LOGINผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมไม่เคยสมหวังกับความรักเลยสักครั้งเดียว
ตอน ป.6 เอาปากกาแทงมือเพื่อนจนเป็นรู เพราะมันมารังแกผมก่อน แล้วไอ้ตัวผมมันก็ไม่ชอบให้ใครมาทำฝ่ายเดียวซะด้วย เลยจับมือมันวางไว้กลางโต๊ะแล้วทุบปากกาเข้าหลังมือจนเลือดโชก เรียกได้ว่าช่ำประสบการณ์ตั้งแต่ยังเด็ก อาจเพราะถูกแม่เลี้ยงมาแบบไม่สนใจ แล้วตอนนั้นผมแม่งอยู่กับปู่ด้วย แล้วปู่ก็เอาแต่สำมะเลเทเมา แต่ก็ส่งเสียเรียนทุกปี
ผมจำได้ว่าผมรักปู่มาก เรียน ม.1-ม.3 ปู่เข้าห้องปกครองเพราะความใจร้อนหัวรุนแรงของผมไม่รู้กี่ร้อยครั้ง ผมทำคนได้เลือดปางตายมานับยี่สิบคนได้ แต่สิ่งที่ปู่มักทำกับเด็กมีปัญหาอย่างผมคือการบอกแค่ว่า ‘ไม่เป็นไร ปู่รับผิดชอบเอง’
ผมรักปู่มาก แบบโคตรรัก เหมือนท่านเป็นครอบครัวคนสุดท้ายในชีวิตผม ทุกวันนี้ในห้องก็ยังเก็บกระดูกของปู่จากวันเผาใส่อัฐิไว้บูชาวันพระตลอด ผมมักจะทำบุญให้แค่คนที่คิดว่าสำคัญกับชีวิต เพราะผมไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ (แต่เชื่อเรื่องของขลังก็เลยสักยันต์เสือคู่ที่กลางหลังเอาไว้) แต่ปู่ผมเชื่อ ปู่ผมฝากไว้ก่อนตายว่าทำบุญสะสมไว้เยอะๆ เกิดชาติหน้าจะได้เป็นคนดี ผมเลยสั่งสมบุญให้ดวงวิญญาณปู่แทนซะเลย
เด็กผู้หญิงทุกคนในโรงเรียนกลัวผมมาก ช่วงนั้นผมมักอยู่กับพวกกลุ่มที่ติดยากัน (แต่ไม่ได้ติดด้วย) ชอบนั่งกับผู้หญิงแรดๆ ที่ติดบุหรี่และแซวสาวไปทั่ว จนผู้คนพูดกันปากต่อปาก คิดเอาเองว่าผมคือเสือผู้หญิงประจำโรงเรียน
ทั้งๆ ที่ตั้งแต่เกิดมา กูยังไม่เคยได้สัมผัสประสบการณ์เสียวกับผู้หญิงเลยสักครั้ง
ทุกวันนี้ที่ยังคบอยู่ก็เพื่อนสมัย ม.ต้น ทั้งนั้น เพราะพอต่อ กศน. เองหลังปู่เสีย ก็มีแต่ศัตรูมากกว่ามิตร ไอ้คำว่าแฟนอะไรนั่นก็ไม่เคยได้รู้จัก เพราะพอจะได้จริงจังกับใครสักคน เขาก็กลัวกูกันหมดทุกคน
ผู้หญิงที่ถึงเนื้อถึงตัวและเป็นเพื่อนกันส่วนใหญ่ มีผัวแล้ว และก็ไม่รู้ว่าตัวเองชอบผู้หญิงแนวไหนกันแน่ แต่ทุกคนก็ตัดสินผมกันไปหมดจากสันดานภายนอกและสังคมการคบหาที่มักจะอยู่แต่กับพวกผู้หญิงแรงๆ
ไม่รู้ดิ ไม่อยากอธิบายให้ใครฟังด้วยว่าตัวเองเป็นยังไง รู้สึกเปล่าประโยชน์
จะเข้าใจยังไงก็ให้เข้าใจไปยังงั้นละกัน
เอาตรงๆ นะ ผมไม่รู้วิธีเข้าหาผู้หญิงเลย ผมไม่รู้ว่าต้องจีบยังไง ต้องเอาใจยังไงผู้หญิงถึงจะชอบ ก็ผมไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้เลยนี่หว่า
ตลกร้ายดี ประสบการณ์ชีวิตเยอะยิ่งกว่าวรรณคดี แต่ประสบการณ์รักไม่เคยมีให้ตกถึงท้อง
เอาจริงๆ ไอ้เอิ้นอ้ายนั่น มันอาจจะเป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่มนุษย์ซิงอย่างผมจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดก็ได้
แต่ไม่รู้ว่ะ ไม่ชอบผู้หญิงซื่อบื้อ ชอบคนที่พูดคำเดียวรู้เรื่องไม่เอ๋อ อีกอย่าง... ต้องไม่พูดภาษาอื่นที่ผมไม่เก็ท (ถึงผมจะแปลคำที่มันพูดรู้เรื่องแบบงงๆ ก็เหอะ)
ตึกตัก ตึกตัก
แต่กลับมาในเวลาปัจจุบัน ถึงจะเกริ่นไปแบบนั้นก็เถอะ แต่ยังไงไอ้เด็กเวรนั่นก็คือผู้หญิงอยู่ดี
กูก็ยังใจเต้นไม่เลิกเลย คือปกติจะเห็นแค่ตอนก้มต่ำ แต่วันนี้พอได้ย้ายมาอยู่ร่วมกันจริงๆ ถึงได้รู้ว่าแม่งโคตรเอ๋อเหรอ เดินโทงๆ นมทะลักเข้าห้องน้ำไปแบบนั้นโดยที่ไม่ระแวงผมเลยสักนิด
หรือตัวผมมันไม่มีความเป็นผู้ชายเหรอวะ
ต้องแสดงออกถึงความเป็นใหญ่ของช้างเท้าหน้าให้แม่งประจักษ์สักหน่อย
คิดแล้วก็นั่งกระดิกตีนจนกระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำของคนข้างหลัง ผมยันตัวลุกขึ้นพรวดพราด แล้วหมุนตัวหันกลับไปเพื่อประจันหน้ากับเธอแล้วตั้งท่าชี้หน้าประกาศิตว่า มึงเป็นผู้หญิงนะ อย่าแต่งตัวแบบนั้นมาให้เห็นอีก
แต่พอหันไปเห็นภาพตรงหน้า ปากผมก็เผยอกว้าง เสียงแม่งไม่ออก
ก็ไอ้เอ๋อนี่มันดันนุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวผูกปมทับเดียวแบบเห็นหน้าอกหน้าใจใหญ่เกินตัวที่ล้นทะลักขอบผ้าชัดเจน ส่วนมือก็หิ้วกางเกงในกับชั้นในโทงๆ แบบไม่อายเทวดาหน้าอินทร์
คือจะยังไงก็ช่าง แต่คือกูเห็นเต็มๆ เลยไง แบบจะจะ
เนื้อนมไข่ ครบสูตร
“มะ... มึง” ผมอ้าปากจะด่า แต่เสือกด่าไม่ออก ดวงตาเจ้ากรรมก็หลุบมองต่ำอยู่นั่นแหละ ก็แม่งเป็นวิวดีๆ ที่หาได้ยากต่อการรับชมในชีวิตชายโสดอย่างผมเลย
แต่ไม่ได้ดิ แม่งเป็นน้อง จำไว้ว่ามันเป็นน้อง!
“... อ๋า!” เหมือนปฏิกิริยาสะเทิ้นอายของยัยเด็กเปรตนี่จะดีเลย์ มันอ้าปากกว้างเบิกตาโตออกมาหลังจากยืนหวิวอยู่นาน ก่อนที่จะเอามือมาทาบอก ซึ่งไม่รู้ว่านี่คืออาการตกใจของสาวเหนือปกติหรือเหี้ยอะไร “นี่เปิ้นยังไม่อาบน้ำก๋า? กลิ่นยาเส้นแฮงม๊ากมาก อ้ายคลื่นไส้เหมือนจะอ้วกเลยเจ้า”
ซะที่ไหน
แม่งเอ้ย กูล่ะอยากจะสูน!!
“กูชื่อเพชร ไม่ได้ชื่อเปิ้น” แต่ปากแม่งพูดออกมาได้แค่นี้ ไอ้เวร
“เปิ้นคืออู้กำเมืองเจ้า แปลว่าเขา หรือเรา เธอ” ยัง ยังมีหน้ามายืนอธิบายภาษาบ้านเกิดแบบกึ่งเปลือยให้ผู้ชายทั้งแท่งอย่างกูฟังอีก แม่งเอ้ย ปวดหัวตุบๆ เลยไอ้สัส ทำไมมันโง่ได้ใจขนาดนี้
“จะยังไงก็ช่างแม่งเหอะ!” พยายามคมเข้มไว้ตัวกู ให้เด็กมันเกรง “ดูสภาพมึงก่อนไอ้หมาเอ๋อ มึงคิดจะออกมาในสภาพนี้ทุกครั้งที่อาบน้ำเลยเหรอไง”
ยัยตัวดีก้มลงมองสภาพหมิ่นเหม่ของตัวเอง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาทำหน้าต๊องใส่
“ใจ้เน้อ”
เวร!!!
“มึงจะบ้าเหรอวะ!” คราวนี้หลุดมาด โวยวายเป็นตุ๊ดเลยไอ้เวร “กูถามจริงๆ มึงต๊องรึเปล่า มึงไม่รู้เหรอว่าตัวมึงเป็นผู้หญิงอ่ะ!”
“รู้” มันพยักหน้าตอบรับกลับมา ก่อนที่อยู่ดีๆ จะสาวเท้าเดินรุกเข้ามาใกล้จนผู้ชายตัวใหญ่เท่าควายอย่างผมตกใจต้องผงะถอยหลังหนี จนปลายนิ้วเล็กๆ ที่เล็บยาวเฟื้อยเหมือนไม่คิดที่จะตัดมาจิ้มๆ ตรงอกผม “แต่เปิ้นเป็นพี่อ้ายนี่ ก็เหมือนคนในครอบครัวอ้าย ปกติตอนอยู่กับป้ออ้ายก็ออกมาแบบนี้ตลอดเน้อ ป้อบ่าเคยเห็นว่าอ้ายเลย”
โอเค ปวดหัวหนักกว่าเดิมอีก ลืมไปว่าตาลุงนั่นสปอยลูกสาวหนักยิ่งกว่าอะไรดี
“มึงไสตูดเข้าไปเลยนะ เข้าไปแต่งตัว!”
“แต่อ้ายยังบ่าได้เอาเสื้อเอาผ้าออกมาจากกระเป๋าเดินทางเลยก๋า” มันทำหน้าตาซื่อตาใสใส่ผมเหมือนกับที่พูดออกมาเป็นเรื่องใหญ่มาก และใช่ แม่งเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ เพราะผมลืมไปว่าสิ่งแรกที่มันทำตอนที่มาถึงห้องผมก็คือรื้อเอาฟิกเกอร์กับตู้แก้วมาประกอบ กับพวกข้าวของอีสปอร์ตของแม่ง
แต่สิ่งสำคัญที่สุดอย่างเสื้อผ้า มันกลับไม่คิด ไอ้เวร!
“งั้นมึงไสหัวเข้าไปในห้อง แง้มประตูไว้นิดๆ กูจะส่งเสื้อเข้าไปให้”
“ฮับทราบ!” ตอบรับอย่างว่าง่ายพร้อมกับวิ่งโทงๆ เข้าไปในห้อง ส่วนผู้ชายอกสามศอกของผมที่สักทั้งตัวเป็นจอมโจรขมังเวทย์แต่มันกลับไม่มีจิตสำนึกรักตัวกลัวตายเลยสักนิดกลับต้องเป็นฝ่ายที่ช็อคกับผู้หญิงอย่างมัน
ผมตบหน้าผากตัวเองอย่างแรง ก่อนที่จะพ่นลมหายใจหนัก
ใจเกือบวาย
ต้องไปบวชพระมั้ยเนี่ยกู กลัวตบะจะแตกในสักวันถ้ามันยังทำแบบนี้อยู่
แล้วไอ้ลูกชายกูก็ไม่ยอมสงบลงเลยเนี่ย แม่ง!!
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้นหนูถูกรุ่นพี่ศิวะพามาที่คาสิโนตามที่เขาบอก สถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนท่าทางมีกะตังค์มาทำอะไรบางอย่าง มีไพ่ มีโต๊ะสนุ้กเกอร์กับแสงสีที่เต็มไปด้วยไฟสลัวพอดูโรแมนติกและเย้ายวนตาอ้ายบ่าเคยมาที่แบบนี้เลยเน้อ อีกอย่างมันดูหรูหรามากๆ จนต้องกวาดสายตาไปมองรอบตัวอย่างตื่นเต้น รุ่นพี่ศิวะจูงมืออ้ายมาเหมือนเด็กน้อยที่กลัวว่าจะพลัดหลงกัน แล้วให้อ้ายนั่งดูเขาเล่นสนุ้กอยู่นานผ่านไปครึ่งชั่วโมง หนูที่ไม่ได้กินข้าวมาจากบ้านเลยถึงเริ่มหิวขึ้นมา อ้าปากบอกพี่ศิวะด้วยความเคยชิน (เวลาหิวอ้ายจะอ้อนป้อให้ทำกับข้าวให้กินจนเป็นนิสัย) เพราะหนูก็ไว้ใจเขานี่นาร่างสูงก็ไม่ได้ว่าอะไร เขากลับคลี่ยิ้มให้แล้วกระซิบกับบ๋อยให้เอาเค้กและน้ำผลไม้มาให้หนูเห็นว่าเป็นเค้กช็อกโกแลตที่ชอบก็เลยกินจนหมด พี่ศิวะบอกว่าเค้กนี้มีส่วนผสมของไวน์แดง จะทำให้มึนเมาเล็กน้อย หนูเลยซัดโฮกไม่มีเหลือ (เพราะเป็นคนคลั่งไคล้แอลกอฮอล์มาก ป้อสอนให้กินตั้งแต่เล็กๆ) จนรู้สึกหลอนๆ ประสาทขึ้นในวินาทีต่อมาหลังจากนั้นสติสตังก็ดับวูบลงไป มีแต่ภาพหลอนอะไรสักอย่างเข้ามาแทนที่พอมารู้สึกตัวอีกที ก็เบลอสุดๆ ถึงกับกระสับกระส
“เซริว” แววตาของผมมีไฟลุกโหมกระพือหนักขึ้น “ขออาละวาดได้รึเปล่า”“...”“ค่าเสียหาย เซริวจ่ายให้กูได้รึเปล่า”“อย่าทำเหมือนเป็นเจ้านายเรา” เธอขยับหน้าอกที่พอดีตัวมาชิดกับข้างกล้ามแขน เสี่ยกระซิบข้างหูผมเบาๆ “อยากอาละวาด ก็จ่ายเอาเองเลย”“โอเค”ผมตอบได้แค่นั้น ก่อนที่จะสะบัดแขนออกจากมือบางๆ ของเซริวแล้วพุ่งเข้าไปถึงตัวไอ้เหี้ยศิวะในทันทีด้วยโทสะที่ยากเกินจะหยุดยั้ง!!หมับ!!ไอ้อ้ายที่เบลอจากยาเสพติดจนไม่ได้สติถูกผมกระชากแขนจนตัวปลิวมาปะทะกับอกโดยไม่คิดที่จะออมแรง กายแกร่งของไอ้ศิวะโดนผมกระชากคอเสื้อจนประชิดหน้า ผมบิดแขนไอ้ตัวดีให้เซไปที่ข้างหลังตัวเอง ก่อนที่จะกวาดลูกสนุ้กจนกระจายไปทั่ว“เฮ้ย ใจเย็น” นั่นเป็นคำพูดแรกจากปากของไอ้ศิวะตอนที่ผมหยิบไม้สนุ้กมากำไว้แน่นแล้วเงื้อจะฟาดหน้ามัน แล้วไอ้เหี้ยนั่นก็ยกสองมือขึ้นเป็นฝ่ายยอมแพ้ “ใจเย็นก่อนสหาย”กรามผมขบแน่นจนเส้นเลือดขึ้นเป็นสันริ้วที่คอ เกร็งพยายามไม่ตะเบ็งเสียงออกมา ข่มอารมณ์จนถึงขีดสุด“มึงเอากัญชาให้ไอ้อ้ายกินทำไม!!” ผมตวาดใส่หน้ามันตอนที่ยึดคอเสื้อมันเข้ามาชิดหน้ามากขึ้น ไอ้ศิวะที่ถูกขย้ำคอเสื้อกลอกตาอย่างกวนประสาท ก่อนที่มันจะฉีกย
หนูก้มลงมองชุดตัวเองที่รัดรูปจนเห็นหน้าอกกลมโต เสื้อกล้ามที่มักใส่อยู่บ้านบ่อยๆ แถมยังไม่ใส่ชั้นในอีกต่างหาก ผนวกกับกางเกงขาสั้นกุดที่ชอบใส่เวลาอากาศฮ้อนทำหน้ายู่กับตัวเองอย่างจนใจ ทั้งบ่าเข้าใจและทั้งละอายใจ ทั้งๆ ที่ปากบอกว่าไม่กลับมาฮักมาชอบเปิ้นอีกแล้ว แต่ก็จงใจแต่งตัวแบบนี้ในวันที่เปิ้นตื่นสายอยู่ดีอ้ายเนี่ย... เป็นเด็กบ่าดีเลยนะเจ้า ถ้าเปิ้นจะขี้เจอะ ก็บ่ารู้สึกแปลกใจอะหยังเลยหนูล้มตัวนั่งลงบนโซฟาอย่างรุนแรง ทำหน้ามุ่ยตอนที่ยกมือถือขึ้นมากดดูยูทูปเล่น จะอี้วันนี้ก็วันหยุดของอ้ายด้วย เปิ้นจรลีหนีออกไปแบบนี้ แปลว่าขี้เจอะอ้ายมากจนบ่าอยากมองหน้าสินะ ก็ได้ อ้ายจะได้ไปอู้กับผู้ชายคนอื่นกึ้ดประชดประชันในใจทั้งๆ ที่บ่าได้อยากยะแล้วก็พ่นลมหายใจออกมา แล้วกลั้นใจทักรุ่นพี่ศิวะไปแบบไม่คิดอะหยังมากมายอย่างน้อยๆ ก็คุยแบบพี่น้องได้ใช่ก่อ? ยังไงก็บ่าใจ้แฟนเปิ้นอยู่แล้ว อ้ายจะไปสนใจทำไมติ๊งเอิ้นอ้าย คนเดิม : พี่ศิวะ อ้ายฮู้สึกบ่าสบายใจเลยเจ้าทักเขาไปแบบนั้น แล้วก็ล้มตัวลงนอนคว่ำหน้าบนโซฟา หลังจากที่เปิ้นอาละวาดเพราะหึงหวงหนูกับพี่ศิวะจนห้องเละเทะ แล้วสารภาพว่าชอบว่าฮักหนูมากกว่าพี่น้อง
“...!!”ผมผงะออกทันทีเหมือนต้องของร้อน รู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว จนต้องขยับออกห่างแล้วลุกขึ้นยืนไกลๆ เตียงที่มีมันอยู่ ยกมือไหว้ขอขมาครูบาอาจารย์ในใจหนึ่งครั้งแล้วเป่าเพี้ยง เงยหน้ามองไอ้ตัวเล็กที่กึ่งนั่งกึ่งนอนขึ้นมามองผมเหมือนตกใจ“ปะ... เป็นอะหยังเจ้า?”“ทำไมไม่บอกกูก่อนว่าเมนส์มา?” ผมถามเสียงเข้มจนมันสะดุ้งเฮือก เพราะรู้สึกร้อนๆ ไปทั้งตัวนิดหน่อยจนหงุดหงิด โล่ยังผงาดอยู่ แต่มันเสือกทำไม่ได้ มองเลือดเสียจากร่องสีชมพูแล้วหันหน้าหนีแทบจะทันที“อะ... อ้ายบ่าทันรู้ มันไหลเมื่อกี้พอดีเน้อ”“เป็นเมนส์กี่วัน?” ผมถามเสียงห้วนจัดอีก เหงื่อแตกพลั่กเต็มขมับ คนตัวเล็กทำสีหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนที่จะก้มหน้างุด ค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งพับเพียบอย่างเรียบร้อย“บ่าเกินหนึ่งอาทิตย์เจ้า”“งั้นหนึ่งอาทิตย์เจอกัน”ผมพูดไว้แค่นั้น ไม่อธิบายอะไรให้จบดีด้วย ก่อนที่จะก้าวฉับๆ ไปเปิดประตูห้องมันออกแล้วปิดส่งท้ายเสียงดัง พุ่งตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง ก่อนที่จะจัดแจงธูปเทียนหน้าหิ้งบูชา ขอขมาครูอย่างจริงจังอยู่ค่อนคืนเอาจริงๆ ปะ ผมไม่ได้รังเกียจเลือดประจำเดือนของมันเลยสักนิด แต่ไม่มีเวลาสาธยายมากเพราะต้องรีบไปแก้ตัวถ้าใค
สถานะไม่ค่อยชัดเจนเพราะมันไม่ยอมตกลงคบกับผมในวันนี้ แต่ก็ไม่ได้ขัดขืนตอนที่ผมแอบลอบเข้าไปในห้องของมันตอนสองทุ่มกว่าๆ ด้วยสภาพกางเกงในชายแค่ชั้นเดียว พร้อมกับร่างเล็กกับผมยาวสยายที่เหลือบมามองตาเขียว“ปะ... เปิ้นเข้าห้องอ้ายมายะหยัง” แม้ว่าจะทำตาดุใส่ผมแค่ไหน มันก็ยังไม่วายเอ่ยปากถามออกมาเสียงสั่น ส่วนผมก็ฉีกยิ้มกับความเด็กน้อยของมัน ไล่สายตามองร่างอวบอั๋นในชุดเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นกุดที่เปิดเห็นแก้มก้นนิดหน่อยนี่แม่งจงใจจะยั่วกูชัดๆ ไอ้เด็กแรด“นอน” ผมตอบสั้นๆ ก่อนที่จะเดินมาล้มตัวลงบนตูดเด้งๆ ของมันแล้วเอาฝ่ามือรองท้ายทอยเหมือนเป็นหมอนชั้นดี ไอ้ตัวเล็กสะดุ้งโหยง ดูจะรู้สึกแปลกประหลาดกับท่าทางที่เปลี่ยนไปของผมหลังจากที่สารภาพว่าชอบมันมาก “เล่นเกมไปเหอะ ไม่กวนหรอก”“จะอี้ต่างหากล่ะที่กวนอ้าย” มันเม้มริมฝีปากแล้วพยายามขยับบั้นท้ายกลมๆ หนี แต่ผมก็พลิกตัวไปนอนเอาแก้มซบกับแก้มตูดนุ่มๆ ของมัน แล้วยึดเอวไอ้เอ๋อไว้อย่างแน่นหนา จนแม่งแผดเสียงแปดหลอดใส่ “เปิ้น!”“อะไร?”“เอาหน้าเปิ้นออกไปจากก้นอ้ายบัดเดี๋ยวนี้เลยเน้อ”“สงสัยมึงจะลืมแล้วมั้งว่าใครที่เป็นเจ้าของมึงอ่ะ” ผมเอียงหน้าคมกร้าวมาสบต
เปิ้นยะจะอี้อีกแล้ว... เปิ้นยะจะอี้ตลอดเลยมือหนาที่ซึมไปด้วยเลือดสัมผัสกับหน้าอกของหนู ขยำขยุ้มอย่างกระหาย หนูเม้มริมฝีปากแน่น หน้าแดงก่ำตอนที่พยายามดันตัวเปิ้นออก ทั้งๆ ที่มือเล็กยังคงแปะอยู่ที่เป้ากางเกงของเขา“ทะ... ทำแผลก่อนเต้อะเจ้า แผลเหวอะเลอะเสื้ออ้ายหมดแล้ว” หนูพูดเสียงสั่นตอนที่รีบชักมือออกจากเป้ากางเกงที่คับแน่นของเขาทันทีที่รู้สึกตัว เปิ้นมีสีหน้าแสนเสียดาย ในขณะที่หนูจะกวาดดวงตากลมโตมองซ้ายมองขวาหาที่ว่างคงจะมีแต่โซฟาหนังที่มีกระดาษกระจายอยู่นิดหน่อย หนูเดินไปปัดเศษกระดาษพวกนั้นลงบนพื้น แล้วล้มตัวลงนั่ง ตบที่นั่งข้างๆ ตัวที่ค่อนข้างเว้นระยะห่างเป็นที่ให้เปิ้นลงมานั่ง พร้อมกับค้นกระเป๋าของตัวเองที่มียาแดงและพลาสสะเตออยู่ในนั้น“จะทำแผลให้กูเหรอ?” เขาเลิกคิ้วถาม แล้วหนูก็พยักหน้าหงึกหงัก ก็บ่าอยากยอมรับหรอกเน้อว่าแอบใจอ่อนให้เปิ้นนิดหน่อย เดี๋ยวเปิ้นจะยิ่งได้ใจเข้าไปใหญ่ “เป็นเมียที่ดีเนอะ”“อ้ายบ่าใจ้เมียเปิ้น” หนูปฏิเสธหน้าแดงก่ำ จนเขาสาวเท้าเข้ามาใกล้ๆ แล้วล้มทั้งตัวลงนั่งจนไหล่แข็งๆ นั่นชิดกับแขนเล็กๆ ของหนูเปิ้นเอนหัวมาซบหน้าอกหนู แล้วถูไถหน้ากับร่องเนื้อนุ่มภายใต้ช







