LOGIN“ถึงอย่างไรมันก็เป็นเรื่องราวในอดีต อะไรที่ปล่อยวางได้ก็ปล่อยวางไป มันจะได้ไม่ทำให้ใจของคุณเป็นทุกข์”
“ผมกำลังพยายามอยู่ แต่บอกตามตรงนะมัทมันไม่ง่ายที่จะทำแบบนั้น”
“มัทเข้าใจ ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจอย่างไร ขอให้รู้ไว้ว่ามัทจะอยู่เคียงข้างและคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ”
กำลังใจที่ส่งผ่านรอยยิ้มอบอุ่นของมัฑณาวี เหมือนน้ำทิพย์ชโลมหัวใจที่แห้งผากของเขาให้กลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง สองหนุ่มสาวสบตากันและกันในระยะประชิด ติณณภพไม่สามารถหักห้ามความต้องการของตัวเองไว้ได้อีกต่อไป
เขาค่อย ๆ โน้มใบหน้าเข้าหาเธออย่างช้า ๆ สองมือประคองใบหน้าเธอให้แหงนรับจุมพิตจากเขา แต่ก่อนที่เขาจะประทับรอยจูบที่ริมฝีปากของเธอนั้น เขาได้เว้นระยะนิดหนึ่งจากนั้นก็ค่อยๆ แนบริมฝีปากของตนเองลงบนริมฝีปากของเธอย่างนุ่มนวล
ริมฝีปากของเธอนุ่มและรู้สึกหอมหวานทั้งที่ไม่ได้กลิ่น
เขาเริ่มจูบแรกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเริ่มประกบปากย้ำ ๆ เพื่อทวีความร้อนแรงและดูดดื่ม
ดวงตาของมัฑณาวีเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงในตอนแรก จากนั้นก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆที่สูงลิบลิ่ว เมื่อได้สัมผัสกับจุมพิตที่เร่าร้อนแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนหวานจากเขา มันเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
ติณณภพมอมเมาเธอด้วยจูบที่เร่าร้อนแผดเผาราวกับไฟ ลิ้นอุ่นเร่งเร้าลุกล้ำตามแต่ใจปรารถนา หัวใจของมัฑณาวีเต้นแรงมาก จนเกรงว่าเขาจะได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจเธอ เขาจูบเธอเนิ่นนานจนเธอแทบจะขาดอากาศหายใจ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันคนจะแดงด้วยความเขินอาย
“เราไม่ควรทำแบบนี้ เพื่อนไม่ควรจูบปากเพื่อน” มัฑณาวีพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทันทีที่เขาปล่อยเธอให้เป็นอิสระ ก่อนจะลุกเดินหนีไป
แต่เขาฉุดมือเธอพร้อมกับดึงตัวเธอมากอดไว้จากทางด้านหลัง และเอ่ยกระซิบที่ข้างหูเธอ
“ผมไม่อยากเป็นแค่เพื่อน อยากเป็นมากกว่านั้นแต่คงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม”
“คุณกำลังทำให้มัทสับสน หรือว่าคุณลืมภารกิจลับที่คุณบอกให้มัททำ มัทขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบก็เดินจากไป
ครั้งนี้เขาไม่ได้รั้งเธอไว้และยอมปล่อยเธอไปแต่โดยดี เพราะรู้ว่าเธอกำลังสับสนจริง ๆ ถามว่าเสียใจไหมที่ทำลงไปแบบนั้น
บอกเลยว่า...ไม่
ใครจะยอมให้ภูมิระพีเร่งทำคะแนนอยู่ฝ่ายเดียว ขืนอยู่นิ่งเฉยโดยไม่ทำอะไรเลยเขาอาจจะต้องสูญเสียเธอไป ซึ่งยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะเขารู้แล้วว่าเธอมีความหมายต่อหัวใจของเขามากแค่ไหน
ไม่สิ! ที่ถูกต้องบอกว่าเธอเป็นเสมือนลมหายใจของเขา ถ้าขาดเธอไปจะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไง
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา ทำไมถึงได้ยอมให้เขาจูบ แถมยังเผลอไผลไปกับจุมพิตของเขา ใจก็เต้นแรงทุกครั้งเมื่อเวลาที่เขาเข้ามาแนบชิด ความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไร
“มันไม่ควรเป็นแบบนี้ ตั้งสติเดี๋ยวนี้เลยมัฑณาวี” หญิงสาวเอ่ยเตือนตัวเองพร้อมกับตบแก้มทั้งสองข้างเบา ๆ
“ท่องไว้ให้ขึ้นใจว่าเขาเป็นเพื่อน จะจูบกับเพื่อนแบบนี้ไม่ได้...ไม่ได้เด็ดขาด” เธอย้ำเตือนตัวเอง
น่าแปลกที่มัฑณาวีไม่เคยเกิดความรู้สึกเขินอาย หรือใจเต้นแรงเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดติณณภพ ทั้งที่เขาก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าชอบเธอ แต่กลับรู้สึกหวั่นไหวไปกับดิน แถมยังรู้สึกวาบหวามกับจูบที่เขามอบให้
นี่มันอะไร...ทำไมต้องมาทำให้รู้สึกสับสนแบบนี้ด้วย
ให้ตายสิ! แล้วพรุ่งนี้จะมองหน้ากันยังไง
เพราะไม่เคยมีความรักกับใครสักคนอย่างจริงจัง มีแต่แค่แอบรัก แถมยังไม่สมหวัง ก็เลยไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เธอมีต่อดินมันคืออะไร...เรียกว่า ‘รัก’ ได้ไหม
“คิดไปก็เท่านั้น นอนเอาแรงไว้ทำงานในวันพรุ่งนี้ดีกว่า”
เช้าวันต่อมา...แม้มัฑณาวีจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติ แต่มันช่างยากเย็น เธอก็เลยเลือกวิธีที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับดิน ด้วยการหันมาสนใจกับงานของตัวเองแทน ตลอดทั้งวันหญิงสาวนั่งทำงานโดยไม่พูดจากับใคร
แม้ว่าภูมิระพีและติณณภพจะพยายามชวนเธอคุย แต่ก็เป็นไปแบบถามคำตอบคำ สุดท้ายพวกเขาก็ยอมถอยและปล่อยให้เธอจมอยู่กับงานตรงหน้า
ภูมิระพีใช้ช่วงจังหวะที่มัฑณาวีเดินไปเข้าห้องน้ำเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจ
“เกิดอะไรขึ้นวะติณณ์ เมื่อวานนายทำอะไรคุณมัท เธอถึงได้เป็นแบบนี้”
“ก็แค่จูบ”
“นายจูบเธอ”
“ใช่ ตกใจอะไร”
“ทำไมทำแบบนั้น”
ภูมิระพีย้อนถามด้วยความอยากรู้ เขาไม่เคยคิดว่าเพื่อนรักจะทำอะไรบุ่มบ่ามแบบนั้น
“ก็แค่อยากจูบ ความหมายมันก็ตรงตัวอยู่นะ เข้าใจยากตรงไหน ฉันไม่ยอมให้นายเร่งทำคะแนนกับมัทอยู่ฝ่ายเดียวหรอก”
“จะบอกว่าที่ทำมาทั้งหมดนี่เพราะหึง ทั้งที่ฉันทำตามแผนของนาย”
“นายเล่นนอกบท”
“ตรงไหน! ถ้าหมายถึงที่ฉันคว้าตัวคุณมัทเข้ามากอดเมื่อวานนี้ล่ะก็มันเป็นอุบัติเหตุโว้ย ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้นซะหน่อย”
“แล้วทำไมนายต้องเดินจูงมือมัทด้วย ไม่เห็นจำเป็นเลย”
“ฉันก็แค่แสดงไปตาบทบาทที่นายยัดเยียดให้ต่างหาก”
“ไม่ต้องเนียนขนาดนั้นก็ได้ เอาแค่พองามเพื่อไม่ให้เธอสงสัย นี่อะไรเล่นซะเนียนเลย”
“คุณมัทเดินกลับมาแล้วนะครับ” คำเตือนของอาทรทำให้สองหนุ่มแยกย้ายกันไปทำงานของตนเอง ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พรุ่งนี้เย็นผมกับดินต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้ว คุณจะกลับพร้อมผมหรือต้องอยู่เก็บข้อมูลที่นี่ก่อน” ภูมิระพีเอ่ยถามมัฑณาวี
“มัทเหลือข้อมูลที่ต้องตรวจอีกไม่มากแล้ว ถ้าจะให้เสร็จทันเวลาและกลับกรุงเทพฯ พร้อมคุณติณณ์ คืนนี้มัทคงต้องอยู่ดึกเพื่อทำให้เสร็จ เราจะได้กลับกรุงเทพฯ พร้อมกัน”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส




![ม่านรักไฟเสน่หา NC30+ [โคแก่กินหญ้าอ่อน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


