Share

ตอนที่ 33 คนธรรมดา

last update publish date: 2026-07-27 07:06:16

ตอนที่ 33 คนธรรมดา

รถบำรุงรางเคลื่อนผ่านแนวป่าและหุบเขาต่อเนื่องจนแสงอาทิตย์ขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้า เมธาควบคุมความเร็วไว้ไม่ให้เครื่องยนต์ส่งเสียงดังเกินไป ขณะที่พิมพ์ชนกนั่งประคองธันวาซึ่งแทบขยับตัวไม่ได้ รอยช้ำทั่วหน้าอกและหน้าท้องเข้มขึ้นทุกชั่วโมง แขนซ้ายบวมจนยกไม่พ้นระดับอก ริมฝีปากแตก และหัวเข่าข้างหนึ่งเจ็บทุกครั้งที่รถสั่น ธันวาเคยถูกทหารไล่ยิง เคยถูกพลังเหนือธรรมชาติกระแทก และเคยฝืนใช้แก่นอนันต์จนร่างกายแทบแตกสลาย แต่ความเจ็บจากการต่อสู้กับรินรดากลับแตกต่างออกไป มันไม่มีพลังลึกลับ ไม่มีความร้อนสีดำไหลผ่านเส้นเลือด และไม่มีเงาช่วยรับแรงแทน ทุกบาดแผลเกิดขึ้นกับร่างกายของเขาโดยตรง ทุกครั้งที่หายใจ เขารับรู้ชัดว่าตนเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่ไม่เคยฝึกต่อสู้มาก่อน ส่วนกฤตภาสนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามและมองเขาเงียบ ๆ ตลอดทาง ดวงตาของอดีตผู้บัญชาการไม่มีความสงสาร มีเพียงการประเมินราวกับกำลังจดจำข้อผิดพลาดทุกอย่างที่ธันวาทำในการต่อสู้ที่ผ่านมา เมื่อรถเคลื่อนออกจากเส้นทางหลักและเข้าสู่รางสายเก่าซึ่งถูกยกเลิกใช้งานมาหลายปี กฤตภาสจึงสั่งให้เมธาหยุดใกล้สถานีขนส่งแร่ร้างกลางหุบเขา อาคารคอนกรีตขนาดเล็กตั้งอยู่ระหว่างหน้าผาสองด้าน หลังคาพังไปบางส่วน แต่ยังมีห้องเก็บอุปกรณ์ ห้องควบคุม และบ่อน้ำใต้ดินซึ่งพอใช้ซ่อนตัวได้ เมธาตรวจสัญญาณอยู่พักใหญ่ก่อนยืนยันว่าไม่มีอุปกรณ์ติดตามหรือกล้องของศูนย์ไล่ล่าอยู่ใกล้ พิมพ์ชนกจึงช่วยธันวาลงจากรถ เขาพยายามเดินด้วยตนเอง แต่เพียงก้าวแรกหัวเข่าก็ทรุด กฤตภาสยื่นมือมารับ ทว่าธันวาปัดออกและฝืนยืนขึ้นใหม่

"ผมเดินเองได้"

กฤตภาสตอบ

"เมื่อกี้นายเกือบเอาหน้ากระแทกพื้น"

"แต่ยังไม่กระแทก"

"ความดื้อไม่ช่วยให้กระดูกสมานเร็วขึ้น"

ธันวาไม่ตอบ เขากัดฟันเดินต่อทีละก้าวจนเข้าไปในอาคาร พิมพ์ชนกตามอยู่ใกล้พอจะรับหากเขาล้ม แต่ไม่เข้ามาประคองโดยไม่ได้รับอนุญาต เมธาจัดพื้นที่พักและหาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลจากห้องเก็บของ กฤตภาสตรวจบาดแผลอย่างรวดเร็ว ก่อนยืนยันว่าไม่มีกระดูกส่วนใดหัก แต่กล้ามเนื้อหลายแห่งฉีกและข้อไหล่ซ้ายเกือบเคลื่อน ธันวาต้องพักอย่างน้อยสองวันจึงจะขยับได้ตามปกติ

"สองวันมากเกินไป"

ธันวาพูด

"หมายเลขสามอาจถูกย้าย"

กฤตภาสตอบ

"ถ้านายฝืนเดินทางตอนนี้ ต่อให้ไปถึงก็ไม่มีแรงช่วยใคร"

"ผมใช้พลังไม่ได้อยู่แล้ว"

"นั่นยิ่งแย่"

ธันวาหันมองมือของตน เขาพยายามเรียกเงาอีกครั้ง แต่ไม่มีสิ่งใดตอบสนอง มีเพียงความเย็นลึกในอกเหมือนประตูถูกปิดผนึก เสียงแก่นอนันต์ยังคงเงียบ แม้เขาจะโกรธหรือกลัวเพียงใดก็ตาม

เมธาพูด

"ผมลองตรวจคลื่นพลังของนายแล้ว มันไม่ได้หายไป แต่ถูกตัดออกจากระบบประสาทบางส่วน"

พิมพ์ชนกถาม

"จะกลับมาเมื่อไร"

"ไม่รู้ อาจหนึ่งวัน อาจหนึ่งเดือน หรืออาจไม่กลับเลยถ้าการผนึกของรินรดาถาวร"

ธันวาเงยหน้าทันที

"ไม่กลับเลยหรือ"

เมธายกมือ

"ผมบอกว่าอาจ ยังไม่มีข้อมูลพอ"

กฤตภาสวางผ้าพันแผลลงบนโต๊ะ

"ต่อให้ไม่กลับ นายก็ต้องอยู่รอด"

ธันวาหัวเราะขื่น

"อยู่รอดด้วยอะไร"

กฤตภาสมองเขาตรง ๆ

"ด้วยสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาใช้กัน สมอง ร่างกาย อาวุธ และการไม่ทำตัวโง่"

คำตอบนั้นทำให้ธันวานิ่งไป กฤตภาสเดินออกจากห้องพักไปยังลานโล่งด้านหลังสถานี ธันวาคิดว่าอีกฝ่ายต้องการเฝ้าระวัง แต่ไม่นานก็ได้ยินเสียงโลหะกระทบกัน เขาฝืนลุกและเดินตามออกไป พบว่ากฤตภาสกำลังนำกระป๋องเก่า เชือก ลวด และแผ่นไม้จากห้องเก็บของมาจัดวางเป็นแนว เมธายืนดูอย่างสนใจ ส่วนพิมพ์ชนกกอดอกอยู่ข้างกำแพง

ธันวาถาม

"ทำอะไร"

กฤตภาสตอบ

"เริ่มฝึก"

"ตอนนี้หรือ"

"นายเป็นคนบอกว่าสองวันมากเกินไป"

ธันวามองร่างกายตนเอง

"ผมแทบเดินไม่ได้"

"งั้นเริ่มจากเรียนรู้ว่าเมื่อเดินไม่ได้ควรทำอย่างไร"

กฤตภาสหยิบกระป๋องใบหนึ่งขึ้นมา ผูกกับเชือกแล้วขึงไว้ระหว่างเสาสองต้น จากนั้นวางเศษแก้วและหินเล็ก ๆ รอบพื้นที่ เขาอธิบายว่ากับดักเตือนพื้นฐานไม่ต้องใช้พลัง ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า และไม่ต้องมีอุปกรณ์ซับซ้อน แค่เข้าใจทิศทางลม เสียง และพฤติกรรมของคนที่ไล่ตามก็เพียงพอ จากนั้นเขาให้ธันวานั่งดูเส้นทางเข้าออกของสถานีและเลือกจุดซึ่งเหมาะสำหรับวางสัญญาณเตือน ธันวาชี้ทางเข้าหลักกับหน้าต่างด้านข้าง กฤตภาสส่ายหน้า

"ชัดเกินไป ศัตรูก็รู้เหมือนนาย"

ธันวาขมวดคิ้ว

"แล้วตรงไหน"

"ทางที่นายคิดว่าไม่มีใครใช้"

กฤตภาสพาเขาเดินอ้อมไปหลังอาคาร ตรงนั้นมีท่อระบายน้ำเก่าซ่อนอยู่ใต้พุ่มไม้ ช่องเปิดแคบแต่คนตัวเล็กสามารถคลานผ่านได้ และเชื่อมตรงไปยังห้องเก็บของ

"คนไล่ล่าที่เก่งจะไม่เข้าทางประตู"

ธันวานึกถึงรินรดาซึ่งเข้าถึงโรงเลื่อยโดยไม่แตะกับดักของกฤตภาสแม้แต่จุดเดียว

"แล้วถ้าศัตรูเก่งกว่ากับดักของเรา"

"กับดักไม่จำเป็นต้องหยุดศัตรู แค่บอกว่าเขามาแล้วก็พอ"

ตลอดเช้า กฤตภาสสอนธันวาให้สังเกตรอยเท้า รอยกิ่งไม้หัก กลิ่นควัน ทิศทางใบไม้ และเสียงสัตว์ในป่า เขาอธิบายว่าผู้ล่าซึ่งซ่อนตัวเก่งอาจไม่ทิ้งรอยรองเท้า แต่ยังเปลี่ยนจังหวะของธรรมชาติ นกจะหยุดร้อง สัตว์เล็กจะหนี และฝุ่นบนพื้นจะกระจายต่างจากเดิม ธันวาเคยใช้เงาสำรวจทุกอย่างโดยไม่ต้องคิด เพียงปล่อยพลังออกไปก็รับรู้ศัตรูได้หลายสิบคนพร้อมกัน แต่ตอนนี้เขาต้องก้มดูดิน ใช้นิ้วแตะรอย และเดาจากสิ่งเล็กน้อย ความรู้สึกอ่อนแอทำให้หงุดหงิด เขาตอบผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก บางครั้งมองไม่เห็นสิ่งที่กฤตภาสชี้อยู่ตรงหน้า

กฤตภาสถาม

"เห็นรอยตรงนั้นไหม"

ธันวาจ้องพื้น

"ไม่"

"เพราะนายมองหาสิ่งใหญ่เกินไป"

"มันมีอะไร"

"เศษดินสีเข้มกว่าจุดอื่น แปลว่ามีคนเหยียบไม่เกินหนึ่งชั่วโมง"

ธันวาถาม

"อาจเป็นสัตว์ก็ได้"

"รอยสัตว์ไม่ทิ้งเศษด้าย"

กฤตภาสหยิบเส้นใยเล็กจากกิ่งไม้ ธันวาเม้มปาก เขาเริ่มเข้าใจว่าการเอาตัวรอดด้วยร่างกายไม่ได้หมายถึงวิ่งเร็วหรือชกแรงเท่านั้น แต่มันคือการเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองข้าม

หลังพักกลางวัน กฤตภาสนำปืนพกสองกระบอกออกมาจากกระเป๋า หนึ่งกระบอกเป็นอาวุธของหน่วยเก่าซึ่งถอดระบบเสริมพลังออกแล้ว อีกกระบอกยึดมาจากหน่วยจู่โจมที่โรงเลื่อย เขาวางปืนลงบนโต๊ะและสั่งให้ธันวานั่งตรงข้าม

"เคยจับปืนจริงไหม"

ธันวาตอบ

"เคยหยิบ แต่ไม่เคยยิง"

"ดี เพราะคนไม่เคยยิงยังแก้ได้ง่ายกว่าคนฝึกผิด"

กฤตภาสเริ่มจากสอนวิธีตรวจรังเพลิง การปลดซองกระสุน การรักษาปากกระบอกไม่ให้หันไปหาพวกเดียวกัน และการวางนิ้วนอกไกจนกว่าจะตัดสินใจยิง ธันวารับปืนด้วยมือขวา น้ำหนักมากกว่าที่คิด กลิ่นน้ำมันและโลหะทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นเคย พิมพ์ชนกมองด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

"เขาจำเป็นต้องใช้จริงหรือ"

กฤตภาสตอบ

"โลกกำลังไล่ฆ่าเรา เขาจำเป็นต้องรู้"

ธันวาถาม

"ถ้าผมยิงพลาด"

"ทุกคนพลาด เพราะงั้นอย่ายิงถ้าไม่รู้ว่ากระสุนจะไปไหน"

กฤตภาสพาเขาไปยังลานยิงชั่วคราวหลังสถานี ใช้แผ่นไม้แขวนเป็นเป้าห่างออกไปสิบเมตร เขาสอนท่ายืน การวางเท้า การจับด้วยสองมือ และการหายใจ ธันวายกปืน แต่แขนซ้ายที่บาดเจ็บสั่นจนแนวเล็งแกว่ง

"กดไกช้า ๆ"

กฤตภาสพูด

เสียงปืนดังขึ้น กระสุนพุ่งผ่านขอบเป้าไปไกล ธันวาสะดุ้งจากแรงถีบและเกือบทำปืนหลุดมือ เมธาซึ่งยืนปิดหูอยู่ด้านหลังหัวเราะเบา ๆ

"ราชาปีศาจยิงไม่โดนกำแพง"

ธันวาหันไปมอง

"อยากลองยืนเป็นเป้าไหม"

เมธายกมือยอมแพ้

กฤตภาสเดินเข้ามาปรับข้อศอก

"อย่าต้านแรงถีบทั้งหมด ปล่อยให้ร่างกายรับแล้วกลับสู่แนวเดิม"

ธันวาลองอีกครั้ง กระสุนลูกที่สองถูกขอบแผ่นไม้ กระสุนลูกที่สามเข้าใกล้กลางเป้า แต่ลูกที่สี่หลุดเพราะความเจ็บจากไหล่ซ้าย กฤตภาสสั่งหยุดทันที

"พอ"

ธันวาตอบ

"ผมยังยิงไม่โดนกลาง"

"เป้าหมายวันนี้ไม่ใช่ยิงแม่น แต่ไม่ยิงตัวเอง"

"แค่นั้นหรือ"

"นายชอบดูถูกพื้นฐาน"

กฤตภาสเก็บปืนแล้วโยนกระบอกเปล่าให้ธันวา

"ถ้าพื้นฐานไม่อยู่ พลังมากแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้"

ช่วงบ่าย การฝึกเปลี่ยนเป็นการเอาตัวรอด กฤตภาสให้ธันวา เมธา และพิมพ์ชนกเลือกของจากห้องเก็บอุปกรณ์ได้คนละห้าชิ้น ก่อนจำลองว่าต้องอยู่ในป่าสามวันโดยไม่มีพลัง ธันวาหยิบมีด เชือก ขวดน้ำ ไฟฉาย และผ้าห่ม เมธาหยิบแบตเตอรี่ เครื่องมือ สายไฟ กล่องโลหะ และกระจก พิมพ์ชนกหยิบชุดปฐมพยาบาล ไม้ขีด เกลือ ผ้าใบ และขวดน้ำ กฤตภาสมองของทั้งหมดแล้วบอกว่าทุกคนเลือกตามนิสัย ธันวาเลือกของตรงไปตรงมา เมธาเลือกสิ่งซึ่งสร้างอุปกรณ์ได้ และพิมพ์ชนกเลือกสิ่งที่ช่วยให้กลุ่มอยู่รอด

ธันวาถาม

"คุณจะเลือกอะไร"

กฤตภาสตอบ

"มีด เชือก ภาชนะโลหะ ผ้าใบ และเกลือ"

เมธาถาม

"ไม่เอาไฟฉายหรือ"

"แสงทำให้ศัตรูเห็นก่อน"

พิมพ์ชนกถาม

"ไม่เอาน้ำหรือ"

"ถ้ามีน้ำแค่ขวดเดียว สามวันก็ไม่พอ ต้องหาแหล่งน้ำให้ได้"

ธันวาเริ่มเข้าใจว่าวิธีคิดของกฤตภาสไม่ใช่การเก็บทุกอย่างที่มีประโยชน์ แต่เป็นการเลือกสิ่งซึ่งสร้างโอกาสต่อเนื่อง จากนั้นกฤตภาสพาเขาเข้าไปในป่า สอนหาน้ำจากแนวพืช สอนดูทิศจากแสงและตะไคร่ สอนหลีกเลี่ยงเส้นทางธรรมชาติซึ่งเหมาะกับการซุ่มโจมตี และสอนสร้างที่พักซึ่งมองจากด้านนอกไม่เห็น ธันวาเดินช้ากว่าคนอื่นเพราะอาการบาดเจ็บ แต่ไม่ขอพัก เขาล้มสองครั้งจากพื้นลาดและมือถลอกตอนจับหิน ทว่าทุกครั้งก็ลุกเอง

เมื่อถึงลำธาร กฤตภาสสั่งให้ทุกคนข้ามโดยไม่ทิ้งรอยชัดเจน ธันวาเลือกเหยียบก้อนหิน แต่พลาดเพราะมอสลื่นจนตกลงไปทั้งตัว น้ำเย็นจัดทำให้บาดแผลเจ็บแสบ เมธาหัวเราะอีกครั้ง แต่กฤตภาสไม่หัวเราะ

"เสื้อเปียกในอากาศแบบนี้ทำให้ร่างกายเสียความร้อน"

ธันวาขึ้นจากน้ำ

"ผมเปลี่ยนเสื้อได้"

"ถ้าไม่มีเสื้อสำรอง"

ธันวาเงียบ

"ความผิดพลาดเล็กน้อยไม่ฆ่านายทันที แต่มันสะสมจนฆ่าได้"

คำพูดนั้นติดอยู่ในใจธันวาตลอดทางกลับสถานี เขาเคยคิดว่าความตายจะมาในรูปของกระสุน ระเบิด หรือพลังเหนือธรรมชาติ แต่สำหรับคนธรรมดา ความตายอาจเริ่มจากรองเท้าเปียก ทางผิด หรือการนอนไม่พอ คนธรรมดาไม่มีพลังแก้ข้อผิดพลาดใหญ่ในวินาทีสุดท้าย จึงต้องลดข้อผิดพลาดตั้งแต่แรก

ตอนเย็น กฤตภาสให้ธันวาฝึกการต่อสู้ระยะประชิดแบบพื้นฐาน แม้ร่างกายยังเจ็บ เขาไม่ได้ให้ชกจริง แต่สอนยืน รักษาระยะ ป้องกันศีรษะ และล้มอย่างไรไม่ให้คอหัก ธันวาล้มบนพื้นทรายซ้ำหลายสิบครั้ง จนหลังและข้อศอกปวดไปหมด

"ตอนสู้กับรินรดา นายมองหมัด"

กฤตภาสพูด

"แล้วควรมองอะไร"

"ไหล่กับสะโพก การโจมตีเริ่มก่อนหมัดขยับ"

ธันวาตั้งท่า กฤตภาสขยับไหล่ ธันวารีบยกแขนป้องกัน แต่กฤตภาสใช้ขาเกี่ยวจนเขาล้ม

"คุณหลอก"

"ศัตรูไม่บอกความจริง"

ครั้งต่อมา กฤตภาสขยับสะโพก ธันวาคิดว่าจะเตะจึงถอย แต่ถูกหมัดแตะหน้าผาก ครั้งถัดไปเขาไม่ขยับและถูกเตะต้นขาจนทรุด ทุกครั้งที่พลาด กฤตภาสอธิบายสั้น ๆ ไม่มีคำปลอบ ไม่มีคำชมเกินจำเป็น มีเพียงเหตุผลว่าทำไมถึงแพ้และควรแก้อย่างไร

พิมพ์ชนกนั่งมองอยู่ข้างลาน

"เขาบาดเจ็บอยู่"

นางเตือน

กฤตภาสตอบ

"ศัตรูไม่รอให้หาย"

ธันวาลุกขึ้นอีกครั้ง

"ต่อ"

การฝึกดำเนินจนฟ้ามืด เมื่อกฤตภาสยกมือจบ ธันวาก็ล้มตัวนั่งทันที เหงื่อผสมเลือดแห้งอยู่ตามใบหน้า มือสั่นจนถือขวดน้ำแทบไม่ได้ พิมพ์ชนกเดินเข้ามาส่งน้ำให้

"นายไม่ต้องรีบขนาดนี้ก็ได้"

ธันวาดื่มแล้วตอบ

"รินรดาไม่หยุดตาม"

"แต่ถ้าฝืนจนร่างพัง นายก็หนีไม่ได้"

"ผมจะหาจุดพอดี"

พิมพ์ชนกมองเขา

"นายไม่เคยรู้จักคำว่าพอดี"

ธันวาหัวเราะเบา ๆ แล้วเจ็บสีข้างจนต้องกุมไว้

เมธาเรียกทุกคนเข้าห้องควบคุม เขาสามารถกู้ข้อมูลจากแฟ้มหมายเลขสามได้เพิ่ม พบว่าศูนย์กักกันชายแดนยังมีระบบพลังงานทำงานและได้รับเสบียงเมื่อสามวันก่อน แปลว่าสถานที่นั้นยังไม่ถูกทิ้ง ที่สำคัญมีรายชื่อหน่วยรักษาการณ์ใหม่ซึ่งส่งมาจากศูนย์ไล่ล่าระดับโลก

กฤตภาสถาม

"จำนวนเท่าไร"

"ยี่สิบหกคน รวมผู้มีพลังสี่คน"

ธันวาถาม

"ความสามารถ"

"คนหนึ่งตรวจจับชีพจร คนหนึ่งสร้างกำแพง คนหนึ่งควบคุมโลหะ และอีกคนไม่ทราบ"

พิมพ์ชนกพูด

"พวกเขารอเราอยู่"

เมธาพยักหน้า

"มีโอกาสสูง"

ธันวาหันไปหากฤตภาส

"เราจะเข้าอย่างไร"

กฤตภาสมองเขา

"นายคิดอย่างไร"

ธันวานิ่งไป เขาเคยตอบตามสัญชาตญาณว่าใช้เงาปิดระบบหรือบุกตรงเข้าไป แต่ตอนนี้ไม่มีพลัง เขาจึงมองแผนที่นานขึ้น ศูนย์ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ มีทางเข้าใหญ่สองจุด ระบบส่งเสบียงจากด้านเหนือ และท่อระบายน้ำด้านใต้

"ไม่เข้าทางประตู"

กฤตภาสพยักหน้าเล็กน้อย

"ต่อ"

"ใช้ข้อมูลส่งเสบียงปลอมให้รถเข้ามา แล้วซ่อนตัวในรถ"

เมธาถาม

"ถ้าพวกเขาตรวจชีพจร"

ธันวาคิดต่อ

"ส่งรถเปล่าเข้าไปให้ระบบสนใจ แล้วเข้าทางท่อระบายน้ำตอนเปลี่ยนเวร"

กฤตภาสถาม

"ถ้าท่อมีเซ็นเซอร์"

"ทำให้พวกเขาคิดว่าระบบเสียจากด้านใน"

เมธายิ้ม

"อันนั้นผมช่วยได้"

กฤตภาสยังไม่ชม แต่สีหน้าแสดงว่าเห็นด้วยบางส่วน

"เริ่มคิดเหมือนคนไม่มีพลังแล้ว"

ธันวาถาม

"นั่นเป็นคำชมหรือ"

"อย่าหลงตัวเอง"

คืนนั้นธันวานอนไม่หลับ ร่างกายปวดทุกส่วน และสมองยังทบทวนบทเรียนตลอดวัน เขาลุกจากที่นอนเงียบ ๆ เดินออกมานอกอาคาร และหยิบปืนฝึกซึ่งกฤตภาสถอดกระสุนออกแล้ว เขาตั้งท่ายิงไปยังแผ่นไม้ในความมืด ฝึกยก ลด และเปลี่ยนแนวซ้ำช้า ๆ

เสียงกฤตภัสดังจากด้านหลัง

"นิ้วออกจากไก"

ธันวารีบแก้

"คุณยังไม่นอนหรือ"

"คนเฝ้ายามนอนไม่ได้"

กฤตภาสเดินเข้ามาและยืนข้าง ๆ

"เจ็บตรงไหนมากที่สุด"

"ทุกที่"

"ดี แปลว่ายังรู้สึก"

ธันวาลดปืน

"คุณเคยไม่มีพลังไหม"

กฤตภาสตอบ

"ฉันไม่มีพลังมาตลอด"

"แต่คุณสู้กับผู้มีพลังได้"

"เพราะรู้ว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้"

ธันวาหันมอง

"หมายความว่าอะไร"

"คนมีพลังมักคิดว่าพลังแก้ทุกอย่างได้ จึงเดินเข้าหาปัญหา คนธรรมดารู้ว่าพลาดครั้งเดียวอาจตาย จึงคิดก่อนขยับ"

ธันวาก้มมองปืน

"ผมเคยใช้เงารับกระสุนโดยไม่ต้องรู้ว่ามาจากไหน"

"จากนี้นายต้องรู้ก่อนมันถูกยิง"

"ทำได้จริงหรือ"

"ไม่เสมอไป"

กฤตภาสตอบตรง ๆ

"แต่โอกาสรอดเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่นายมองเห็นก่อน"

ธันวานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

"ผมกลัวว่าพลังจะไม่กลับมา"

กฤตภาสไม่หัวเราะหรือปลอบ

"กลัวได้"

"ถ้ามันไม่กลับ ผมช่วยแม่ไม่ได้"

"นายคิดว่าคนช่วยคนได้เพราะมีพลังอย่างเดียวหรือ"

"อย่างน้อยพลังทำให้ผมมีโอกาส"

"แล้ววันนี้ใครสอนนาย ใครรักษาแผล ใครถอดข้อมูล ใครช่วยหนีจากรินรดา"

ธันวาหันมองอาคารซึ่งพิมพ์ชนกกับเมธานอนพักอยู่

กฤตภาสพูดต่อ

"ไม่มีใครในกลุ่มนี้ทำทุกอย่างได้คนเดียว นายก็เหมือนกัน"

ธันวาถาม

"ถ้าวันหนึ่งเสียงกลับมา แล้วผมต้องเลือกระหว่างพลังกับการเป็นคนธรรมดา"

กฤตภาสมองความมืดตรงหน้า

"อย่าเลือกระหว่างสองอย่างนั้น"

"แล้วเลือกอะไร"

"เลือกว่าจะใช้สิ่งที่มีเพื่อใคร"

คำตอบทำให้ธันวานึกถึงคำสอนเดิม อย่าคิดถึงสิ่งที่ต้องการทำลาย คิดถึงสิ่งที่ต้องการปกป้อง เขายกปืนขึ้นอีกครั้ง ปรับท่าตามที่กฤตภาสสอน และเล็งไปยังแผ่นไม้ แม้ไม่มีลูกกระสุน เขายังกดไกแห้งอย่างมั่นคง เสียงกลไกดังเบาในความเงียบ

กฤตภาสพูด

"พรุ่งนี้เริ่มวิ่ง"

ธันวาหันมองสภาพตนเอง

"ผมยังเดินเจ็บอยู่"

"งั้นวิ่งช้า"

"แล้วฝึกยิง"

"ต่อ"

"ฝึกต่อสู้"

"ต่อ"

ธันวาถอนหายใจ

"คุณตั้งใจฆ่าผมหรือ"

กฤตภาสตอบ

"ถ้าฉันตั้งใจ นายไม่รอดถึงเย็น"

รุ่งเช้าวันถัดมา การฝึกเริ่มก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ธันวาวิ่งรอบสถานีด้วยความเร็วต่ำ ล้มหนึ่งครั้ง อาเจียนหนึ่งครั้ง และต้องหยุดเพราะหายใจไม่ทันหลายรอบ แต่กฤตภาสไม่ลดจำนวน เขาเพียงปรับจังหวะให้เหมาะกับสภาพร่างกาย หลังวิ่งจบ ธันวาฝึกยิงในระยะใกล้ กระสุนส่วนใหญ่ยังห่างจากกลางเป้า แต่เริ่มรวมกลุ่มมากขึ้น จากนั้นฝึกเปลี่ยนซองกระสุน ฝึกหลบหลังที่กำบัง ฝึกแยกเสียงปืนจากทิศต่าง ๆ และฝึกเคลื่อนที่โดยไม่ส่งเสียง

ช่วงบ่าย กฤตภาสปล่อยธันวาเข้าไปในป่าคนเดียวพร้อมมีด เชือก และน้ำครึ่งขวด เป้าหมายคือกลับมาที่สถานีก่อนตะวันตกดินโดยไม่ใช้ทางเดิม ธันวาหลงทิศในชั่วโมงแรก รองเท้าจมโคลน และเกือบเดินเข้าสู่รังสัตว์ป่า เขาไม่มีเงาช่วยสำรวจ ไม่มีพิมพ์ชนกเตือนอนาคต และไม่มีเมธาแสดงแผนที่ จึงต้องใช้สิ่งที่เรียนมาทั้งหมด มองตำแหน่งแสง ฟังเสียงน้ำ และสังเกตแนวลม ในที่สุดเขากลับถึงสถานีหลังพระอาทิตย์ตกไปเล็กน้อย เสื้อเต็มไปด้วยดินและมือมีรอยบาดใหม่

กฤตภาสยืนรออยู่หน้าประตู

"ช้า"

ธันวาตอบหอบ

"แต่กลับมาได้"

"ใช่"

คำสั้น ๆ นั้นเป็นคำชมแรกอย่างแท้จริง

ในคืนที่สอง ธันวาสามารถยิงถูกกลางเป้าหนึ่งนัดจากสิบ กระสุนนัดนั้นไม่ได้เกิดจากโชค เขาหายใจ ปรับเท้า รักษาศูนย์เล็ง และกดไกตามที่ฝึก เมื่อเสียงปืนเงียบลง รูเล็กปรากฏใกล้จุดกลางแผ่นไม้ เขาจ้องมันอยู่นานกว่าที่ควร พิมพ์ชนกยิ้มอยู่ข้างหลัง เมธาปรบมือเบา ๆ ส่วนกฤตภาสเพียงเดินไปดูแล้วพูด

"อีกเก้านัดยังพลาด"

ธันวาหัวเราะ

"สักวันผมจะยิงโดนทั้งหมด"

"สักวันไกลเกินไป พรุ่งนี้เอาสองนัด"

ธันวาเก็บปืนอย่างระมัดระวัง มือยังสั่นจากความเหนื่อย แต่ไม่ใช่ความกลัวเหมือนวันแรก เขาเริ่มเข้าใจว่าความแข็งแกร่งของคนธรรมดาไม่ได้เกิดจากพลังซึ่งระเบิดออกในชั่วพริบตา มันเกิดจากการทำสิ่งเดิมซ้ำจนร่างกายจำได้ เกิดจากการล้มแล้วรู้ว่าล้มเพราะอะไร เกิดจากการพลาดแล้วไม่อ้างว่าไม่มีพลัง

ก่อนเข้านอน ธันวาลองเรียกเงาอีกครั้ง ไม่มีสิ่งใดปรากฏ แก่นอนันต์ยังถูกปิดผนึก เสียงในหัวไม่ตอบ และความมืดใต้เท้ายังคงเป็นเพียงเงาธรรมดา

แต่ครั้งนี้ธันวาไม่ได้รู้สึกว่างเปล่าเหมือนก่อน

บนโต๊ะมีปืนที่เขารู้วิธีใช้ ข้างประตูมีกับดักที่เขาวางเอง ในสมองมีแผนที่ซึ่งจดจำจากภูมิประเทศ และในร่างกายมีความเจ็บซึ่งเตือนว่าเขายังมีสิ่งต้องเรียนรู้อีกมาก

กฤตภาสดับไฟในห้อง

"พัก พรุ่งนี้ออกเดินทาง"

ธันวาถาม

"ไปหาหมายเลขสามหรือ"

"ใช่"

"ถ้ารินรดาตามมาอีก"

กฤตภาสตอบ

"นายจะไม่ชนะ"

ธันวายิ้มในความมืด

"แต่ผมจะยืนได้นานกว่าสิบวินาที"

กฤตภาสเงียบไปเล็กน้อย ก่อนตอบ

"นั่นคือเป้าหมายแรก"

ธันวาหลับตาลง แม้อนาคตยังเต็มไปด้วยศัตรู หมายเลขสามอาจเป็นกับดัก มาลียังอยู่ในมือของสถาบัน และรินรดายังตามล่าอยู่ไม่ห่าง แต่เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มซึ่งพึ่งเงาอย่างเดียวอีกต่อไป

เมื่อแก่นอนันต์ถูกปิดผนึก เขาได้เห็นความอ่อนแอทั้งหมดของตน

และเป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มสร้างความแข็งแกร่งซึ่งไม่มีใครตัดออกไปได้

ความแข็งแกร่งของคนธรรมดา

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผัง

    ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตู

    ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิป

    ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 119 ประตูภาชนะ

    ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 118 เกาะอรุณ

    ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคต

    ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status