LOGIN“พี่ก็คิดเหมือนลียา”
“เรื่องนั้นหมายถึงเรื่องอะไรเล่ามาให้ละเอียดกว่านี้หน่อยสิ”
“มัทตรวจพบการทุจริตภายในบริษัท มีคนยักยอกเงินของบริษัทออกไปหลายครั้ง ๆ ละหลายสิบล้าน แต่มีการตบแต่งบัญชีเพื่อตบตาคนอื่นได้อย่างแนบเนียน เมื่อวานมัทเลยนำเรื่องนี้ไปบอกผู้จัดการฝ่าย”
“แล้วเขาว่ายังไงบ้างคะพี่มัท”
“เขาบอกให้พี่นำหลักฐานทั้งหมดที่มีมาให้เขา เขาจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ต่อเอง พี่ก็ทำตามที่เขาสั่ง นำหลักฐานฉ้อโกงทั้งหมดที่มีไปวางไว้บนโต๊ะเขาโดยไม่ได้เอะใจอะไร แล้ววันนี้พี่ก็โดนฝ่ายบุคคลเรียกพบแต่เช้า เขาแจ้งเรื่องเลิกจ้างพร้อมกับจ่ายเงินค่าชดเชยหกเดือน”
“แล้วได้ถามรายละเอียดไหมว่าทำไมต้องเป็นแก”
“ถามอะไรไปก็ได้รับคำตอบแต่เพียงว่า เศรษฐกิจไม่ดีติดต่อกันมาหลายปี ทางบริษัทเลยต้องมีนโยบายลดต้นทุนทำให้ต้องคัดพนักงานบางส่วนออก”
“โดยคัดพนักงานดีเด่นที่ทุ่มเททุกอย่างให้กับการทำงานเพื่อบริษัทอย่างพี่มัทออก ลียาว่ามันแปลกอยู่นะคะ”
“ไม่แปลกหรอกลียา เพราะมัทมันแกว่งเท้าหาเสี้ยน รู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ รู้แล้วก็ยังปากโป้งคิดจะเปิดโปงความจริงก็เลยต้องโดนกลั่นแกล้งอย่างที่เห็น”
“พิซซี่จะให้มัททำเพื่อความอยู่รอดด้วยการปิดหูปิดตา แสร้งทำเป็นไม่รู้ว่ามีการยักยอกเงินบริษัท และมีการตกแต่งบัญชีเกิดขึ้นอย่างนั้นเหรอ มัททำไม่ได้หรอก ถ้ามัททำแบบนั้นสุดท้ายแล้วมัทก็จะต้องติดร่างแหเป็นหนึ่งในขบวนการฉ้อฉลเหล่านั้นไปโดยปริยาย”
“มันก็จริง แต่คิดเหรอว่าออกมาแล้วจะรอด”
“ลียาว่าพวกเขาตั้งใจจะโยนบาปมาให้พี่มัทเป็นคนรับผิดชอบ” หญิงสาวพูดตามที่ใจคิด
“เข้าเค้าเหมือนกันนะลียา แล้วทีนี้จะทำยังไง ในเมื่อแกนำหลักฐานไปมอบให้เขาหมดแล้ว”
“ไม่ต้องห่วงหรอกพิซซี่ มัทเก็บหลักฐานทั้งหมดติดตัวมาด้วย” มัฑณาวีเปิดกระเป๋าหยิบแฟลชไดร์ฟขึ้นมาให้ทุกคนดู
“อย่าบอกนะว่าแกยังคิดที่จะแฉเรื่องนี้อยู่อีก”
“เปล่า มัทแค่ป้องกันตัวเองเผื่อไว้เท่านั้น และก็คิดไม่ผิดที่ทำเช่นนี้”
“ดีแล้วค่ะที่พี่มัทรอบคอบเก็บหลักฐานทั้งหมดออกมาด้วย ในอนาคตถ้าเกิดมีคดีความเราจะได้มีหลักฐานเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง”
”ในเมื่อเก็บหลักฐานติดตัวมาด้วยก็ไม่น่าจะเครียดจนถึงขั้นอยากตาย”
“ก็ตอนนั้นมัทเครียด จู่ ๆ ก็ตกงานโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน ก็เลยส่งข้อความไปแบบนั้น ไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตายจริง ๆ”
ภาคินค้อนขวับเข้าให้ด้วยความหมั่นไส้หลังจากได้ยินคำตอบของเพื่อน
“รู้ตัวไหมว่าข้อความของแกเกือบทำให้ฉันกับลียาหัวใจวายตายเพราะความเป็นห่วง”
“ห่วงเรื่องอะไร!” เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เรากลัวว่าพี่มัทจะคิดสั้นฆ่าตัวตายจริง ๆ น่ะสิคะ”
“พี่ไม่ทำร้ายตัวเองแบบนั้นหรอกลียา และขอโทษนะที่ข้อความของพี่ทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วง แต่จะว่าไปก็เกือบถูกรถชนตายอยู่เหมือนกัน”
“อะไรนะ!” ภาคินและฬียากรพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ไม่ต้องตกใจไปโชคยังดีที่เขาเบรกทัน”
“แล้วพี่มัทบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ”
“ก็แค่แผลถลอกตามร่างกายนิดหน่อยเท่านั้นล่ะลียา” มัฑณาวีตอบพร้อมกับโชว์แผลที่ได้รับจากอุบัติเหตุให้ทั้งคู่ดู
“แล้วใครทำแผลให้” ภาคินเอ่ยถาม
“มัททำเอง”
“เราไปให้โรงพยาบาลทำแผลให้พี่มัทก่อนดีกว่าไหมคะ” ฬียากรเสนอแนะ แต่อีกฝ่ายปฏิเสธเพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
“ไม่ต้องหรอกลียา พี่ไม่ได้เป็นอะไรมากแค่ถลอกนิดหน่อยเท่านั้น”
“แกไม่เป็นไรมากก็ดีแล้ว ถือเสียว่าฟาดเคราะห์”
“เคราะห์หนักเลยล่ะพิซซี่ ไหนจะตกงานแถมยังเจ็บตัว และยังต้องมาเจอคู่ปรับเก่าอย่างฤทัยอีก ไม่รู้มันเป็นวันซวยอะไรของมัทถึงต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้”
“ว่าแต่เขาไม่รับผิดชอบอะไรเลยเหรอคะพี่มัท”
“ตอนแรกเขาก็จะพาพี่ไปโรงพยาบาลอยู่หรอกนะ แต่พี่เห็นว่าไม่ได้เป็นอะไรมากก็เลยตอบปฏิเสธไป อีกอย่างเขาก็ยังไม่ได้ขับรถชนพี่”
“แล้วได้แผลมาได้ยังไง” ภาคินเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“อารามตกใจมัทเลยรีบก้าวถอยหลังแล้วก็สะดุดล้มเอง”
คำตอบของหญิงสาวเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของฬียากรและภาคินได้ในทันที
“ซุ่มซ่ามไม่เลิกเลยนะแก เมื่อไรจะหายเสียที”
“มันเป็นนิสัยนะไม่ใช่หวัด จะได้หายขาดกันได้ง่าย ๆ น่ะพิซซี่”
“ยังจะเถียงอีก เถียงคำไม่ตกฟาก”
“พี่พิซซี่อย่าไปดุพี่มัทนักเลยค่ะ แค่นี้พี่มัทก็เสียขวัญจะแย่อยู่แล้ว”
“นั่นสิ ไม่รู้จักเห็นใจเพื่อนบ้างเลย”
“ก็เพื่อนอย่างแกขยันหาแต่เรื่องใส่ตัวดี ๆ ทั้งนั้น”
“หมายถึงเรื่องไหน” คิ้วของมัฑณาวีขมวดมุ่นยามเมื่อเอ่ยถาม
“ก็เรื่องแต่งงานไง”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส