เข้าสู่ระบบภายในห้องพักที่เงียบสงัด เย็นยะเยือกราวกับห้องแช่แข็ง เพียงเพราะใบหน้าเรียบเฉยของหยางดุดันและแผ่รังสีอำมหิตรอบตัว จนดรัณที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลับรู้สึกร้อนหนาวโดยไม่ทราบสาเหตุ
จนกระทั่ง!
“ดรัณ นายออกไปก่อน” หยางเอ่ยปากไล่ดรัณให้ออกจากห้องพัก เพราะเขาอยากอยู่เพียงลำพัง อยากใช้ความคิดเพื่อทบทวนความคิดและความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้
“ครับ” ดรัณถอนหายใจพรืดยาวด้วยความโล่งใจ รีบเดินออกจากห้องพักเจ้านายหนุ่มทันที ขืนอยู่ต่อมีหวังถูกเจ้านายใช้สายตาเชือดเฉือนสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเป็นแน่
ภายในห้องพักวีไอพีเงียบสงัดได้ไม่นาน กลับต้องวุ่นวายอีกครั้ง เมื่อเสียงแหลมของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นหน้าห้องพัก พร้อมกับเสียงเอ่ยปากห้ามของดรัณที่พยายามกีดกันไม่ให้หญิงสาวคนนั้นเข้ามา
“เข้าไม่ได้นะครับ นายสั่งห้ามเอาไว้”
“ทำไมจะเข้าไม่ได้”
“เจ้านายสั่งเอาไว้ครับ นายยังไม่ต้องการพบใคร” ดรัณยังคงค้านหัวชนฝา หากปล่อยให้จินนี่ หลานสาวตระกูลหมิงเข้าไปตอนนี้ หัวของเขาคงหลุดออกจากบ่าเป็นแน่
“แต่ฉันต้องการเข้าไปเยี่ยมเฮียหยาง”
บานประตูถูกเปิดเข้าไปภายในห้องพักพร้อมกับเสียงร้องห้ามของดรัณ โดยที่เขานั้นเดินตามจินนี่เข้าไปในห้องด้วยสีหน้าวิตกกังวล
“เดี๋ยวครับ!”
“เฮียหยาง เป็นยังไงบ้างคะ รู้รึเปล่าว่าจินนี่เป็นห่วง” จินนี่เดินย่างก้าวเข้าไปภายในห้องพัก ย่างกายเดินเข้าไปข้างเตียงเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงหวาน
“ใครอนุญาตให้เธอเข้ามา” น้ำเสียงเรียบเฉยปนดุดันถามกลับจินนี่ นัยน์ตาดุดันแสดงความไม่พอใจออกมา
“ผมห้ามเธอแล้วครับ” ดรัณเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ดี พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ จนต้องรีบพูดแก้ตัวขึ้นพัลวัน
“โธ่! เฮีย ก็จินนี่เป็นห่วงเฮียหยางหนิคะ” จินนี่พยายามโน้มน้าว ออดอ้อน หวังให้หยางเห็นใจและอ่อนโยนกับเธอบ้าง
“ฉันขอร้องเธอเหรอ” หยางถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยปนหงุดหงิด รำคาญใจ ไม่ชอบผู้หญิงประเภทนี้เลยสักนิด
“เฮีย แต่เราสองคนคือว่าที่คู่หมั้นกันนะคะ” จินนี่พยายามหาข้ออ้าง เผื่อว่าหยางจะใจดีกับตนบ้าง แต่! ทุกอย่างยังคงเดิม
“ไล่เธอออกไป” หยางหันหน้าไปออกคำสั่งกับดรัณที่ยืนมองตาปริบอยู่ข้างเตียงด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“เฮียจะทำแบบนี้กับจินนี่ไม่ได้นะคะ ไม่งั้นจินนี่จะฟ้องปู่เฮีย”
“เชิญ!” หยางตอบกลับเสียงเข้ม ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวหรือเกรงใจปู่ของตนเองแม้แต่น้อย ยังคงทำหน้าเรียบเฉยออกปากไล่จินนี่ให้ออกจากห้องพักตนดังเดิม
“เฮียหยาง” จินนี่อุทานเรียกชื่อหยางด้วยความไม่พอใจ เธอกระทืบเท้าเสมือนเด็กกำลังถูกผู้ใหญ่ขัดใจก็ไม่ปาน
“ออกไป!” แม้แต่อยู่ในโรงพยาบาลชีวิตของเขากลับวุ่นวาย ไม่ได้เงียบสงบดั่งที่ควรจะเป็น แต่! กลับฟุ้งซ่านมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
@ บ้านตระกูลหมิง
คฤหาสน์ที่พึ่งเงียบสงบกลับต้องวุ่นวายอีกครั้ง เมื่อจินนี่ที่เดินเข้ามาในบ้าน มุ่งตรงไปยังห้องรับแขกที่มีเจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นประมุขของบ้านนั่งจิบชายามบ่ายท่าทางสบาย กลับต้องรีบวางแก้วชาลงอย่างใจเย็น
“อากงต้องช่วยจินนี่นะคะ” จินนี่เดินเข้าไปนั่งข้างอากงท่าทางออดอ้อน พยายามขอร้องให้อากงช่วยเหลือตนเอง
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น” เจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นเอ่ยถามหลานสาวด้วยน้ำเสียงร้อนรนปนเป็นห่วง เพราะนิสัยที่เอาแต่ใจและอารมณ์ร้อนจนพลันมีเรื่องกับบุคคลอื่นไปทั่ว
“ก็วันนี้จินนี่ไปเยี่ยมเฮียหยางที่โรงพยาบาล กลับถูกเฮียไล่ตะเพิดกลับ”
“จะให้กงช่วยอะไรล่ะ นิสัยเจ้าหยางก็เป็นแบบนั้น” เจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นถอนหายใจพรืดยาว อึดอัดใจที่จะพูดหรือกดดันฝั่งหยางที่มักจะเฉยชาและปฏิเสธความสัมพันธ์กับหลานสาวตนเองอยู่เสมอ
“อากงรีบเร่งงานหมั้นให้จินนี่หน่อยสิคะ” จินนี่ถูไถใบหน้ากับแขนแกร่งเจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นอย่างเอาใจ หวังให้อากงช่วยเร่งความสัมพันธ์และผูกมัดหยางเอาไว้
“เรื่องนี้กงต้องปรึกษาไอ้เหว่ย ปู่เจ้าหยางก่อน” เรื่องนี้เขาไม่อาจตัดสินใจใด ๆ ด้วยตัวเองได้ ต้องปรึกษาเจ้าสัวเหว่ยเสียก่อน
“จินนี่เห็นอากงพูดแบบนี้มานานหลายปีแล้วนะคะ” จินนี่เบะปากดั่งคนถูกขัดใจ เพราะเธอมักจะได้ยินประโยคเช่นนี้จากปากของอากงมาเป็นเวลานาน แต่! ทุกอย่างกลับไม่มีความคืบหน้า
“เจ้าหยางมันไม่ยอมน่ะสิ ส่วนไอ้เหว่ยก็ตามใจหลานอย่างกับอะไรดี” แม้แต่ก่อนเจ้าสัวเหว่ยจะเคยเข้มงวดกับหลานชาย แต่! ก็มักจะตามใจแทบจะทุกครั้ง
“แบบนี้จินนี่ไม่แย่เอาเหรอคะ”
“หนูก็ต้องทำให้เจ้าหยางรักให้ได้สิ สมัยนี้คลุมถุงชนคงไม่มีแล้ว” เจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นไม่ได้อยากจับหลานสาวคลุมถุงชนดั่งยุคก่อน เพราะการแต่งงานไร้ความรัก ชีวิตคู่มักไร้ความสุข จนไม่อยากให้หลานสาวเจอชะตากรรมเช่นนั้น
“ไม่รู้ละ ยังไงอากงต้องช่วยหนู” จินนี่กอดอก พ่นคำพูดเอาแต่ใจเสียงแหลม ไม่ว่ายังไง เฮียหยางต้องเป็นของเธอเพียงผู้เดียว
“เอาแต่ใจจริง ๆ กงให้จินนี่ได้ทุกอย่าง แต่เรื่องเจ้าหยาง กงไม่รับปากจริง ๆ”
“แต่ตอนนี้เฮียหยางยังไม่มีใคร ทำไม? จะไม่ได้ล่ะคะ” เธอสืบทราบมาว่าชายหนุ่มยังไม่มีใคร และไม่คิดจะชายตามองใครด้วย จนทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจินนี่สบายใจและดีใจไม่น้อย
“เจ้าหยาง อ่านใจยากจะตาย มีใครอ่านใจมันได้บ้าง” หยางเป็นผู้ชายที่อ่านใจยาก เย็นชา และเด็ดขาด ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องธุรกิจอยู่เสมอ
“โอ๊ย! กง งั้นจินนี่จะหาวิธีเอง” จินนี่แว้ดเสียงใส่เจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นอย่างเอาแต่ใจ หากอากงไม่ให้ความร่วมมือหรือช่วยเหลือ เธอคงต้องหาวิธีพิชิตใจเฮียหยาง ชายหนุ่มที่เธอหลงรักตลอดหลายปีด้วยตัวเอง
“ตามใจ กงจะดูอยู่ห่าง ๆ” ครั้งนี้คงไม่สามารถตามใจหรือจัดการตามคำขอหลานสาวได้ เพราะใคร ๆ ก็ทราบถึงกิตติศัพท์ของหยางเป็นอย่างดี
“ไม่ว่ายังไง? จินนี่ต้องได้เฮียหยางมาครอบครอง” จินนี่ประกาศเสียงกร้าว เธอต้องได้ครอบครอง ไม่ว่ายังไง? เฮียหยางต้องเป็นของเธอ และ! ครั้งนี้เธอคงไม่รอให้ผู้ใหญ่จับคู่กันดังเดิม
กริ่ง! เสียงประตูร้านกาแฟในโรงพยาบาลดังขึ้น พร้อมการปรากฏตัวของคุณหมอแพรววาคนสวยที่เดินยิ้มกริ่มเข้ามาภายในร้านกาแฟที่เพื่อนสาวเธอเป็นเจ้าของ
“สวัสดีคุณหมอแพรววาคนสวย ว่างแล้วเหรอคะ” อโรชาเจ้าของร้านกาแฟ พ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิทของหมอแพรววาเอ่ยถามเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงสดใส
“ร่างกายต้องการคาเฟอีน” หมอแพรววาเดินไปนั่งโต๊ะประจำดั่งคนหมดแรง เนื่องด้วยคนไข้ในช่วงเช้าที่มากเป็นพิเศษ
“เหมือนเดิมใช่ไหม” อโรชาเอ่ยถามขึ้น ใบหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดูกับท่าทางหมดแรงของเพื่อนสาว
“ใช่เลย” หมอแพรววาพยักหน้ารับทันที ก่อนที่เธอนั้นจะทิ้งตัวพิงเก้าอี้และหลับตาลง เพื่อพักผ่อนสมองและสายตา
จนกระทั่ง! กาแฟรสโปรดถูกวางตรงหน้าโดยฝีมือของอโรชา ที่แทรกตัวนั่งตรงข้ามหมอแพรววาเสมือนกำลังมีเรื่องพูดคุย
“ฉันได้ข่าวว่า คุณหยาง มารักษาตัวที่นี่” อโรชากระซิบถามหมอแพรววาให้ได้ยินกันแค่สองคน
“อือ” หมอแพรววาตอบกลับเพียงประโยคสั้น ๆ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยปนเหนื่อยล้า
“กลับมาเจอกันแล้วเหรอ? แล้วแกจะบอกเรื่อง” อโรชาเป็นอันชะงัก เมื่อปะทะเข้ากับสายตาของหมอแพรววาที่กำลังสั่งให้เธอหยุดพูด
“หยุด! ตั้งคำถามเรื่องนี้ได้แล้ว ฉันกับเขาเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”
“โอเค! เข้าใจแล้ว ว่าแต่หลานสาวจะปิดเทอมเมื่อไหร่” เมื่อได้ยินคำตอบอโรชาจึงต้องยกธงขาว และเปลี่ยนเรื่องทันที
“พึ่งเปิดเทอมเอง” หากลูกสาวปิดเทอมชีวิตคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเธอจะเหนื่อยมากขึ้นเท่าตัว
“ถ้าหลานปิดเทอมอีก มาฝากฉันเลี้ยงได้” อโรชาเสนอตัวเองทันที เพราะเธอหลงหลานยิ่งกว่าอะไรดี
“ให้คุณแม่อย่างฉันได้หายใจ หายคอบ้างเถอะ”
“แบบนี้คงต้องหาพ่อให้พาขวัญแล้วมั้ง” คำหยอกล้อของอโรชา เรียกสายตาอาฆาตจากหมอแพรววาได้เป็นอย่างดี พร้อมกับประโยคคำพูดดับฝันเพื่อนสาวตนเอง
“หยุดความคิดนั้นซะ!”
@ หกเดือนผ่านไป หยางนั่งอยู่โซฟาหน้าทีวี บนอกมีลูกน้อยวัยหกเดือนนอนแนบอก พลันหวนนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมาตั้งแต่กลับมาเจอแม่ของลูกรวมไปถึงลูกคนที่สองคลอดออกมา ซึ่งทำให้เขานั้นรับรู้รสชาติของความเป็นพ่อคนมากขึ้น จนนับถือน้ำใจคนเป็นแม่ที่อดทนเพื่อลูกมาโดยตลอด“พันไมล์หลับเหรอคะ” เสียงหวานของแพรววาดังขึ้นจากด้านหลังของหยาง หลังจากที่หญิงสาวปั๊มนมเสร็จเรียบร้อย“พึ่งหลับครับ” หยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงอบอุ่น มือหนายังคงลูบแผ่นหลังลูกชาย ใช่แล้ว! ลูกคนที่สองของเขาเป็นเด็กผู้ชายชื่อพันไมล์“เหนื่อยไหมคะ” แพรววาเอ่ยถามเสียงหวาน พลันเดินไปนั่งข้างสามีตนเองและซบศีรษะลงบนบ่าแกร่งเสมือนกำลังออดอ้อนชายหนุ่ม“ถ้าจะบอกว่าไม่เหนื่อยก็คงโกหก เอาเป็นว่าเหนื่อยแต่มีความสุขครับ” หากบอกว่าไม่! คงโกหก แต่ความเหนื่อยในครั้งนี้มีความสุขโอบล้อม จนสามารถยอมเหนื่อยไปทั้งชีวิตได้“ขอบคุณนะคะที่ช่วยเลี้ยงลูก” ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาขอบคุณหยาง ซึ่งการกระทำของชายหนุ่มที่แพรววารับรู้และได้เห็นเกินคาดกว่าที่คิดเอาไว้“เฮียต้องขอบคุณหนูมากกว่า” แพรววาคือผู้หญิงที่เขานั้นอยากขอบคุณมากที่สุด เธอเป็นทั้งคนที่เ
ช่วงค่ำของวันหลังจากที่ส่งลูกสาวเข้านอน หยางจึงเดินออกจากห้องมุ่งตรงมาหาแพรววาที่กำลังเตรียมของให้ลูกคนเล็กที่ใกล้จะคลอดในอีกไม่นาน “หนักไหมครับ” เสียงทุ้มต่ำปนอบอุ่นเอ่ยถามแพรววาขึ้น มือหนาเอื้อมไปลูบหน้าท้องนูนด้วยความรักใคร่ ทุกอย่างคือความรู้สึกแปลกใหม่ที่เขาได้รับเสมือนกำลังชดเชยจากลูกคนแรกก็ไม่ปาน “หนักมาก” การอุ้มท้องไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความอดทนสูงมาก ซึ่งเธอรับรู้ถึงความรักที่มารดามีให้และไม่ลืมที่จะนึกถึงท่านที่อยู่บนสวรรค์อยู่เสมอ “เฮียยอมใจเลย ขอบคุณนะครับ” ไม่รู้จะหาคำไหน? มาขอบคุณแพรววาที่ยอมทิ้งงาน เพื่ออุ้มท้องลูกคนที่สองให้ตนเอง รวมไปถึงอดทนเลี้ยงดูพาขวัญมาอย่างดี “รู้แบบนี้ จะอยากได้คนที่สาม ที่สี่อีกไหมคะ” แพรววาอดกระแนะกระแหนหยางไม่ได้ หวังให้ชายหนุ่มเห็นใจ มีลูกน้อยเพียงแค่สองคนเท่านั้น แต่! คำตอบที่ได้รับจากหยางกลับทำให้แพรววาอุทานเรียกสามีหนุ่มเสียงหลง เพราะเธอนั้นสัมผัสได้ถึงแววตาจริงจัง มุ่งมั่นอยู่ในนั้นจนรู้สึกเสียวหลัง “อยากได้ครับ” “เฮีย!” “โธ่! หลังจากลูกคนที่สอง เฮียไม่ได้จะมีคนที่
@ สี่เดือนต่อมา ตีสองของวันหลังจากที่ทั้งสามคนเข้านอนพร้อมกันในช่วงสี่ทุ่ม หมอแพรววาสะกิดหยางที่นอนอยู่ข้าง ๆ เนื่องจากอาการหิวที่กำเริบจนต้องรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง “เฮีย” “ครับ” หยางตอบรับแพรววาด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ลืมตาตื่นเหลือบมองนาฬิกาติดผนังที่กำลังบ่งบอกเวลา “อยากกินไอศกรีม” แพรววาตอบกลับหยางด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม หวังให้ชายหนุ่มเดินลงไปส่งตนเองที่ห้องครัวชั้นล่างของบ้าน “เวลานี้เนี่ยนะ แต่หมอให้งดน้ำตาล” หยางรีบอุทานขึ้นด้วยความตกใจ พลันเอ่ยเตือนแพรววาด้วยความเป็นห่วง เนื่องจากตอนนี้หน้าท้องที่เคยแบนราบกลับนูนขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ “หนูก็หมอ” หมอแพรววาชี้นิ้วเข้าหาตนเอง พลันบอกอาชีพที่เธอยังคงทำอยู่ตอนนี้และในอนาคตให้กับหยาง ย้ำความมั่นใจว่าสิ่งที่เธอต้องการจะกินในเวลานี้ สามารถทานได้ “หมอคนละแผนก ทนหน่อยนะ” เพราะเป็นห่วงกลัวค่าน้ำตาลจะขึ้นจนส่งผลเสียตามมาในอนาคต จึงพยายามเอ่ยปากห้ามแพรววาด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “เฮียไม่รักหนูแล้วเหรอ? ทำไมไม่ตามใจเหมือนแต่ก่อน” คำตอบของหยาง เมื่อถูกสามีขัดใจและติเตือน เริ
@ หกเดือนผ่านไป ชีวิตระหว่างหยางและแพรววาดำรงไปได้ด้วยดี โดยมีลูกสาวอย่างพาขวัญคอยเติมเต็มสีสันในชีวิตครอบครัวให้อบอุ่นมากกว่าเดิม แต่ ชีวิตจะหรรษามากกว่านั้น หากครอบครัวมีสมาชิกเพิ่มขึ้นดั่งที่หยางใฝ่ฝันและตั้งมั่นมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จนกระทั่ง! เสียงโอ้กอ้ากของเจ้านายหนุ่มดังออกมาจากห้องน้ำ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกของวัน จึงทำให้ดรัณรีบย่างก้าวไปดูอาการเจ้านายที่ห้องน้ำด้วยความเป็นห่วง “เจ้านายเป็นอะไรครับ” ดรัณเอ่ยถามเจ้านายหนุ่มด้วยความร้อนรน หวังจะเดินเข้าไปประคองร่างสูงที่กำลังนั่งข้างชักโครกด้วยใบหน้าซีดเซียวเสมือนคนไร้เรี่ยวแรง “สงสัยคงทานข้าวเช้าเยอะไปหน่อย” หยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ภายในร่างกายตีรวนว้าวุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “แต่เจ้านายอ้วกหนักมากเลยนะครับ ผมว่าเดินลงไปให้หมอเช็กอาการดีกว่า” “ไม่ต้อง” หยางรีบเอ่ยปากและยกมือห้ามดรัณเอาไว้เสียก่อน เพราะเกรงภรรยาสาวจะรับทราบอาการผิดแปลกของตนเองในเวลานี้ “ลูกเจ้านายยังเล็กนะครับ จะไม่ไปตรวจร่างกายจริง ๆ เหรอ” ดรัณทราบดีว่าเจ้านายหนุ่มนั้นรักครอบครัวมาก จึง
@ สองเดือนผ่านไป หยางนับวันรอจนกระทั่งครบกำหนดสองเดือนที่รอคอย ร่างสูงโปร่งเดินเข้าไปหาแม่ของลูกที่ห้องครัว พลันตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “แพรววาครับ เป็นไงบ้าง? วันนี้รู้สึกหิว รู้สึกเวียนหัว รู้สึกอ่อนเพลียบ้างรึเปล่า” “ไม่นะคะ” แพรววาตอบกลับด้วยน้ำเสียงและใบหน้ามึนงง กับคำถามที่หยางเอ่ยถามเสมือนเธอกำลังป่วยอยู่ “ล้อเล่นใช่ไหมครับ” รอยยิ้มกว้างกลับเจื่อนลงเห็นได้ชัด เมื่อแพรววายังคงปกติดีทุกอย่าง ไม่มีแม้แต่อาการแพ้ท้องให้เห็น “พูดจริงค่ะ นี่เฮียกำลังรออะไรอยู่รึเปล่า” “ปะ เปล่า” หยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก สีหน้าเลิ่กลั่ก เสมือนกำลังมีความลับจนกลัวเมียจับพิรุธได้ “ขอความจริงค่ะ” แพรววาย้ำคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เมื่อเธอเห็นพิรุธของหยางที่ดูแปลกไป “รอลูกคนที่สอง” หยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบาหวิว เกรงจะถูกแพรววาดุเอา เมื่อเขายังคงดื้อรั้นอยากมีลูกคนที่สอง แม้ว่าหญิงสาวนั้นจะยังไม่พร้อมก็ตาม “แต่แพรววายังไม่พร้อม เคยบอกเฮียไปแล้วด้วย” “แต่เฮียพร้อมมาก อีกอย่างพาขวัญก็อยากได้น้อง” สายตาและน
หยางกลับมาบ้านด้วยเวลาราวตีสอง ซึ่งไม่ใช่เวลาที่บอกแพรววาเอาไว้ จึงทำให้เขาต้องเดินย่องเข้าบ้าน โดยไม่เปิดไฟเพราะเกรงจะรบกวนการนอนของแพรววาและพาขวัญที่คงเข้านอนไปนานแล้ว แต่! สิ่งที่เขาคิดกลับผิดคาด เพียงแค่สองเท้าก้าวเดินเข้ามาในบ้าน ไฟทุกดวงกลับเปิดสว่างโดยฝีมือของแพรววา “ยังไม่นอนอีกเหรอ” หยางชะงักฝีเท้า พลันลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ เมื่อสายตาปะทะเข้ากับสายตาแม่ของลูกที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้ว “นาฬิกาเรือนละหลายสิบล้าน เดินช้ากว่าเวลาปกติเหรอคะ” น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยถามหยางอย่างใจเย็น แต่ความใจเย็นของเธอกลับทำให้ร่างสูงเสียวสันหลังวาบ “คือว่า” คำพูดตะกุกตะกักเสมือนไม่ใช่ตัวตน เกรงกลัวผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่กำลังยืนเท้าสะเอวอยู่ตรงหน้า “ไปมีเรื่องทะเลาะกับใครมา” แพรววาเดินเข้าไปใกล้หยาง สำรวจบาดแผลบนใบหน้าอย่างละเอียด และ! ด้วยความโมโหทำให้เธอดึงใบหูหยางบิดอย่างแรง ตามอารมณ์หงุดหงิดปนเป็นห่วง “โอ๊ย!” หยางร้องเสียงหลง เมื่อใบหูถูกแพรววาเล่นงานไม่เป็นท่า พลันตัวงอด้วยความเจ็บ “อย่าเสียงดัง เดี๋ยวลูกตื่น” น้ำเสียงเย็นของแ







