เข้าสู่ระบบตอนที่ 34 เมืองที่ไม่มีใครรู้จัก
รุ่งเช้าหลังการฝึกวันที่สอง กฤตภาสปลุกทุกคนก่อนฟ้าสางและสั่งให้เก็บของภายในสิบนาที ไม่มีการอธิบายเส้นทาง ไม่มีเวลาให้ธันวาฝึกยิงเพิ่ม และไม่มีโอกาสตรวจแผลนานกว่าที่จำเป็น เมธาเก็บเครื่องมือกับอุปกรณ์กู้ข้อมูลลงกระเป๋า พิมพ์ชนกพันผ้ารอบแขนของตนใหม่ ส่วนธันวาตรวจปืนตามขั้นตอนที่กฤตภาสสอน เขาถอดซองกระสุน ตรวจรังเพลิง เก็บนิ้วออกจากไก แล้วจึงซ่อนอาวุธไว้ใต้เสื้อคลุม ความเคลื่อนไหวยังไม่คล่อง แต่ไม่สับสนเหมือนวันแรก กฤตภาสมองอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร ก่อนโยนซองกระสุนสำรองให้ ธันวารับไว้และเหน็บข้างเอว หลังจากนั้นทั้งสี่ออกจากสถานีขนส่งแร่ร้างโดยไม่ทิ้งสิ่งใดซึ่งบอกได้ว่าเคยพักอยู่ที่นั่น พวกเขาเดินลงจากหุบเขาตามร่องน้ำแห้ง ใช้เงาภูเขาบดบังการเคลื่อนไหว และหลีกเลี่ยงถนนทุกเส้นที่ยังมีสัญญาณจากดาวเทียม เมธาระบุว่าศูนย์กักกันหมายเลขสามอยู่ทางตะวันตกอีกประมาณสองวัน แต่กฤตภาสไม่พาไปตรง ๆ เขาเปลี่ยนเส้นทางลงใต้ เข้าเขตแห้งแล้งซึ่งไม่มีชื่อบนแผนที่สาธารณะ บริเวณนั้นเคยเป็นเขตอุตสาหกรรมเก่า เมืองเล็กหลายเมืองถูกยกเลิกสถานะหลังเกิดเหตุพลังเหนือธรรมชาติเมื่อหลายปีก่อน รัฐบาลสั่งอพยพประชาชน ปิดถนน ตัดไฟ และประกาศว่าพื้นที่ไม่เหมาะต่อการอยู่อาศัย แต่ภาพจากดาวเทียมของเมธากลับแสดงแสงไฟบางส่วนในยามค่ำคืน แปลว่ายังมีคนอาศัยอยู่ ธันวาเดินตามกฤตภาสโดยไม่ถามจนกระทั่งเห็นกำแพงคอนกรีตสูงปรากฏอยู่ไกลสุดสายตา มันไม่ได้เป็นกำแพงเมืองอย่างเป็นทางการ แต่สร้างจากซากตึก แผ่นเหล็ก ตู้สินค้า และรถหุ้มเกราะซึ่งถูกเชื่อมติดกันอย่างหยาบ ด้านบนไม่มีธงประเทศ ไม่มีตรากองทัพ และไม่มีป้ายชื่อ มีเพียงผ้าสีเทาผืนหนึ่งแขวนอยู่กลางประตูใหญ่ บนผ้ามีรูปมือเปล่าซึ่งถูกวาดด้วยสีดำ
ธันวาถาม
"ที่นี่คืออะไร"
กฤตภาสตอบ
"เมืองไร้ธง"
เมธาเงยหน้าจากอุปกรณ์
"ไม่มีชื่อนี้ในฐานข้อมูล"
"เพราะคนข้างในไม่ต้องการให้มี"
พิมพ์ชนกมองกำแพง
"ใครอยู่ที่นี่"
กฤตภาสตอบ
"ผู้มีพลังที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นภัย ผู้ลี้ภัยจากเขตทดลอง คนที่รัฐถอนสถานะพลเมือง คนซึ่งไม่มีประเทศไหนยอมรับ และคนธรรมดาที่หนีสงครามเข้ามา"
ธันวาหันไปมองเขา
"คุณเคยมาหรือ"
"ครั้งเดียว"
"ในฐานะทหารหรือผู้ลี้ภัย"
กฤตภาสไม่ตอบทันที
"ตอนนั้นยังเป็นทหาร"
คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักขึ้น เมืองไร้ธงอาจไม่ต้อนรับกฤตภาสในฐานะอดีตผู้บัญชาการหน่วยเก้า และยิ่งไม่ต้อนรับธันวาซึ่งใบหน้าถูกฉายไปทั่วโลก กฤตภาสหยุดอยู่หลังเนินหินซึ่งมองเห็นประตูเมืองชัดเจน กลุ่มคนจำนวนมากยืนต่อแถวอยู่หน้าจุดตรวจ บางคนลากรถเข็น บางคนอุ้มเด็ก บางคนมีบาดแผล บางคนปิดบังใบหน้าด้วยผ้า ไม่มีทหารในเครื่องแบบ มีเพียงชายหญิงหลากวัยถืออาวุธซึ่งดัดแปลงจากของเก่า ทุกคนสวมแถบผ้าสีเทาพันแขน
กฤตภาสพูด
"ฉันเข้าไปไม่ได้"
ธันวาถาม
"เพราะอะไร"
"คนที่นี่จำหน่วยเก้าได้"
พิมพ์ชนกพูด
"ถ้าคุณไม่ไป เราจะเข้าอย่างไร"
กฤตภาสมองธันวา
"พวกนายสามคนเข้าไป"
เมธาชี้ตัวเอง
"สามคนหมายถึงผมด้วยหรือ"
"ใช่"
"ผมคิดว่าคุณจะให้ผมอยู่เฝ้าอุปกรณ์"
"ในเมืองมีคนซึ่งถอดรหัสแฟ้มหมายเลขสามได้เร็วกว่านาย"
เมธาขมวดคิ้ว
"ใคร"
"ผู้หญิงชื่ออิงดาว"
พิมพ์ชนกถาม
"ไว้ใจได้ไหม"
"ไม่"
ธันวาถอนหายใจ
"คำตอบแบบนี้ช่วยให้สบายใจมาก"
กฤตภาสส่งเหรียญโลหะสีดำให้ธันวา ด้านหนึ่งสลักรูปมือเปล่า อีกด้านมีตัวเลขหก
"เอาให้คนเฝ้าประตู แล้วบอกว่ามาหาอิงดาว"
ธันวารับเหรียญ
"แล้วคุณจะทำอะไร"
"อ้อมไปดูเส้นทางหนีด้านตะวันตก"
"เราควรแยกกันหรือ"
"ในเมืองนั้น ฉันอันตรายต่อพวกนายมากกว่ามีประโยชน์"
พิมพ์ชนกมองอนาคตอยู่ครู่หนึ่ง แต่สีหน้ากลับสับสน
"ฉันเห็นหลายทาง บางทางเราเข้าได้ บางทางถูกจับ บางทางไม่มีเมืองอยู่ตรงนั้นเลย"
เมธาหันมอง
"ไม่มีเมืองหมายความว่าอย่างไร"
"ฉันไม่รู้"
กฤตภาสพูด
"เมืองไร้ธงมีผู้ใช้พลังบิดเบือนการรับรู้ อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็น"
ธันวาจับปืนใต้เสื้อคลุมโดยไม่รู้ตัว
กฤตภาสเตือน
"อย่าชักปืนก่อน"
"ถ้าพวกเขาจำหน้าผมได้"
"พวกเขาจำได้แน่"
"งั้นผมควรทำอย่างไร"
"ยืนให้เหมือนคนที่ไม่ได้มาขอความเมตตา และอย่าทำเหมือนคนที่จะฆ่าทุกคน"
ธันวาถาม
"ตรงกลางอยู่ตรงไหน"
"หาเอาเอง"
หลังแยกจากกฤตภาส ธันวา พิมพ์ชนก และเมธาเดินลงจากเนินเข้าหาแถวผู้ลี้ภัย ลมพัดฝุ่นสีแดงผ่านพื้นแห้ง ผู้คนในแถวหันมามองพวกเขาเพียงครู่เดียวแล้วเบือนหน้าหนี หลายคนชินกับการไม่ถามชื่อผู้อื่น เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งมีผิวเป็นเกล็ดสีฟ้าครึ่งใบหน้า เดินจับมือชายชราซึ่งไม่มีแขนขวา หญิงวัยกลางคนอุ้มทารกซึ่งดวงตาส่องแสงสีเหลืองอยู่ในผ้าห่ม ชายหนุ่มหลายคนสวมปลอกคอเก่าของสถาบันทดลอง แม้สายไฟถูกตัดออกแล้ว แต่รอยไหม้รอบลำคอยังเห็นชัด ทุกคนยืนเงียบและรอการตรวจ เมื่อใกล้ถึงประตู ธันวาเริ่มเห็นสิ่งแปลก เมืองด้านหลังกำแพงเหมือนเปลี่ยนรูปร่างทุกครั้งที่เขากะพริบตา บางครั้งเห็นอาคารสูงแน่น บางครั้งเห็นเพียงที่ราบว่างเปล่า บางครั้งเห็นถนนทอดยาวเข้าไปในหมอกสีเทา เมธาขยี้ตาหลายครั้งและมองอุปกรณ์ซึ่งแสดงเพียงสัญญาณว่าง
"เครื่องอ่านภูมิประเทศไม่ได้"
พิมพ์ชนกตอบ
"ไม่ใช่เครื่องเสีย"
เมื่อถึงจุดตรวจ หญิงชราผมขาวนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ นางไม่มีอาวุธ แต่คนเฝ้าประตูทุกคนมองนางก่อนตัดสินใจสิ่งใด ดวงตาข้างหนึ่งของนางเป็นสีดำสนิท ไม่มีตาขาว นางมองพิมพ์ชนกก่อน จากนั้นมองเมธา และหยุดที่ธันวานานกว่าคนอื่น
"ชื่อ"
นางถาม
เมธาตอบ
"เมธา"
พิมพ์ชนกตอบ
"พิมพ์ชนก"
ธันวาเงียบไปชั่วขณะ ก่อนพูด
"ธันวา"
รอบจุดตรวจเงียบลงทันที คนเฝ้าประตูหลายคนยกอาวุธ ผู้ลี้ภัยในแถวด้านหลังถอยห่างอย่างรวดเร็ว เสียงกระซิบแพร่ไปทั่ว ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนั้น แม้ธันวาจะปิดใบหน้าบางส่วน แต่เมื่อเขายอมรับเอง ความกลัวในภาพอนาคตก็กลับมาอยู่ในดวงตาทุกคู่ ชายคนหนึ่งซึ่งมีรอยไหม้ครึ่งหน้ารีบอุ้มลูกถอยหลัง หญิงสาวข้างประตูเรียกเปลวไฟขึ้นในฝ่ามือ ชายร่างใหญ่ยกค้อนเหล็กซึ่งมีสายฟ้าไหลตามด้ามขึ้นเตรียมโจมตี ธันวารู้สึกมือของตนขยับไปหาปืน แต่หยุดก่อนแตะด้าม เขานึกถึงคำสอนกฤตภาส อย่าชักก่อน นึกถึงการฝึกหายใจ และเตือนตนเองว่าไม่มีเงาช่วยป้องกัน หากเกิดการต่อสู้ เขาอาจตายในไม่กี่วินาที
หญิงชราถาม
"เจ้ารู้ไหมว่าชื่อนี้ทำให้คนจำนวนเท่าไรอยากฆ่าเจ้า"
ธันวาตอบ
"รู้"
"แล้วเหตุใดไม่ใช้ชื่อปลอม"
"ถ้าผมโกหกตั้งแต่ประตู คนในเมืองคงไม่มีเหตุผลเชื่อสิ่งอื่น"
หญิงชรามองเขาอีกครู่ ก่อนยื่นมือ
"สิ่งยืนยัน"
ธันวาวางเหรียญโลหะสีดำลงบนฝ่ามือนาง หญิงชราพลิกดู เมื่อเห็นตัวเลขหก ดวงตาสีดำของนางหรี่ลง
"ใครให้เจ้า"
"กฤตภาส"
เสียงรอบตัวดังขึ้นกว่าเดิม คราวนี้ไม่ใช่เพียงความกลัว แต่มีความเกลียดชังด้วย ชายร่างใหญ่ถือค้อนก้าวเข้ามา
"ผู้บัญชาการหน่วยเก้ายังไม่ตายหรือ"
ธันวาตอบ
"ยัง"
"มันอยู่ไหน"
"ผมไม่บอก"
ชายคนนั้นยกค้อนขึ้น แต่หญิงชรายกนิ้วเพียงเล็กน้อย พื้นใต้เท้าเขาก็กลายเป็นของเหลวสีดำ ทำให้ขาจมหยุดการเคลื่อนไหว
หญิงชราพูด
"นี่คือประตูของเมือง ไม่ใช่ลานชำระแค้น"
ชายร่างใหญ่กัดฟัน
"หน่วยเก้าฆ่าคนของเรา"
"และคนของเราก็เคยฆ่าหน่วยเก้า"
หญิงชราหันกลับมามองธันวา
"เจ้ามาหาใคร"
"อิงดาว"
"เหตุผล"
"ถอดรหัสข้อมูลของสถาบันอรุณ"
เมื่อได้ยินชื่อสถาบัน สีหน้าหลายคนเปลี่ยนไป ผู้ลี้ภัยบางคนจับปลอกคอของตนแน่น หญิงซึ่งมีเปลวไฟในมือดับพลังลงเล็กน้อย หญิงชราวางเหรียญบนโต๊ะและใช้เล็บขูดพื้นผิว ตัวเลขหกเรืองแสงสีเขียว แสดงว่าเหรียญเป็นของจริง
"กฎของเมืองมีสามข้อ"
นางพูด
"ข้อแรก ไม่มีประเทศ ไม่มีธง และไม่มีคำสั่งจากภายนอก"
"ข้อสอง ห้ามล่าค่าหัวภายในกำแพง"
"ข้อสาม ผู้ใดนำสงครามเข้ามา ผู้นั้นต้องรับผิดชอบชีวิตที่เสียไป"
ธันวาพยักหน้า
"ผมเข้าใจ"
หญิงชราถาม
"ไม่ เจ้าคิดว่าเข้าใจ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนทั้งโลกกำลังตามเจ้า"
"รู้"
"แล้วเจ้ากำลังนำพวกมันมาที่นี่"
พิมพ์ชนกพูด
"เราระวังเส้นทางแล้ว"
หญิงชราหันมองนาง
"ไม่มีเส้นทางใดซ่อนจากผู้ที่เห็นอนาคต"
พิมพ์ชนกชะงัก
หญิงชราหันกลับไปหาธันวา
"ข้าจะให้เวลาเจ้าหนึ่งวัน หากอิงดาวยอมพบ เจ้าพักได้ หากนางไม่ยอม เจ้าต้องออกก่อนพระอาทิตย์ตก"
ชายเฝ้าประตูเปิดทางแคบด้านข้าง เมืองซึ่งก่อนหน้านี้ดูเลือนรางค่อย ๆ ชัดขึ้นเมื่อทั้งสามก้าวผ่านแนวกำแพง สิ่งแรกที่ธันวารู้สึกไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ แต่คือความหนาแน่นของชีวิต ถนนแคบเต็มไปด้วยร้านค้าเพิงไม้ สายไฟพาดข้ามตึกอย่างยุ่งเหยิง กลิ่นอาหาร ควันโลหะ ยาสมุนไพร และน้ำมันเครื่องผสมกัน คนจำนวนมากเดินสวนไปมาโดยไม่สวมเครื่องแบบ เด็กผู้มีพลังวิ่งเล่นกลางถนน ชายชราซ่อมแขนกลให้หญิงสาวซึ่งมีผิวโปร่งใส คนขายของร้องเรียกลูกค้าด้วยภาษาหลากหลาย ผนังทุกแห่งเต็มไปด้วยข้อความเขียนมือ มีทั้งชื่อคนหาย คำเตือนเรื่องนักล่าค่าหัว รายชื่อเขตซึ่งรัฐบาลถอนการช่วยเหลือ และภาพวาดของประเทศต่าง ๆ ซึ่งถูกขีดทับ ไม่มีธงชาติแม้แต่ผืนเดียว แต่กลับมีผ้าสีเทารูปมือเปล่าแขวนอยู่ตามหลังคา มันไม่ได้แทนประเทศ แต่แทนคำสัญญาว่าไม่มีใครในเมืองเป็นเจ้าของใคร
เมธามองรอบตัวด้วยความตื่นตา
"ผมไม่เคยรู้ว่ามีเมืองแบบนี้"
พิมพ์ชนกตอบ
"คนภายนอกไม่ควรรู้"
ธันวาสังเกตว่าหลายคนจำเขาได้ทันที บางคนถอย บางคนจ้องด้วยความเกลียดชัง บางคนกลับมองด้วยความสงสาร เด็กชายคนหนึ่งซึ่งมีเขาเล็กบนหน้าผากชี้มาทางเขา ก่อนแม่จะรีบดึงมือลงและพาเดินหนี ชายพิการข้างร้านซ่อมอาวุธถ่มน้ำลายลงพื้นเมื่อธันวาผ่าน แต่หญิงสาวซึ่งสวมปลอกคอแตกกลับค้อมศีรษะให้เล็กน้อย
เมธาพูดเบา ๆ
"ที่นี่ไม่มีใครเข้ามาจับนาย"
ธันวาตอบ
"แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครอยาก"
ทั้งสามเดินตามแผนที่ซึ่งหญิงชราให้ เป็นกระดาษธรรมดาไม่มีระบบนำทาง เส้นถนนบนแผนที่เปลี่ยนทุกครั้งที่หันกลับ พวกเขาต้องสังเกตสัญลักษณ์ตามกำแพงแทน มีรูปตา รูปนก และรูปบันไดสลักไว้ตามมุมเมือง พิมพ์ชนกพยายามมองอนาคตเพื่อหาเส้นทาง แต่เห็นเพียงภาพซ้อนของถนนหลายสาย
"เมืองนี้ต่อต้านการพยากรณ์"
นางพูด
เมธาถาม
"ตั้งใจหรือ"
เสียงชายชราจากร้านข้างทางตอบแทน
"ถ้าเมืองถูกมองเห็นจากอนาคต มันก็อยู่ไม่รอดมาถึงวันนี้"
พวกเขาหันไปมอง ชายชรานั่งขายแว่นตาหลากสี ดวงตาของเขาปิดอยู่ทั้งสองข้าง แต่สามารถหยิบของได้อย่างแม่นยำ
ธันวาถาม
"ใครสร้างม่านพลัง"
ชายชรายิ้ม
"ไม่มีใครสร้างเมืองนี้คนเดียว และไม่มีใครรู้ทุกชั้นของมัน"
"อิงดาวอยู่ไหน"
"ถ้านางอยากพบ เจ้าย่อมหานางเจอ"
เมธาบ่น
"คำตอบของคนเมืองนี้ชอบทำให้ทุกอย่างยากขึ้นหรือ"
ชายชราหัวเราะ
"คนที่ถูกตามล่าเรียนรู้ว่า คำตอบตรงเกินไปฆ่าคนได้"
เมื่อเดินลึกเข้าไป ธันวาเห็นอีกด้านหนึ่งของเมืองไร้ธง หลังตลาดคึกคักมีเขตพักพิงซึ่งเต็มไปด้วยคนป่วย เตียงวางเรียงในอาคารโรงงานเก่า หลายคนได้รับผลจากการทดลอง บางคนมีอวัยวะเปลี่ยนรูป บางคนควบคุมพลังไม่ได้และต้องสวมกำไลระงับพลัง มีเด็กจำนวนมากนั่งเรียนหนังสือจากครูเพียงสองคน กระดานเขียนชื่อประเทศซึ่งบางคนเกิด แต่ไม่มีใครสามารถกลับไปได้ โรงครัวกลางแจกอาหารโดยไม่ถามเอกสาร ไม่มีผู้ใดตรวจสัญชาติ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีหลักฐานเหลือแล้ว พิมพ์ชนกหยุดมองเด็กหญิงซึ่งใช้ผ้าปิดดวงตา นางมีภาพอนาคตไหลออกจากผิวเป็นเงาเล็ก ๆ เด็กคนอื่นกลับนั่งเล่นด้วยตามปกติ ไม่มีใครเรียกนางว่าตัวประหลาด
พิมพ์ชนกพูดเบา ๆ
"ที่นี่เด็กแบบฉันไม่ต้องซ่อน"
ธันวาหันไปมอง
"คุณอยากอยู่หรือ"
นางเงียบไป ก่อนตอบ
"ฉันไม่เคยรู้ว่ามีที่ให้เลือก"
คำพูดนั้นทำให้ธันวารู้สึกบางอย่างหนักในอก เขาเคยมองพิมพ์ชนกเป็นคนซึ่งมีพลังช่วยทีม เป็นผู้มองเห็นอนาคตและเตือนภัย แต่ลืมไปว่านางก็เป็นคนหนึ่งซึ่งถูกโลกกลัวมาตลอด เมืองไร้ธงไม่ได้สวยงามหรือปลอดภัยอย่างแท้จริง แต่มันให้สิ่งหนึ่งซึ่งโลกภายนอกไม่เคยให้แก่ผู้มีพลัง นั่นคือสิทธิ์ที่จะมีชีวิตโดยไม่ต้องอธิบายว่าตนสมควรอยู่หรือไม่
เสียงเอะอะดังขึ้นจากถนนด้านหน้า ชายหนุ่มสองคนกำลังลากหญิงวัยกลางคนออกจากร้านอาหาร นางถูกกล่าวหาว่าขโมยยาให้ลูก ผู้คนล้อมดูแต่ไม่มีตำรวจ มีเพียงหญิงผมสั้นสวมแถบผ้าสีเทาเดินเข้ามา นางฟังทั้งสองฝ่าย ตรวจหลักฐาน แล้วสั่งให้ร้านแบ่งยาให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนหญิงคนนั้นต้องช่วยงานครัวสามวัน ไม่มีคุก ไม่มีค่าปรับ และไม่มีเอกสาร
เมธาถามคนข้างทาง
"นี่คือกฎหมายหรือ"
ชายขายผักตอบ
"ที่นี่ไม่มีกฎหมายแบบรัฐ มีข้อตกลงของเขต"
"แล้วถ้าใครไม่ยอม"
"ทุกคนตัดสินร่วมกันว่าจะให้อยู่ต่อหรือไม่"
ธันวาถาม
"ไม่อันตรายหรือ"
ชายขายผักมองเขา
"กฎหมายของโลกข้างนอกเคยช่วยเจ้าหรือ"
ธันวาไม่มีคำตอบ
พวกเขาเดินต่อจนถึงเขตโรงเหล็ก บ้านเรือนน้อยลง แต่มีสายไฟและเครื่องจักรมากขึ้น เสียงค้อนดังจากอาคารขนาดใหญ่ เมธาตรวจแผนที่แล้วชี้ตรอกแคบข้างหน้า ตรงปลายตรอกมีประตูโลหะสีแดง ไม่มีป้ายชื่อ มีเพียงรูปดาวซึ่งถูกขีดครึ่งหนึ่ง
เมธาพูด
"น่าจะที่นี่"
ธันวาเคาะประตูสามครั้ง ไม่มีเสียงตอบ เขาเคาะอีกครั้ง คราวนี้ช่องเล็กตรงประตูเปิด ดวงตาสีเขียวคู่หนึ่งมองออกมา
"ใคร"
เสียงผู้หญิงถาม
ธันวาตอบ
"มาหาอิงดาว"
"อิงดาวตายแล้ว"
เมธาขมวดคิ้ว
"กฤตภาสบอกว่าเธออยู่ที่นี่"
ช่องประตูปิดทันที เสียงกลไกดังจากด้านใน พิมพ์ชนกถอยหนึ่งก้าว
"มีอาวุธเล็งอยู่หกจุด"
ธันวาถาม
"เห็นอนาคตแล้วหรือ"
"ไม่ ฉันเห็นเงาสะท้อนบนผนัง"
เมธาเงยหน้ามองและเห็นเลนส์เล็กตามหลังคา เขายกมือขึ้น
"เรามีข้อมูลจากสถาบันอรุณ"
ประตูยังไม่เปิด
เมธาพูดต่อ
"ข้อมูลหมายเลขศูนย์ถึงเก้าสิบเก้า"
เสียงด้านในเงียบไปนาน ก่อนประตูเปิดช้า ๆ หญิงสาวร่างผอมปรากฏตัว ผมสีน้ำตาลตัดสั้น ใบหน้ามีรอยแผลยาวจากขมับถึงคาง แขนซ้ายเป็นแขนกลซึ่งเต็มไปด้วยสายเชื่อมต่อ นางถือปืนเล็งธันวาโดยตรง
"เอาเครื่องเก็บข้อมูลมา"
เมธาตอบ
"ขอดูหลักฐานก่อนว่าคุณคืออิงดาว"
หญิงสาวยิ้มเย็น
"คนที่เข้ามาในเมืองนี้แล้วยังกล้าต่อรอง ฉันชอบ"
นางยกแขนกลขึ้น หน้าจอเล็กแสดงสัญลักษณ์เดียวกับรหัสในแฟ้มหมายเลขสาม
"ฉันเคยสร้างระบบเก็บข้อมูลให้สถาบันอรุณ ก่อนพวกมันจะพยายามลบความทรงจำฉัน"
ธันวาถาม
"คุณรู้เรื่องหมายเลขสามหรือ"
อิงดาวมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
"รู้มากกว่าที่นายอยากรู้ หมายเลขศูนย์"
พิมพ์ชนกพูด
"เราต้องการตำแหน่งล่าสุด"
"ไม่มีอะไรฟรี"
เมธาถาม
"ต้องการอะไร"
อิงดาวหันปืนจากธันวาไปทางหลังคาด้านข้างและยิงหนึ่งนัด เสียงโลหะแตกดังขึ้น กล้องขนาดเล็กตกลงมาจากท่อระบายอากาศ มันไม่ใช่อุปกรณ์ของเมือง แต่เป็นโดรนสอดแนมขนาดเท่าแมลงซึ่งติดตราศูนย์ไล่ล่าระดับโลก
อิงดาวพูด
"ก่อนอื่น พวกนายต้องอธิบายว่าทำไมศัตรูถึงตามเข้ามาถึงเมือง"
เสียงระฆังเตือนดังขึ้นทั่วเขตโรงเหล็กทันที ประตูร้านค้าปิด ผู้คนบนถนนหยิบอาวุธ แสงสีต่าง ๆ ปรากฏเหนือหลังคา เมืองทั้งเมืองเปลี่ยนจากสถานที่หลบภัยเป็นป้อมปราการในเวลาไม่กี่วินาที
พิมพ์ชนกหลับตาและเห็นภาพอนาคตจำนวนมากพุ่งเข้ามา นางเซจนธันวาต้องรับไว้
"เกิดอะไรขึ้น"
ธันวาถาม
พิมพ์ชนกลืมตา สีหน้าซีด
"รินรดาไม่ได้ตามมาคนเดียว"
เมธามองเครื่องตรวจสัญญาณ สัญญาณจำนวนมากปรากฏรอบกำแพงเมือง ทั้งหน่วยบิน โดรน และยานหุ้มเกราะ พวกมันไม่ได้รู้ตำแหน่งแน่นอนของธันวา แต่กำลังล้อมพื้นที่ทั้งหมด
อิงดาวหันมองธันวาด้วยสายตาเย็นจัด
"กฎข้อสามของเมือง เจ้าจำได้หรือไม่"
ธันวาตอบ
"ผู้ใดนำสงครามเข้ามา ผู้นั้นต้องรับผิดชอบชีวิตที่เสียไป"
อิงดาวลดปืนลงเล็กน้อย
"ดี เพราะอีกไม่นาน คนทั้งเมืองจะตัดสินว่านายควรได้อยู่ หรือควรถูกโยนออกไปให้ศัตรู"
เสียงประกาศดังผ่านลำโพงเก่าทั่วเมือง
"ตรวจพบกองกำลังภายนอก ปิดประตูทุกทิศ เปิดม่านพรางระดับสูงสุด ผู้ไม่มีหน้าที่ให้เข้าสู่ที่พักพิง"
กำแพงเมืองสั่นสะเทือน แสงสีเทาแผ่คลุมท้องฟ้า อาคาร ถนน และผู้คนเริ่มเลือนหายจากสายตา ธันวามองออกไปนอกตรอก เห็นตลาดทั้งสายค่อย ๆ กลายเป็นที่ราบว่างเปล่า เห็นกำแพงสูงละลายเข้ากับภูมิประเทศ และเห็นคนหลายพันคนหายไปภายใต้ม่านพลัง
เมืองไร้ธงกำลังลบตัวเองออกจากโลก
แต่เสียงเครื่องบินจากภายนอกยังใกล้เข้ามา
อิงดาวเปิดประตูให้กว้าง
"เข้ามา ถ้าอยากรู้ว่าหมายเลขสามอยู่ไหน"
ธันวาถาม
"แล้วเมืองนี้ล่ะ"
"ถ้าเจ้าอยากช่วย ก็ต้องรู้ก่อนว่าใครขายตำแหน่งเรา"
เมธารีบเข้าไป พิมพ์ชนกตามหลัง ธันวาหยุดมองถนนซึ่งผู้คนกำลังเตรียมป้องกันบ้านของตน เขาเห็นเด็กหญิงมีเกล็ดสีฟ้าถูกชายชราพาเข้าที่หลบภัย เห็นหญิงอุ้มทารกดวงตาสีเหลืองวิ่งผ่านควัน เห็นคนที่โลกเรียกว่าภัยคุกคามยืนปกป้องกันโดยไม่ถามเชื้อชาติหรือพลัง
เมืองนี้ไม่มีชื่อบนแผนที่
ไม่มีธง
ไม่มีประเทศ
และไม่มีรัฐบาลใดยอมรับว่ามันมีอยู่
แต่สำหรับผู้ถูกทอดทิ้งนับพัน ที่นี่คือสถานที่เดียวซึ่งยังเรียกได้ว่าบ้าน
ธันวากำหมัดและเดินผ่านประตูเข้าไปหาอิงดาว
เขาเข้ามาที่เมืองไร้ธงเพื่อตามหาหมายเลขสาม
แต่สงครามกำลังตามมาถึงประตูเมืองแล้ว
และครั้งนี้ หากเขาหนีต่อ คนที่ต้องจ่ายราคาอาจไม่ใช่เขาเพียงคนเดียว
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







