Mag-log in
“เขาว่ากันว่าเอากับเฮียคีคือดีที่สุด”
เสียงบอกเล่าพ้นกลีบปากอิ่มที่ถูกทาทับด้วยลิปสติกเนื้อแมตต์สีชมพูหวานฉ่ำดังสู้กับเสียงดนตรีแนว EDM ที่ดีเจชื่อดังกำลังรีมิกซ์ให้เข้ากับบรรยากาศสนุกในยามค่ำคืน แสงไฟสาดส่องไปทั่วสร้างความตื่นเต้นและเร้าใจ
“แกเคยลองแล้วเหรอยัยอิ๋ม” เพียงอึดใจเท่านั้นคำถามก็ถูกส่งออกจากปากคนที่กำลังมองตรงไปยังชายที่ถูกกล่าวถึง ผู้ชายที่เป็นที่สนใจของสาวๆ หลายคน บุคลิกท่าทางที่นิ่งสงบยิ่งทำให้ดูโดดเด่น แม้ว่าจะมีแว่นกรอบเงินสวมอยู่เบื้องหน้า แต่ไม่ได้ลดความมีเสน่ห์ของดวงตาสีดำได้เลย กลับยิ่งเสริมให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น
ไหนจะเสื้อผ้าที่เรียบกริบบ่งบอกถึงความเนี้ยบ ผมทรงเซิร์ฟคัตยิ่งทำให้น่าดึงดูด และใครๆ ต่างเรียกเขาว่า เฮียคี ฮอตเนิร์ด ที่ลุคดูขัดกับการเป็นเจ้าของผับดังในย่านใจกลางเมืองอยู่ไม่น้อย
“ยัง ไม่กล้าอะ กลัวทุรนทุรายอยากได้อีก”
ไม่นานเสียงโต้ตอบก็ดังสู้เสียงเพลงมาอีก สีหน้าของผู้ตอบบอกถึงความแซ่บที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้แว่นสีเงิน กลีบปากด้านล่างถูกกัดหนึ่งครั้งสื่อถึงความเด็ดที่ใครๆ เล่าขาน ไม่เพียงเท่านั้นเฮียคียังมีจุดน่าสนใจอีกหลายข้อ
“ที่สำคัญนะ เป็นเด็กของเฮียคี เขาจะดูแลแกทุกอย่าง ดูแลด้วยชีวิตของเขาเลย และไม่ว่าจะขออะไรเขาก็ให้” จริยาวางตาไปมองชายที่มีอายุสามสิบสองปีอย่างแอบปลื้ม
“ขนาดนั้นเลย”
คำบอกเล่านั้นทำให้หญิงสาวอีกสองคนในกลุ่มหันไปมอง ผู้เล่าอย่างจริยาพยักหน้าหงึกๆ เป็นการตอบ
“ฉันชักอยากลองแล้ว” เกวลิน สาวสวยที่ใส่เสื้อสายเดี่ยวสปาเกตตีสีเขียวเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น อึดใจนั้นก็หันไปหารุ่นน้องที่นั่งเงียบอยู่ เป็นน้องเล็กที่มีอายุยี่สิบเจ็ดปี
“พะวาอยากลองไหม”
“โอ๊ย แกอยากไปยั่วยุพะวาเลย พะวาไม่ลองหรอก” จริยากลอกตาใส่เพื่อนที่เอ่ยถามรุ่นน้องในแผนก
ส่วนพะวาที่ทุกคนในกลุ่มกำลังมองอยู่นั้นยิ้มเจื่อนๆ ก่อนหน้านี้เธอเอาแต่มองผู้ชายคนนั้นอยู่หลายนาที
“แล้วเฮียของแกไม่มีแฟนเหรอยัยอิ๋ม” เกวลินตั้งคำถามด้วยความอยากรู้
“มีแต่แฟนเก่าที่ทำให้ไม่ยอมรักใครแบบจริงจังอีก”
“ไหนเล่าซิ” หนนี้หูของมณฑิกาผึ่งแทบจะกางออก เธอชอบนักกับเรื่องเล่าของผู้อื่น
“เพื่อนฉันเล่าว่า เฮียคีมีผู้หญิงที่รักมากคนหนึ่ง แต่กลับถูกหักหลัง ถูกทิ้งไปเพราะทำธุรกิจสีเทา ประมาณว่าไม่เหมาะสมกัน ทั้งที่แสนจะรัก แสนจะทะนุถนอม แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันผู้หญิงก็เปิดตัวคบผู้ชายคนใหม่”
จริยามองตรงไปยังคนที่นั่งดื่มเหล้าอยู่กับกลุ่มเพื่อนในมุมด้านในสุด เพื่อนของเธอเป็นรุ่นน้องของหนุ่มฮอตเนิร์ดอีกที“แล้วนั่นก็พี่ชายของแฟนเก่า เป็นเพื่อนรักของเฮีย เหมือนจะชื่อปิง” จริยาชี้นิ้วไปยังผู้ชายอีกคนที่รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาไม่แพ้เพื่อนเลยสักนิด
“แล้วยังเป็นเพื่อนกันได้อีก” เกวลินเอ่ยถาม นั่นทำให้จริยาพยักหน้า
“ความสัมพันธ์บาดลึก แต่ยังแน่นแฟ้น” มณฑิกาลงความเห็น ทุกคนพยักหน้าตาม พะวาที่เงยหน้าไปรับฟังก็เช่นกัน ก่อนจะเอ่ยปากขอบางอย่าง
“พะวากลับก่อนได้ไหมคะ”
“ทำไมล่ะพะวา พวกเราพึ่งมาได้ไม่นานเอง” จริยาร้องถาม
“พะวาเป็นห่วงพ่อค่ะ ช่วงนี้ท่านดูเหนื่อยๆ” บิดาของเธอเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจมาร่วมหนึ่งปีครึ่งแล้ว อาการดีขึ้นมา แต่แล้วเมื่อสองเดือนก่อนก็กลับมาแย่อีกหน
“ถ้ามีอะไรให้พวกพี่ช่วย บอกได้ทันทีเลยนะพะวา” จริยา เกวลิน และมณฑิกาลากสายตามองกัน พวกเธอพร้อมช่วยเหลือรุ่นน้องอย่างพะวาที่เป็นเด็กดี เด็กขยัน
“ขอบคุณค่ะพวกพี่ๆ”
“งั้นเดี๋ยวพวกพี่จะไปส่ง พวกเรากลับกันเลยนะ”
“พะวากลับเองได้ค่ะ พวกพี่ๆ อยู่สนุกกันเถอะค่ะ ไว้ถ้าพะวาอยากได้ความช่วยเหลือ พะวาจะบอกค่ะ”
เธอไม่อยากเป็นตัวขัดความสนุก ที่จริงอยากอยู่ดูแลบิดามากกว่า แต่ท่านบอกว่าอยากให้เธอได้สนุกบ้าง เพราะสองสามเดือนที่ผ่านมาเมื่อเลิกงานเธอจะตรงกลับบ้านในทันทีเพื่อไปดูแลท่าน
รุ่นพี่ทั้งสามมีท่าทางลังเลก่อนพากันพยักหน้าหลังเห็นสายตาของพะวา ไม่อยากให้รู้สึกไม่ดี จนกลายเป็นว่าไม่กล้ามาเที่ยวกับพวกเธออีก
“ไว้เจอกันที่ทำงานนะคะ”
“จ้ะพะวา”
หลังจากนั้นร่างอรชรที่มีความสูงหนึ่งร้อยหกสิบสองเซนติเมตรก็ถอยห่างออกจากผับในเวลาสามทุ่มสิบนาที เท้าเล็กๆ ที่สวมคัตชูสีครีมก้าวไวๆ ตรงไปริมฟุตพาท มือเรียวยกขึ้นเรียกรถแท็กซี่มิเตอร์ที่จอดรอรับผู้โดยสาร
เพียงอึดใจเท่านั้นร่างเล็กก็ถูกพาออกไปจากย่านที่กำลังคึกคักด้วยผู้คน กว่าจะถึงบ้านคงใช้เวลาไปราวสี่สิบห้านาที พะวาอยากจะต่อสายหาบิดา แต่กลัวว่าจะกลายเป็นรบกวนการพักผ่อนของท่าน
หัวใจดวงกระจิ๊ดในวันนี้เกิดอาการหน่วงๆ อย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะในช่วงเวลาประมาณสองทุ่ม อาการพะว้าพะวังจึงตามมาฉับพลัน ความสนุกที่พยายามโฟกัสเลยล้มไม่เป็นท่า
“คงไม่มีอะไรหรอก”
พะวาร้องบอกตัวเอง ไม่อยากให้คิดมากจนเกินไป เมื่อไปถึงบ้านก็ใช้กุญแจเปิดประตูเข้าไปในบ้านขนาดสองชั้นที่สภาพเก่าไปตามกาลเวลา
สีที่ถูกทาทับไว้เริ่มลอก แต่ก็มีการทาใหม่และซ่อมแซมอยู่เสมอ จนในช่วงหลังมานี้ที่ขาดการดูแล เพราะบิดาล้มป่วยหลังมารดาเสียชีวิตไป
มือเล็กนุ่มกดเปิดสวิตช์ไฟที่อยู่ข้างประตู เพียงเสี้ยววินาทีความสว่างก็กลืนกินความมืดมิด สายตาคู่ใสมองตรงไปยังบันไดบ้านที่จะนำพาไปยังห้องนอนของบิดา แต่แล้วหัวใจดวงเล็กกลับร่วงหล่นไปอยู่บนพื้นเมื่อห่างจากบันไดไปไม่มาก พบร่างหนึ่งนอนฟุบหน้าอยู่บนพื้น
“พ่อ”
เส้นเสียงของพะวาถึงกับสั่น เนื้อตัวชาหนึบราวกับเหตุการณ์ร้ายๆ กำลังมาเยือน สองเท้าวิ่งก้าวเข้าไปหาคนที่เธอรักสุดหัวใจ
“พ่อ...พ่อ”
แค่ปลายนิ้วแตะไปยังต้นแขน ก้อนแข็งๆ ก็วิ่งมาจุกอยู่กลางลำคอ ความเย็นที่สัมผัสได้ทำให้เธอกลัวจับใจ มือออกแรงเขย่า ไม่มีการตอบรับกลับมาแม้แต่น้อย นาทีนั้นน้ำตาเม็ดกลมใสก็ร่วงเผาะจากขอบตา รู้อยู่ว่าในวันหนึ่งเรื่องนี้ก็ต้องเกิดขึ้น แต่มันเร็วกว่าที่คิดไว้ตั้งมาก
“พ่ออย่าทิ้งพะวาไป พ่อจ๋า...” พะวาคร่ำครวญ ไม่อยากให้เป็นความจริง ใบหน้าซุกอยู่กับอกที่อบอุ่นเสมอสำหรับลูกคนนี้ สองมือยกขึ้นโอบกอดไว้แน่น แม้จะมีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาก็ไม่ได้ให้ความสนใจ
“พี่ศินตายแล้วเหรอพะวา อาเสียใจด้วยนะ”
ถ้อยคำด้านหลังไม่ได้ปลิวเข้าไปในช่องหูของพะวาเลย ความสูญเสียตรงหน้าดึงเธอให้เอาแต่จมอยู่กับความเศร้า แม้ว่าผู้อาศัยร่วมบ้านจะขยับมาใกล้ก็ยังกอดรัดร่างที่เริ่มเย็นไว้แน่น เพราะรู้ดีว่านี่คงจะเป็นการได้กอดกันครั้งสุดท้ายแล้ว
กอดสุดท้ายที่เผชิญเมื่อหลายวันก่อน ในวันนี้กำลังนำพาการบอกลาครั้งสุดท้ายมาด้วย พะวาเงยใบหน้าไปมองบนท้องฟ้า เศษธุลีบางส่วนลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
เธออยากจะตามคว้าไว้แล้วนำมากอด มาประกอบให้เป็นรูปร่างเผื่อจะทำให้บิดากลับมา แต่ก็รู้ว่ามันไม่มีวันเป็นจริง พะวาพยายามยอมรับกับการเวียนว่ายตายเกิดว่าเป็นสัจธรรมของมนุษย์ ในวันหนึ่งตนเองก็ต้องจากไป ขึ้นอยู่ว่าจะช้าหรือเร็วก็เท่านั้น
ไม่นานฝ่ามืออุ่นๆ ก็ยื่นมาตบเบาๆ ที่หัวไหล่ให้หันไปมอง
“พวกพี่เสียใจด้วยนะพะวาและพี่จะอยู่ข้างๆ เราเสมอ”
“ค่ะ”
รุ่นพี่สามสาวในแผนกเอกสารแสดงความเสียใจอีกครั้ง พะวาหันไปพยักหน้ารับและส่งสายตาขอบคุณ เพราะทั้งสามเป็นอีกแรงที่ช่วยให้งานสวดพระอภิธรรมศพของบิดาพ้นผ่านไปได้ เธอเองแทบไม่หลงเหลือญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้ว
ชั่วครู่หนึ่งทั้งสามก็เดินแยกตัวไปช่วยขนโต๊ะ ขนเก้าอี้ไปเก็บ พะวายังยืนเฝ้ามองบิดาขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้า แต่แล้วราวสามนาทีก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นให้พะวาขยับตัวถอยห่างไปเล็กน้อย
“พะวา...พะวายังมีอาอยู่นะ อาจะทำตามที่พี่ศินเคยขอไว้”
เจ้าของเสียงทุ้ม ผู้มีศักดิ์เป็นอาแสดงความอบอุ่นให้ได้สัมผัส ปากนั้นยังกล่าวถ้อยคำราวกับให้สัญญาว่าจะดูแลหลานต่อเอง พี่ชายนั้นจะได้หมดห่วง
“อาจะอยู่ข้างๆ พะวาเอง พะวาไม่ต้องห่วง”
พะวาไม่ตอบรับ ไม่ยินดีที่ได้ฟังราวกับเธอไม่อยากได้การปกป้อง สิ่งที่อยากได้คือการอยู่โดยลำพัง แล้วเลือกหันกลับไปเฝ้ามองท้องฟ้าต่อ โดยไม่ให้ความสนใจใครอีก
“นั่นเฮียลงมาแล้ว” ไม่ถึงอึดใจเสียงตื่นเต้นก็ดังขึ้นพร้อมการชี้นิ้ว พะวามองไปยังชายหนุ่มที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่เธอเพิ่งจากมา ขณะที่คิระก็หันมองเธอเช่นกัน มองนิ่งๆ ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร “น้องเอา DRY MARTINI แก้วหนึ่ง” ปีย์วรายกมือเรียกบริกรแล้วสั่งค็อกเทลยอดฮิตที่มีดีกรีร้อนแรง เป็นเหล้าเพียวๆ ที่เธอชอบดื่มเช่นกัน เมื่อสั่งเสร็จก็หันไปเอ่ยบอกกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม “คืนนี้ฉันต้องไม่พลาด เฮียต้องได้หิ้วฉันกลับบ้าน” ประโยคนี้ยิ่งทำให้พะวามองปีย์วราเขม็งอย่างเก็บอาการไม่อยู่ หัวใจเริ่มเต้นถี่ยิบ “แกเพลาๆ ลงบ้าง พะวาจะตกใจเอา” จริยาปรามเพื่อนเล็กๆ “พี่ขอโทษนะน้องพะวา” ปีย์วราหันมาทำสีหน้ารู้สึกผิดที่ทำให้พะวาตื่นกลัว พะวายิ้มกลับไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่เกิดคลื่นบางอย่างในอก ก็อาการหวงนั่นแหละ แต่จะมีสิทธิ์หรือเปล่าค่อยว่ากันอีกที “เหล้าแกมาแล้วปี แสดงฝีมือสิ...ชักช้าอยู่ทำไม” เปลว ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนของจริยาเอ่ยขึ้น ยกมือขึ้นกอดอกรอเฝ้าดูความกล้าของเพื่อน “ฉันตื่นเต้น มือสั่น” ปีย์วรายกสองม
“ใจร้าย งั้นพะวาไปก็ได้ค่ะ” พะวาทำหน้าบูดที่ถูกหาว่ารบกวน ไม่ทันได้ขยับเท้าไปไหน ก็ดูเหมือนว่าคิระจะมีแขกคนสำคัญมาขอพบ ก๊อกๆ หลังเสียงเคาะประตู ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า “กลับมาตั้งแต่เมื่อไร” คิระยกมือขึ้นมาเท้าคาง เอียงคอมองเพื่อนที่โผล่มาหา ในช่วงที่ผ่านมาเจ้าตัวยุ่งกับธุรกิจที่กำลังขยายสาขา “สามวันที่แล้ว กูกะว่าจะเข้ามาคุยเรื่องบริษัทน่ะ” ชายที่ถูกเรียกว่า วิธ หรือนนท์ปวิธก้าวเท้ามาหยุดอยู่กลางห้อง สายตาไม่ได้จ้องมองทางเพื่อน เป็นผู้หญิงรูปร่างเล็กตรงหน้าที่ดึงความสนใจ ริมฝีปากหนากล่าวคำแนะนำตัว “สวัสดีครับ ผมวิธนะครับ เป็นเพื่อนและหุ้นส่วนของไอ้คีครับ” “พะวาค่ะ” “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” พะวากดยิ้มรับก่อนหันหลังไปส่งสายตาบอกคิระ ว่าเธอจะลงไปสนุกด้านล่างแล้ว เป็นการเปิดทางให้เขาและเพื่อนพูดคุยกันอย่างสะดวกขึ้น คิระกดหน้ารับ แต่ก็ไม่ลืมใช้วิทยุสื่อสารติดต่อไปหากรวัฒน์ให้ช่วยดูแลหญิงสาว หลังภายในห้องหลงเหลือแค่คู่เพื่อน ชายหนุ่มก็บอกถึงค
“ร้านใครร้านมัน” คิระตอบสั้นๆ ไม่แปลกที่จะมีร้านใหม่มาเปิด บริเวณที่ผับของตนตั้งอยู่เป็นย่านดังของแหล่งเที่ยว นักธุรกิจย่อมอยากมาลงทุนอยู่แล้ว ฝ่ายพะวาหลังไปหยุดเท้าอยู่ด้านหน้าของคนเป็นอา เสียงของฝ่ายนั้นก็ดังขึ้น “อาไม่คิดว่าพะวาจะทำตัวเหลวไหลขนาดนี้ แค่คนเดียวอาก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว” น้ำเสียงมีความตำหนิติเตียนชัดเจน ไม่นึกเลยว่าหลานสาวจะใจกล้าถึงเพียงนี้ พะวายืนนิ่งแล้วได้ฟังประโยคที่เปิดทางให้ตัวเอง “รู้ไหมว่าเรื่องที่พะวาทำมันเสื่อมเสียแค่ไหน” รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น ที่หลานสาวพาผู้ชายเข้าบ้านถึงสองคน “ถ้าคุณอาไม่สะดวกใจก็ย้ายออกไปจากที่นี่ได้นะคะ” “นี่พะวาจะไล่อาเหรอ” น้ำเสียงของสรชัชเพิ่มระดับผสมไปด้วยความขุ่นมัว ปากปล่อยประโยคสำคัญไปเตือนผู้เอ่ยปาก “จำสัญญาไม่ได้หรือไง...” สายตาของสรชัชหยุดนิ่งมองพะวา ตัวฝ่ายหญิงมีสีหน้าตึงเครียดขึ้น แล้วก็ได้ฟังประโยคร่ายยาวที่เคยฟังมาแล้วจากบิดา “อามีสิทธิ์อยู่ที่นี่ได้อีกหนึ่งปี ถ้าพะวาผิดสัญญา พะวาต้องจ่ายอามาสามเท่าจากที่พี่ศินยื
“ใช่ค่ะ เป็นร้านคาเฟ่แมวที่เขารับพวกแมวจรมาเลี้ยงแล้วเปิดให้เราสามารถอุปการะได้ เขาจะส่งภาพน่ารักๆ ของแมวมาให้เราดูทุกอาทิตย์ค่ะ ส่วนเจ้ามิลค์นี่เป็นลูกของแมวจร แต่ก่อนแม่ของเจ้ามิลค์ก็อยู่แถวๆ บริษัทของพะวา” หนนี้คิระพยักหน้าเบาๆ เพิ่งรู้ว่ามีเช่นนั้นด้วย “ไว้ว่างๆ พะวาจะพาไปเล่นด้วยค่ะ” อย่างไรเสียคิระก็ต้องได้เจอกับเจ้ามิลค์อย่างแน่นอน นัยน์ตาพราวระยับขึ้น แล้วก้าวเท้าเดินต่อไปจนขึ้นรถแท็กซี่มิเตอร์มุ่งหน้ากลับบ้าน เมื่อไปถึงพะวาก็พบผู้ชายคนหนึ่งยืนรออยู่ “พี่เก่งมาบ้านพะวาได้ยังไงคะ” “เฮียส่งที่อยู่มาให้ครับ พี่มาติดกล้องวงจรปิดให้น่ะ” “พี่เก่งทำได้หรือคะ” พะวามองอย่างใคร่รู้ “พี่เรียนจบด้านนี้มา เฮียก็ด้วย” “เก่งจังค่ะ” ข้อมูลนี้ของคิระเธอเพิ่งได้รู้ ถึงว่าทำไมชายหนุ่มถึงไม่ใช้บริการช่างที่ร้าน พลางมองทั้งสองอย่างชื่นชม แล้วเดินไวๆ ไปอาสาช่วยกรวัฒน์ถือกล่องเครื่องมือ ก่อนสองหนุ่มจะไปยืนดูจุดที่ต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด ดวงตากลมโตเลื่อนมองคิระสลับกรวัฒน์ ทั้งสองดูคล่องแคล่ว ชำนาญ ใช้เ
พอเช้าวันใหม่มาถึง พะวากับคิระที่ตื่นนอนราวสิบเอ็ดโมงเช้าได้ฝากท้องไว้กับร้านอาหารเจ้าดังแถวบ้าน โดยใช้บริการแอปพลิเคชันดังในการสั่งอาหาร โชคดีที่อาการตัวร้อนและปวดหัวของพะวาดีขึ้นมาก คงเป็นเพราะยาดีทั้งในแบบเม็ดและในแบบความห่วงใยที่ได้รับ เมื่อเสร็จหญิงสาวก็ก้าวเท้าขึ้นรถแท็กซี่มิเตอร์ที่เรียกมา มีชายหนุ่มนั่งอยู่ข้างๆ เพื่อจะไปยังห้างสรรพสินค้า ที่ไม่เอารถมอเตอร์ไซค์ไป คนตัวโตบอกว่าไม่อยากให้เธอตากแดด กลัวไข้จะกลับมาอีก หัวใจดวงน้อยจึงมีอาการสั่นรุนแรงราวกับมีแผ่นดินไหวขนาดหลายริกเตอร์ “ผมอยากได้กล้องวงจรปิดสักสี่ตัวครับสำหรับบ้านหลังไม่ใหญ่มาก” หลังเดินเข้าไปในโซนเครื่องใช้ภายในและภายนอกบ้านที่จำเป็น คิระก็เอ่ยบอกกับพนักงานที่ยืนรอบริการลูกค้าอยู่ ส่วนพะวายกคิ้วสูง นาทีถัดมาหัวใจที่สั่นอยู่แล้วก็มีอาการสั่นมากขึ้นไปใหญ่ยามได้ฟังคำอธิบายของชายหนุ่ม “เป็นบ้านไม้สองชั้นครับ ผมอยากได้ชั้นล่างสองตัว ชั้นบนหนึ่งตัว และมีกล้องตัวไหนเหมาะสำหรับติดในห้องนอนบ้างไหมครับ” “ร้านเรามีหลายแบบเลยครับ เชิญเข้าไปดูด้านในก่อนนะคร
“ปกติของที่ฉันไม่เอา ไม่ต้องการแล้ว ฉันจะเผาทิ้ง” สิ้นวาจาจากคิระ พะวาเข้าใจได้ทันทีพร้อมรับไฟแช็กมาไว้ในมือ สายตากลมโตหันมองหรรษดล ทำให้เจ้าตัวต้องรีบก้าวไวๆ เข้าไปหา “เฮียจะไม่ยอมให้พะวาเผาทุกอย่างของเราทิ้ง” หรรษดลแย่งไฟเเช็กไปจากมือนุ่มพร้อมกำมือแน่น นัยน์ตาแสดงความกรุ่นโกรธที่ตัวสอดกำลังชักจูงให้พะวายิ่งห่างออกไป พะวามองอดีตคนรักด้วยสายตานิ่งๆ ไม่เห็นบ้างหรืออย่างไรว่าในแววตาของเธอไม่ได้หลงเหลือเยื่อใยใดๆ อีกแล้ว เธอน่ะมูฟออนไปไกลแล้ว ฝ่ายหรรษดลใช่ว่าจะไม่รับรู้ แต่ยังไม่อยากยอมรับ เพราะการมีพะวาอยู่ข้างๆ ย่อมดีกว่าการที่ไม่เหลือใคร เมื่อในตอนนี้หันซ้ายหันขวาก็หลงเหลือคนข้างกายน้อยนิดนัก แต่ดูท่าวันนี้คงต้องถอย แล้ววันหน้าค่อยมารุกใหม่ “เดี๋ยวก่อนค่ะเฮีย” หรรษดลที่ถอยทัพก้าวเท้าจะออกจากห้องหยุดกึก ใบหน้ามีรอยยิ้ม หรือพะวาจะเปลี่ยนใจ อึดใจเดียวเท่านั้นสีหน้ากลับหงุดหงิดกว่าเดิม “คืนกุญแจบ้านพะวามาด้วยค่ะ และพะวาฝากเฮียไปบอกคุณอาด้วยว่า เขาไม่มีสิทธิ์ปั๊มกุญแจบ้านของพะวาให้ใคร และถ้ามีแบบนี้อีกพะวาจะแจ้งความ”





![เด็กแสบของคนเถื่อน (NC20+) [ซีรีส์ คนเถื่อน 3/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

