เข้าสู่ระบบ“ฉันจะกลับก็ต่อเมื่อคุยธุระเสร็จแล้วเท่านั้น” อมลรดาก้มลงเก็บอ่างน้ำที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาอย่างไม่สะทกสะท้าน แล้วเดินเข้าไปรองน้ำอุ่นในห้องน้ำ ครู่หนึ่งก็ออกมายืนที่เดิม
“อยากเช็ดตัวให้ผมมากนักใช่มั้ย ได้! งั้นก็เช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุมก็แล้วกัน” ชายหนุ่มปลดกระดุมเสื้อทุกเม็ดออกด้วยมือข้างซ้ายที่ใช้การได้เพียงข้างเดียว แล้วทำท่าจะปลดปมเชือกที่เอวกางเกง
“คุณจะทำอะไร” หญิงสาวร้องถามเสียงหลง
“แก้ผ้าให้คุณเช็ดตัวให้ไง เสร็จแล้ว ผมถึงจะคุยเรื่องพ่อคุณ” อคิณแค่นยิ้ม มั่นใจว่าเธอคงไม่กล้าทำแล้วคงเผ่นหนีออกจากห้องแทบไม่ทันแน่นอน
อมลรดากำผ้าเช็ดตัวในมือแน่น รู้ว่ากำลังถูกแกล้ง แต่คนอย่างเธอไม่เคยยอมแพ้ใครง่ายๆ อยู่แล้ว
แกล้งมา แกล้งกลับ ไม่โกง!
“คุณแน่ใจนะว่าจะ ‘แก้ผ้า’ ให้ฉันเช็ดตัวให้จริงๆ” หญิงสาวข่มใจถามด้วยมาดสาวมั่นอย่างนักเรียนนอก ทว่าใจกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอเติบโตมาในประเทศตะวันตกที่เห็นผู้ชายสวมกางเกงว่ายน้ำตัวจิ๋วเดินตามชายหาดหรือสระว่ายน้ำมาจนชินตาแล้วก็จริง แต่ยังไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนเปลือยกายทุกสัดส่วนต่อหน้าต่อตามาก่อน โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์สำคัญ อมลรดาไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่า ถ้าเห็นแล้วจะห้ามใจตัวเองไม่ให้กรี๊ดใส่หน้าเขาได้หรือไม่
“ผมแน่ใจ ว่าแต่คุณเถอะ กล้าหรือเปล่า” คนเจ็บมองหน้าท้าทายอย่างคิดว่าตัวเองเหนือกว่า
“กล้าอยู่แล้ว ฉันเนี่ยมือหนึ่งในการอาบน้ำไดร์ขนเลยนะ”
“อาบน้ำ ไดร์ขน?” หัวคิ้วหนาเข้มกระตุกเข้าหากันอย่างข้องใจ
“ฮื่อ” หญิงสาวพยักหน้ารับหน้าซื่อตาใส แต่หากพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่าเธอตั้งใจ ‘กวนประสาท’ คนที่คิดจะแกล้งเธอก่อน “ตอนอยู่อังกฤษฉันทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาบน้ำตัดขนหมา ตั้งแต่พันธุ์เล็กจิ๋ว จนถึงตัวใหญ่บิ๊กเบิ้มก็ผ่านมือฉันมาหมดแล้ว แค่เช็ดตัวให้คุณ ไม่เท่าไหร่หรอก” หญิงสาวทำเป็นปากกล้าขาสั่นไปอย่างนั้นเอง อาบน้ำให้ ‘สุนัข’ กับเช็ดตัวให้ ‘ผู้ชาย’ ร่างกายกำยำมันเหมือนกันที่ไหน
“คุณเอาผมไปเปรียบเทียบกับหมาเนี่ยนะ!” อคิณฉุนจัด
“เปล่าซะหน่อย” อมลรดากลั้นขำ “ฉันแค่อยากให้คุณมั่นใจว่า ฉันจะเช็ดตัวให้คุณได้สะอาดทุกซอกทุกมุมอย่างที่คุณต้องการแน่นอน ฉันเป็นมือวางอันดับหนึ่งของร้านเลยนะ ไม่ว่าหมาจะดื้อแค่ไหน ฉันเอาอยู่ แต่...”
“แต่อะไร” คนเจ็บถามเสียงกระด้าง
“แต่ฉันว่าคุณควรทานข้าว ทานยาก่อน เพราะเลยเวลามามากแล้ว”
“คุณไม่มีสิทธิต่อรอง”
“คุณนั่นแหละที่ไม่มีสิทธิต่อรอง ถ้าอยากให้ฉันเช็ดตัวให้ก็ต้องทำตามที่ฉันบอก”
“ถ่วงเวลา”
คนถูกรู้ทันยิ้มเจื่อน “ขอเวลาทำใจแป๊บนึงไม่ได้เหรอ ฉันยอมรับว่าอาบน้ำให้น้องหมากับเช็ดตัวให้คนมันไม่เหมือนกัน ฉันเห็นปิกาจู้หมามาเยอะก็จริง แต่ยังไม่เคยเห็นของคน คุณก็ต้องให้เวลาฉันทำใจหน่อยสิ แต่จะว่าไปของคุณก็คงคล้ายๆ กับของชิสุแหละเนอะ”
“นี่คุณ!!!” อคิณโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ผู้หญิงคนนี้กล้าเอา ‘อคิณน้อย’ ที่เขาแสนจะภาคภูมิใจไปเปรียบเทียบกับของสุนัขพันธุ์ชิสุตัวเล็กจิ๋วได้ยังไง “ถ้าคุณไม่หยุดพูดถึงหมา วันนี้คุณไม่ได้ออกจากห้องนี้แน่”
“ก่อนจะทำอะไรฉัน เดินเองให้ได้ก่อนเถอะ” พูดออกไปแล้วก็รู้สึกแย่ที่ไปขยี้บาดแผลในใจเขา เธอรู้มาว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้เส้นประสาทไขสันหลังของเขาได้รับความกระเทือนจนร่างกายช่วงล่างอ่อนแรง ไม่ถึงกับเป็นอัมพาตจนเดินไม่ได้เสียทีเดียว แต่ก็เดินด้วยตัวเองลำบาก
“ถึงผมจะเดินไม่คล่อง แต่อย่าคิดนะว่าผมจะทำอะไรคุณไม่ได้”
“โอเค คุณเก่ง” อมลรดาเดินไปลากโต๊ะอาหารล้อเลื่อนแบบสอดใต้เตียงมาให้คนเจ็บ “คุณทานเองได้มั้ย”
อคิณไม่ตอบ แต่ใช้มือซ้ายหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวต้มปลาใส่ปากอย่างไม่ถนัดนักแต่ก็กินเองได้ เมื่ออาหารคำแรกตกถึงท้อง คนที่ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าก็เผลอตัวฟาดเรียบ
“รับเพิ่มอีกสักชามมั้ยคะ” อมลรดาถามยิ้มๆ
“ไม่” เขาตอบห้วนกลบเกลื่อนความเก้อเขินที่เผลอแสดงความหิวโหยให้เธอเห็น
“งั้นก็ทานยา” หญิงสาวหยิบยาเม็ดเล็กสามเม็ดวางใส่มือซ้ายให้เขา หลังจากเขากรอกยาเข้าปากเรียบร้อยเธอก็ส่งแก้วน้ำให้ รอจนเขาดื่มน้ำเรียบร้อยจึงรับแก้วกลับมาวางที่เดิม จังหวะนั้นเอง เธอเหลือบเห็นพยาบาลคนเดิมมาแอบมองอยู่ที่ช่องประตู จึงยกมือทำสัญลักษณ์ ‘โอเค’ ให้ พยาบาลสาวยิ้มรับอย่างโล่งใจแล้วจึงเดินออกไป
“ผมทานข้าวแล้ว ทานยาแล้ว ทีนี้ก็ถึงตาคุณแล้วนะ” อคิณยิ้มเยาะพลางถอดเสื้อที่ปลดกระดุมไว้อยู่แล้วออกจากตัว
ใบหน้าของหญิงสาวร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เมื่อเห็นแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ผิวของเขาเนียนละเอียดเป็นสีน้ำนม ตัดกับตุ่มไตเม็ดเล็กสีชมพูเข้ม หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘นมชมพู’ เห็นแค่ช่วงบนอมลรดาก็ใจสั่นระรัว ถ้าเห็นช่วงล่างด้วย เธอจะไม่ช็อกตาตั้งอยู่ตรงนี้เหรอ!
“อย่าเพิ่งถอดกางเกงนะคุณ!” หญิงสาวบอกอย่างลนลานพลางตวัดมือไปยับยั้งมือใหญ่ของอคิณที่วางทาบอยู่บนปมเชือกเอวกางเกงชุดคนไข้ แต่ไม่รู้บุญหรือบาป มือเล็กพลาดเป้าไปวางแหมะอยู่บน ‘อคิณน้อย’ ที่มีขนาดใหญ่กว่าของสุนัขพันธุ์ชิสุหลายเท่า
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก







