใจ หลินเมิ่งมั่นใจในฝีมือการยิงธนูของตนพอสมควร และมั่นใจยิ่งกว่าว่าหลินซีเหยาที่วันๆ ไม่ทำอันใดเลย ไม่มีทางต่อกรได้แน่
"ขี้เกียจ..." หลินซีเหยาตอบสั้นๆ "ร้อน... เหนื่อย... ไม่เอา"
"เจ้าหวาดกลัวหรือ?" หลินเมิ่งยั่วยุ "กลัวจะขายหน้าท่านอ๋องสินะ ที่แท้พระชายาเอกก็เป็นแค่คนไร้ค่า!"
คำว่า "ขายหน้าท่านอ๋อง" ทำให้คิ้วเรียวของหลินซีเหยากระตุก กึก
เขาไม่ยี่หระต่อชื่อเสียงตนเอง แต่หากผู้อื่นมองว่าจ้าวจินหลงมีภรรยาไม่ได้เรื่อง... ประเดี๋ยวสามีจะน้อยเนื้อต่ำใจแล้วพาลไม่ให้เบี้ยหวัดค่าขนม
"ก็ได้..." หลินซีเหยาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า "แข่งก็แข่ง... แต่ข้ามีข้อแม้"
"อันใด?"
"ข้าขี้เกียจเดิน" หลินซีเหยาชี้ไปที่ชายป่า "ข้าจะไปนั่งรอเหยื่อตรงต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น... ให้เวลาหนึ่งชั่วยาม ผู้ใดได้สัตว์มากกว่าชนะ จบนะ?"
หลินเมิ่งหัวเราะลั่น "นั่งรอเหยื่อ? เจ้าวิปลาสไปแล้วหรือ! สัตว์ที่ใดจะเดินมาให้เจ้าจับ! ...ได้! ตกลงตามนี้ เตรียมตัวคุกเข่าให้ข้าได้เลย!"
...
ณ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ชายป่า
หลินเมิ่งขี่ม้าหายลับเข้าไปในป่าอย่างกระตือรือร้น เสียงธนูพาดสายดังเป็นระยะๆ
ส่วนหลินซีเหยา... เดินลากเท้าเนิบนาบมาที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่นที่สุด
"อาเป่า... ปูเสื่อ"
"คุณชาย... เอ้ย พระชายา! ท่านจะนอนอีกแล้วหรือขอรับ? นี่กำลังแข่งขันอยู่นะ!" อาเป่าร้อนรนจนนั่งไม่ติด
"ชู่ว... เงียบๆ" หลินซีเหยาทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเสื่อ หยิบถุงขนมแป้งถั่วกับผลไม้อบแห้งออกมาวางเรียงราย "การล่าสัตว์ชั้นสูง คือการใช้สติปัญญา มิใช่ใช้พละกำลัง"
ว่าแล้วเขาก็โปรยเศษขนมและผลไม้ไปรอบๆ เสื่อ แล้วหยิบขลุ่ยไม้ไผ่อันเล็กๆที่พกมาแก้เบื่อ ขึ้นมาเป่าเล่นเป็นเพลงทำนองเนิบนาบชวนง่วงนอน
เสียงขลุ่ยแผ่วเบาพลิ้วไหวไปตามสายลม ผสานกับ "กลิ่นอายประหลาด" ของหลินซีเหยา
มันคือกลิ่นอายของความสงบ... ไร้จิตสังหาร... ไร้ความอันตราย... เป็นกลิ่นอายที่สัตว์ป่าสัมผัสได้ว่า "ปลอดภัย"
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม
หลินซีเหยาเป่าขลุ่ยจนเหนื่อย แล้วก็ผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้น โดยมีขนมวางเกลื่อนกลาดรอบกาย
...
หนึ่งชั่วยามผ่านไป หมดเวลาการแข่งขัน
เสียงกลองสัญญาณดังขึ้น ตึง! ตึง! ตึง!
หลินเมิ่งขี่ม้ากลับมาด้วยความภาคภูมิใจ ที่ท้ายม้าของนางมีไก่ฟ้าสามตัว และกระต่ายป่าสองตัวห้อยระโยงระยางอยู่
"ฮ่าๆๆ! ข้าชนะแน่!" นางประกาศก้องต่อหน้าฝูงชนที่มารอดูผล "ไหนเล่าพระชายาคนเก่ง? คงจะนอนน้ำลายยืดจนมิได้สิ่งใดเลยสิท่า!"
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ต้นไม้ใหญ่... และต้องตกตะลึงพรึงเพริดจนตาค้าง
ภาพที่ประจักษ์แก่สายตาคือ... หลินซีเหยากำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่อย่างเกษมสำราญ แต่สิ่งที่รายล้อมรอบกายเขานั้น... มันคืออุทยานสัตว์ป่าขนาดย่อม!
กระต่ายป่านับสิบตัวกำลังรุมกินเศษขนมอยู่รอบกายเขาอย่างไม่เกรงกลัว นกกระจิบเกาะอยู่บนไหล่และศีรษะ ลูกกวางดาวตัวหนึ่งนอนหมอบอยู่ข้างเท้า
และที่น่าตื่นตระหนกที่สุดคือ... สุนัขจิ้งจอกขนสีขาวปลอดดุจหิมะ สัตว์หายากระดับตำนาน กำลังนอนขดตัวซุกไซ้หาความอบอุ่นอยู่ที่หน้าท้องของเขา!
"เฮ้ย! นั่นมันจิ้งจอกหิมะ!"
"สัตว์มงคล! สัตว์มงคลมาสยบแทบเท้าพระชายา!"
"พระชายามิได้ใช้อาวุธเลยแม้แต่ชิ้นเดียว! นี่มันบารมีเซียนชัดๆ!"
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่จนหลินซีเหยาสะดุ้งตื่น
"งือ... หนวกหูยิ่งนัก..."
เขาขยับตัวลุกขึ้น ทำให้เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ตื่นตกใจเล็กน้อย แต่ก็มิได้วิ่งหนีหายไปไหน เพียงแค่ขยับถอยห่างนิดหน่อย
หลินซีเหยาก้มมองจิ้งจอกขาวที่กลิ้งตกลงมาจากหน้าท้อง
"อ้าว... เจ้าตัวขาว มานอนทับข้าทำไม? ข้าหนักนะ"
เขาอุ้มจิ้งจอกน้อยขึ้นมา จ้องตากันแป๋วแหวว
จังหวะเดียวกับที่ขบวนเสด็จของฮ่องเต้และท่านอ๋องกลับมาถึงพอดี
"จิ้งจอกหิมะ!" ฮ่องเต้ร้องอุทานด้วยความปิติยินดี "นั่นมันสัตว์มงคลที่จะปรากฏตัวต่อหน้าผู้มีบุญญาธิการเท่านั้น! น้องสะใภ้! เจ้าจับมันได้งั้นรึ!"
จ้าวจินหลงรีบกระโดดลงจากหลังม้า วิ่งถลันเข้ามาหาภรรยา
"ซีเหยา! เจ้าเป็นอันใดไหม? สัตว์พวกนี้ทำร้ายเจ้าหรือไม่?"
"เปล่า..." หลินซีเหยาอ้าปากหาวหวอด "พวกมันมาแย่งขนมข้ากิน แล้วก็มาขอนอนด้วย... ข้าเห็นมันนุ่มดีเลยปล่อยเลยตามเลย"
เขาชูจิ้งจอกขาวให้ท่านอ๋องดู "ท่านพี่... ตัวนี้ท่านบอกอยากได้ใช่ไหม? ข้าจับให้แล้วนะ... แบบมิต้องออกแรงวิ่งเลย"
จ้าวจินหลงรับจิ้งจอกขาวมาถือไว้อย่างงงงวย
เขาล่าสัตว์มาทั้งชีวิต บุกป่าฝ่าดงแทบตายกว่าจะได้สักตัว แต่ภรรยาเขานั่งหลับอยู่เฉยๆ สัตว์ในตำนานก็เดินมาให้จับถึงที่!
ฮ่องเต้สรวลเสเฮฮาจนตัวงอ "ฮ่าๆๆ! เยี่ยม! เยี่ยมยอด! หลินซีเหยา เจ้าคือดาวนำโชคของแคว้นเราจริงๆ!"
หลินเมิ่งยืนตัวแข็งทื่อเป็นหินอยู่ข้างๆ ไก่ฟ้าที่นางล่ามาได้ดูหมองหม่นไปถนัดตาเมื่อเทียบกับจิ้งจอกหิมะในตำนาน
หนำซ้ำ... จิ้งจอกตัวนั้นยังดูเชื่องกับหลินซีเหยามาก แต่พอมันหันมาเห็นหลินเมิ่ง มันกลับแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ!
"การเดิมพันจบลงแล้วสินะ..." หลินซีเหยาหันไปยิ้มที่ดูเกียจคร้านแต่เจ็บแสบให้พี่สาว
"พี่หญิง... ข้าล่าได้จิ้งจอกหนึ่ง กวางหนึ่ง กระต่ายสิบ วิหคอีกนับไม่ถ้วน... ของท่านมีเพียงแค่นั้นเองหรือ?"
"ข้า..." หลินเมิ่งอึกอักพูดไม่ออก ใบหน้าแดงก่ำจนกลายเป็นม่วงคล้ำ
"เรื่องคุกเข่ารินชา ข้ายกให้ก็ได้" หลินซีเหยาโบกมืออย่างใจกว้าง แท้จริงคือขี้เกียจรอพิธีรีตอง "ข้าหิวข้าวแล้ว... ท่านพี่ อุ้มข้ากลับกระโจมหน่อย ข้าหมดแรงจากการ 'นั่งเฉยๆ' แล้ว"
จ้าวจินหลงมองภรรยาตัวแสบด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความขบขัน
"ได้... ข้าจะอุ้มเจ้า"
ท่านอ๋องส่งจิ้งจอกให้ทหาร แล้วช้อนตัวอุ้มหลินซีเหยาขึ้นเดินกลับกระโจม ท่ามกลางเสียงสรรเสริญเยินยอของขุนนาง และสายตาเทิดทูนของราษฎร
"พระชายาผู้ทรงบุญญาธิการ!"
"เทพเซียนจุติลงมาโปรดสัตว์!"
หลินซีเหยาซบหน้าลงกับอกแกร่ง แอบกระซิบแผ่วเบา
"ท่านพี่... ความจริงแล้วข้าเพียงแค่ทำขนมถั่วตัดหกเลอะเทอะ พวกมันเลยมากินมดที่ขึ้นขนมน่ะ"
จ้าวจินหลงหัวเราะในลำคอ กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น
"ช่างเถิด... จะด้วยเหตุผลอันใดก็ช่าง แต่เจ้าทำให้ข้าภูมิใจยิ่งนัก... คืนนี้ข้าจะมอบรางวัลให้เจ้าอย่างงาม"
"รางวัลอันใด? ขาหมูหรือ?"
"มิใช่..." จ้าวจินหลงกระซิบเสียงพร่า "คืนนี้ข้าจะสอนวิธี 'ล่า' แบบที่ผู้ใหญ่เขากระทำกัน... ในกระโจมของเรา"
หลินซีเหยาขนลุกซู่
ไฉนสายตาท่านอ๋องจึงดูน่าเกรงขามดุจจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าตัวที่ข้าจับได้เสียอีก
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







