LOGINทันใดนั้นเองหนึ่งฤทัยก็ต้องหลุดจากวังวนความคิดของตนเอง เมื่อได้ยินเสียงที่ติดจะหาเรื่องของภาคินดังแทรกขึ้น
“มาหาเรื่องอะไรมัทอีกล่ะฤทัย”
“อย่ามากล่าวหากันแบบนี้สิพิซซี่ ฉันแค่บังเอิญเจอมัทนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่นี่ ก็เลยเดินเข้ามาทักทายตามประสาเพื่อน”
“เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอย่างเธอมีเหรอที่จะมาทักทายกันดี ๆ มีแต่มาพูดจาแขวะหาเรื่องปวดหัวมาให้มัทน่ะสิไม่ว่า”
“เธอก็มองฉันในแง่ร้ายเกินไปนะพิซซี่”
“ยังน้อยไปด้วยซ้ำ ว่าแต่หล่อนมาทำอะไรที่นี่ยะ หรือว่ามาผลาญเงินผัวเล่น น่าสงสารพี่วุฒิจริง ๆ ทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อหาเงินมาเลี้ยงเมีย ที่วัน ๆ ไม่รู้จักทำอะไรให้เป็นประโยชน์”
“พิซซี่”
“เรียกทำไม”
“ฉันจะทำงานหรือไม่ทำงานมันก็เรื่องของฉัน ไปหนักส่วนไหนของแกไม่ทราบ หรือว่าอิจฉา”
“ฉันก็แค่สงสารพี่วุฒิที่ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เพียงเพื่อหาเงินมาให้เมียอย่างเธอผลาญเล่นไปวัน ๆ ก็เท่านั้น”
“มัทว่าเราควรสงสารฤทัยมากกว่านะพิซซี่”
“เลิกสร้างเรื่องมาเลื่อยขาเตียงของฉันกับพี่วุฒิได้แล้วมัท นี่ถ้าเธอยังไม่มีแฟนล่ะก็ฉันต้องเข้าใจผิดคิดว่าเธอยังมีใจให้พี่วุฒิของฉันแน่”
“แฟน! พูดแบบนี้หมายความว่าไง”
“เป็นเพื่อนรักกันยังไงถึงไม่รู้ว่ามัทเขามีแฟนแล้ว แถมยังมีโครงการจะแต่งงานกันในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย”
“ฤทัยเขาหมายถึงคุณติณณภพน่ะพิซซี่”
ภาคินหันไปสบตาเพื่อนรักด้วยความงุนงง ก่อนจะรับมุกของเพื่อนและหันมาพูดกับหนึ่งฤทัย ราวกับว่ารู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ทั้งที่ไม่เคยได้ยินเรื่องในทำนองนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ เห็นทีว่าจะต้องมีการซักฟอกครั้งใหญ่เกิดขึ้นหลังจากนี้แน่นอน
“นึกว่าเรื่องอะไรที่แท้ก็เรื่องนี้เอง แล้วเธอรู้ได้ยังไงฤทัย ในเมื่อยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากฉัน”
“ก็รู้จากปากของมัทน่ะสิ ยินดีด้วยนะมัทที่จะได้ลงจากคานตอนอายุสามสิบ” ปากบอกว่ายินดีแต่น้ำเสียงติดจะเยาะเย้ยอยู่ในที
“กินหมาเน่าเข้าไปหรือไงถึงได้พูดจาไม่เข้าหูคนแบบนี้”
หนึ่งฤทัยชักสีหน้าทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น
ทั้งสามคนรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ภาคินมักจะคอยเป็นโล่กำบังภัย และคอยปกป้องมัฑณาวีอยู่เสมอ เพื่อน ๆ ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าถ้าจะมีเรื่องกับมัฑณาวีจะต้องผ่านด่านภาคินให้ได้ก่อน ซึ่งแค่ด่านนี้ก็ผ่านไปได้ยากเต็มที ไม่มีใครเถียงชนะผู้ชายที่มีใจเป็นหญิงอย่างพิซซี่ได้เลยสักคน ถึงจะเถียงไม่เคยชนะ แต่ถ้าจะให้ยอมแพ้ง่าย ๆ ก็คงจะไม่ใช่หนึ่งฤทัย
“ยังออกโรงปกป้องกันเหมือนเดิมเลยนะพิซซี่ แล้วฉันพูดผิดตรงไหน”
“ก็ไม่ผิดหรอกแต่จะดีกว่านี้ถ้าเธอไม่พูด”
“ไปดีกว่า คุยด้วยแล้วอารมณ์เสีย”
“ก็รีบไปสิไม่มีใครดึงตัวเธอไว้นี่”
“ไม่ต้องมาไล่ฉันหรอกพิซซี่ฉันไปแน่” หนึ่งฤทัยสะพายกระเป๋าแบรนด์เนมหรูพร้อมกับลุกจากโต๊ะ แต่ก่อนที่จะเดินจากไปก็ยังไม่วายหันมาย้ำกับมัฑณาวี
“เธออย่าลืมพาว่าที่สามี ทายาทมหาเศรษฐีไปเปิดตัวในงานเลี้ยงรุ่นที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้านี้ด้วยล่ะมัท เพื่อน ๆ คงจะดีใจกันยกใหญ่ที่เธอสลัดคานได้สักที แถมยังส้มหล่นสบายไปทั้งชาติ เพราะว่าที่สามีเป็นทายาทของมหาเศรษฐีหมื่นล้าน ดีใจด้วยนะที่สุดท้ายก็อ่อยสำเร็จ” พูดจบก็เดินจากไปทันทีโดยไม่รอฟังคำโต้แย้ง
“ทิ้งบอมบ์แล้วก็รีบไปเลยนะ”
“ยังไม่ชินอีกเหรอพิซซี่ ฤทัยก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว นึกจะมาก็มานึกจะไปเมื่อไรก็ไป”
ภาคินทิ้งตัวลงนั่งข้างตัวมัฑณาวีก่อนจะเอ่ยปากถามรัว ๆ
“เล่ามาเดี๋ยวนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงบอกว่าอยากตาย ไหนจะเรื่องของฤทัย ฉันล่ะไม่เข้าใจว่าทำไมแกจะต้องไปสงสารคนที่เคยแย่งผู้ชายไปจากแกด้วย แล้วยังเรื่องแต่งงานนี่อีก อะไร ยังไงเล่ามาให้หมดเดี๋ยวนี้”
“ใจเย็น ๆ อยากฟังเรื่องไหนก่อนล่ะ”
ภาคินยังไม่ทันได้ตอบเพราะฬียากรมาถึงที่นัดหมายในจังหวะนั้นพอดี
“พี่มัทไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ” หญิงสาวรุ่นน้องเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
สีหน้าคลายความกังวลใจเมื่อเห็นมัฑณาวีปลอดภัย ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่ตนเองคิดไปต่าง ๆ นานา
“พี่ไม่เป็นไร ตกใจล่ะสิ”
“ใช่ค่ะ แต่พอเห็นพี่มัทปลอดภัยดีก็เลยโล่งใจ ว่าแต่เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ”
“พี่กำลังถามอยู่แต่ยังไม่ได้ทันได้รับคำตอบลียาก็มาพอดี นั่งก่อนสิ”
ฬียากรนั่งลงตรงข้ามเพื่อนรุ่นพี่ที่เธอนับถือเสมือนพี่สาว
“เล่ามาซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“จะเอาเรื่องไหนก่อนดีล่ะพิซซี่”
“เอาเรื่องที่ทำให้อยากตายก่อนละกัน กะอีแค่ตกงานถึงกับต้องอยากตายเลยเหรอ”
“รู้ได้ยังไงว่าจู่ ๆ มัทก็ตกงานโดนไม่ทันตั้งตัว” หญิงสาวย้อนถามด้วยความประหลาดใจ
“ฉันติดต่อมือถือแกไม่ได้ก็เลยโทรเข้าไปที่บริษัท เขาบอกว่าแกพ้นสภาพพนักงานของบริษัทไปแล้ว เรื่องมันเป็นมายังไงเล่ามาซิ”
“มัทเองก็ยังรู้สึกงงอยู่เหมือนกันว่าทำไมมัทถึงโดนเลิกจ้าง”
“เขาบอกเหตุผลหรือเปล่าคะพี่มัท”
“บอกสั้น ๆ แค่ว่าทางบริษัทจำเป็นต้องลดต้นทุนก็เลยต้องคัดพนักงานบางส่วนออก แต่ที่แปลกไปกว่านั้นคือมีพนักงานเพียงสองคนเท่านั้นที่ถูกคัดออก นอกจากพี่แล้วก็มีพนักงานชายอีกคนที่ขายความลับของบริษัทให้กับบริษัทคู่แข่ง ทำให้บริษัทต้องแพ้การประมูล”
“แกไปเหยียบแข้งเหยียบขาหรือขัดคอใครในบริษัทเข้าหรือเปล่า ถึงได้โดนกลั่นแกล้งแบบนี้ เล่นแรงไปนะ”
“มัทไม่เคยมีปัญหากับใครนะพิซซี่”
“หรือว่าจะเป็นเพราะเรื่องนั้นคะพี่มัท”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







