LOGINความดีใจทำให้มัฑณาวีวิ่งตรงเข้าไปกอดเขาไว้แน่น ติณณภพยกมือขึ้นเพื่อที่จะกอดตอบเธอ แต่ต้องอดใจไว้พร้อมกับลดมือลงข้างตัว ได้แต่ซึมซับความคิดถึงของเธอผ่านอ้อมกอดที่อบอุ่นนั้น
“มัทคิดถึงดินที่สุดเลยรู้ไหม ระยะหลัง ๆ เราต่างคนต่างยุ่งอยู่กับงานจนแทบไม่ได้คุยกันหรือเจอหน้ากันเลย”
“ผมก็คิดถึงคุณ อยากมาหาคุณใจจะขาด แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อคุณกำลังสานความสัมพันธ์อยู่กับเจ้านายผม”
คำพูดเตือนสติของเขาทำให้เธอได้คิด และผละออกห่างจากเขาทันที
“คุณกับเขาไปกันได้ด้วยดีใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ”
“แล้วทำไมสีหน้าของคุณถึงดูเหมือนคนไม่มีความสุข”
“ใครบอกคะมัทมีความสุขดี อันที่จริงคุณติณณ์เขาชวนมัทไปดินเนอร์กับเขาคืนนี้ แต่มัทปฏิเสธเพราะอยากพัก เราก็เลยเลื่อนไปเป็นเย็นวันพรุ่งนี้แทน”
“ผมมารบกวนเวลาพักของคุณหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ มัทดีใจที่ได้พบดิน” แววตาของเธอก็บอกเขาเช่นนั้นเหมือนกัน
“ไปเดินเล่นกันไหม”
“ไปสิคะ แต่ขอเวลามัทไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ”
“ไหนบอกว่าเหนื่อย”
“การไปเดินเล่นชายหาดกับดินถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่งของมัท รอก่อนนะเดี๋ยวมัทมา”
ติณณภพยิ้มให้เธออย่างอบอุ่น “อย่านานนะ ถ้านานผมจะเข้าไปช่วยเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวให้”
“ถ้าได้แบบนั้นก็วิเศษไปเลย”
เขารู้ดีว่าเธอพูดเล่นมากกว่าจะอยากให้เขาทำอย่างนั้นจริง ๆ
“เมื่อไรนะที่คุณจะรู้ว่าใครคือคนที่คุณรัก และอะไรสำคัญสำหรับคุณมากกว่ากัน ผมหรือการแต่งงานกับติณณภพ เตชะกษิดิศที่คุณใฝ่ฝันถึง”
สองหนุ่มสาวลงไปเดินเล่นริมทะเลยามแดดร่มลมตก พระอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้า เท้าของพวกเขาเหยียบย่ำลงไปบนน้ำทะเลที่เกลียวคลื่นซัดเข้ามาที่ชายฝั่ง
เขาและเธอพูดคุยกันท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติก
“ความสัมพันธ์ของคุณกับเจ้านายผมคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”
มัฑณาวีนิ่งคิดชั่วขณะก่อนที่จะตอบคำถามนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เราเข้ากันได้ดี คุณติณณ์คอยดูแลเอาใจใส่มัทเสมอ” ซึ่งคำตอบของเธอก็ไม่ผิดไปจากความเป็นจริง
“เขาขอคบกับคุณอย่างจริงจังหรือยัง”
“เขายังไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนั้น”
“เป็นไปได้ยังไงในเมื่อเขาสนใจคุณมาก ถึงขนาดบินมาหาคุณที่นี่ แล้วทำไมถึงยังไม่คืบหน้าไปไหน”
“จะว่าไม่คืบหน้าก็ไม่เชิง เพียงแต่เขายังไม่เคยเอ่ยปากขอคบหามัทอย่างจริงจังเท่านั้น”
“ถ้าเขาขอคุณเป็นแฟน คุณจะรับปากเขาไหม”
“ไม่รู้สิ ให้เวลานั้นมาถึงก่อนค่อยว่ากัน”
ติณณภพเดินมายืนดักหน้าเธอไว้ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณรักเขาหรือเปล่า”
มัฑณาวีนิ่งคิดถึงคำจำกัดความของคำว่ารักระหว่างเธอและติณณภพ ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าความรู้สึกที่เธอมีให้เขานั้นเรียกว่ารักได้หรือเปล่า ถ้าใช่ทำไมเธอถึงรู้สึกว่ามันเป็นความรักที่มาพร้อมความอึดอัด และบางครั้งเจือปนด้วยความเศร้า ยามเมื่อมีภาพของดินแทรกเข้ามา มันเป็นความรักที่ทั้งซึ้งทั้งเหงารวมอยู่ด้วยกัน
“มัทมีความรู้สึกดี ๆ ให้คุณติณณ์ แต่ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มัทมีต่อคุณติณณ์มันเรียกว่ารักได้ไหม รู้แต่ว่าเวลาอยู่ใกล้เขามัทรู้สึกอบอุ่นใจ เพียงแต่...” เธอพูดค้างไว้แต่เพียงเท่านั้น
“เพียงแต่อะไรทำไมไม่พูดให้จบ”
หญิงสาวสบตาเขาในระยะประชิด และกำลังชั่งใจว่าควรพูดออกไปตามความจริงดีไหม แต่สุดท้ายแล้วก็เลือกที่จะไม่พูด
“ไม่มีอะไร”
จะให้บอกเขาได้อย่างไรว่าเธอมักจะเห็นภาพของเขา ซ้อนขึ้นมาแทรกกลางระหว่างเธอกับเจ้านายเขาเสมอ ซึ่งเธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เรื่องราวระหว่างเธอและติณณภพไม่คืบหน้าไปไกลอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่เขาก็แสดงออกให้รู้ว่าเขาสนใจเธอ แต่เป็นเพราะเธอเองต่างหากที่ยังสับสนกับความรู้สึกของตนเอง จนต้องถามย้ำกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง
ควรไปต่อ...หรือพอแค่นี้
อย่างไหนที่ต้องการอย่างแท้จริง แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบ
“ดูเหมือนมีอะไรกวนใจคุณ”
“หมายถึงอะไร!”
“อะไรสักอย่างที่ทำให้คุณลังเลที่จะสานต่อความสัมพันธ์กับเจ้านายผม ทั้งที่มันเป็นเป้าหมายที่คุณเคยวาดหวังไว้ตั้งแต่แรก บอกผมมาซิว่ามันคืออะไร”
หญิงสาวไม่ตอบแต่เลือกที่จะย้อนถามเขา
“คุณเคยรักใครบ้างไหมดิน”
“ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้จักความหมายของคำว่ารัก จนกระทั่งผมได้พบเธอ เธอทำให้ผมรู้จักกับความรัก รักแท้ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ และเป็นรักแท้ที่ยากจะหาสิ่งใดมาทดแทน”
“อยากรู้จังว่าใครคือคนที่ได้ครอบครองหัวใจของดิน เธอจะรู้ตัวไหมว่าเป็นผู้หญิงที่โชคดี ที่ได้หัวใจรักจากผู้ชายดี ๆ อย่างดิน”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







