เข้าสู่ระบบอมลรดาเห็นอคิณพยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน แต่ก็ทำได้ไม่ถนัดนัก พอลุกขึ้นมาได้นิดหนึ่งก็ล้มลงไปอีก เป็นอยู่แบบนี้สองถึงสามครั้งจึงวิ่งกลับไปช่วยพยุงเขาลุกขึ้น
“ฉันช่วย” หญิงสาวประคองชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ให้ลุกขึ้นยืน ดึงแขนข้างซ้ายของเขามาพาดที่ไหล่เล็กของตัวเอง แล้วโอบแขนขวาไปด้านหลังเอวเขาเพื่อพาเดินไปที่รถเข็นซึ่งจออยู่ชิดผนังมุมห้อง “ความจริงเรียกหมอมาที่ห้องก็ได้นะ เดี๋ยวฉันไปตามให้”
“ผมไม่อยากรอ ผมต้องการพบหมอเดี๋ยวนี้!” อคิณที่นั่งบนรถเข็นเรียบร้อยแล้วหมุนล้อรถด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียว ทำให้รถเคลื่อนที่ช้า ไม่ได้ดั่งใจ ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิด
“ฉันพาไปเอง” อมลรดาเห็นสภาพทุลักทะเลของคนเจ็บที่ร่างกายใช้การได้เพียงแขนซ้ายข้างเดียวแล้วอดสงสารไม่ได้จึงเข้าไปช่วยเข็นรถพาไปที่ห้องหมอ แต่หลังจากไปถึงห้องหมอแล้ว คนหวังดีกลับถูกไล่อย่างแข็งกระด้าง
“คุณกลับบ้านไปเลย ผมมีเรื่องส่วนตัวจะคุยกับหมอ”
“ถึงไม่ไล่ฉันก็ไม่อยู่เฝ้าคุณหรอก อยู่ใกล้แล้วเส้นเลือดในสมองจะแตก” อมลราดาหันหลังเดินออกไปได้สามก้าว ก็หันกลับมาพูดอีก “อ้อ...แล้วก็อย่าลืมจ่ายนะ สิบล้าน”
“งก” เขาว่าคำเดียวสั้นๆ แต่ได้ใจความ
“ฉันไม่ยอมถูกเอาเปรียบหรอก”
“ผมไม่จ่ายให้คุณแม้แต่บาทเดียว”
“จะโกงฉันเหรอ”
“เมื่อกี้คุณไม่ได้ทำอะไรเลย ผมต่างหากที่เป็นคนทำ”
เมื่อการสนทนาดำเนินมาถึงตรงนี้ นายแพทย์วัยกลางคนที่นั่งเงียบอยู่นานก็อดถามแทรกขึ้นมาไม่ได้ “ทำอะไรกันเหรอครับ”
“ผมให้เธอจูบผม แต่เธอไม่ยอม ผมก็เลยจูบเธอเอง” อคิณตอบหน้าตาย
“คุณอคิณ!” อมลรดาอยาจะกรี๊ด เขาเอาเรื่องแบบนี้มาบอกหมอได้ยังไง
“คุณอย่าเพิ่งมาโวยวายอะไรตอนนี้ได้มั้ย รีบออกไปเดี๋ยวนี้เลย ผมมีเรื่องสำคัญมากที่ต้องคุยกับหมอ”
“ฉันไปก็ได้ แต่พรุ่งนี้จะมาใหม่ เพราะเรายังไม่ได้คุยเรื่องคดีของคุณพ่อกันเลย”
“ไม่ต้องมา ผมจะให้ทนายติดต่อไปเอง”
“งั้นก็แล้วแต่คุณ ฉันถือว่าฉันมาแสดงความรับผิดชอบแล้ว” อมลรดาพูดจบก็เดินออกไป แต่แล้วก็หันกลับมาพูดกับอคิณอีกครั้งด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ทว่าแฝงความห่วงใยอยู่ในที “คุยกับหมอเสร็จแล้วก็ให้พยาบาลพากลับห้องก็แล้วกันนะ แขนเดี้ยงอยู่ หมุนล้อรถเข็นเองไม่ไหวหรอก”
“รู้แล้วน่า พูดมากจริง รีบไปได้แล้ว”
อมลรดาย่นจมูกใส่คนหน้าดุแล้วเดินออกไปนอกห้อง ตอนแรกเธอคิดจะกลับบ้านเลย แต่ก็อดเป็นห่วงอคิณไม่ได้ จึงนั่งรอที่หน้าห้อง ครู่หนึ่งก็เห็นสุมาลีและแพรวาเดินเร็วๆ เข้ามา
“รดา อคิณเป็นอะไร ฉันไปหาที่ห้อง พยาบาลบอกว่าเธอพาเขามาคุยกับหมอ” สุมาลีถามหน้าตื่น
“ไม่ทราบค่ะ” อมลรดาตอบไปตามตรง แต่กลับถูกผู้สูงวัยกว่าแหวใส่
“จะไม่รู้ได้ยังไง ในเมื่อเธอเป็นคนดูแลอคิณ”
“อย่าเรียกว่าดูแลเลยค่ะ รดาแค่มาคุยธุระเรื่องคดีของคุณพ่อ แต่ยังไม่ทันได้คุยก็โดนคุณอคิณ....” หญิงสาวชะงักคำพูดไว้เพียงเท่านั้นเพราะอายเกินกว่าจะกล้าเล่าความจริง
“อคิณเจ็บหนักขนาดนั้นจะทำอะไรเธอได้” สุมาลีว่าเสียงขุ่น
“คุณแม่ก็ทราบว่าอคิณฤทธิ์มากแค่ไหน ต่อให้เจ็บมากกว่านี้เขาก็อาละวาดได้ค่ะ” แพรวาบอกกับสุมาลีแล้วหันไปถามอมลรดาด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรมากกว่าผู้เป็นมารดาหลายเท่า “อคิณทำอะไรรดาเหรอ”
“ช่างเถอะค่ะ” อมลรดาตอบปัด “คุณสุกับคุณแพรมาก็ดีแล้วค่ะ รดาจะได้กลับ”
“พี่บอกแล้วไงว่าให้เรียกพี่แพร พี่เอ็นดูรดาเหมือนน้องสาวนะ”
“คุณพ่อกับพี่ริษาก่อเรื่องไว้ขนาดนั้น พี่แพรไม่โกรธรดาเหรอคะ”
“ไม่เกี่ยวกันนี่ พ่อกับพี่สาวรดาทำผิด แต่รดาไม่ได้ทำอะไรผิด” แพรวายิ้มอย่างผู้ใหญ่ใจดี
“ขอบคุณพี่แพรมากนะคะที่เข้าใจรดา” หญิงสาวยกมือไหว้แพรวาอย่างซาบซาบซึ้งใจ ทั้งที่ควรโกรธ แต่แพรวากลับเข้าใจ อีกทั้งยังให้ความเอ็นดูเธอเหมือนวันแรกที่เจอกันไม่เปลี่ยนแปลง “รดาจะหาเงินมาใช้หนี้แทนคุณพ่อให้ครบทุกบาททุกสตางค์ แล้วจะตามหาพี่ริษาให้เจอเพื่อเอาเครื่องเพชรทุกชิ้นกลับมาคืนคุณสุค่ะ”
“รู้มั้ยว่าพ่อเธอโกงเงินไปเท่าไหร่”
“ยังไม่ทราบค่ะ แต่ไม่ว่าจะมาแค่ไหน รดาก็จะหาเงินมาชดใช้ให้ครบทุกบาททุกสตางค์” หญิงสาวคิดว่าเต็มที่ก็น่าจะสักสองสี่หรือสามห้าล้าน แต่คำตอบที่ได้รับจากสุมาลีทำให้เธอแทบล้มทั้งยืน
“สี่สิบล้าน”
อมลรดาหน้าซีดเผือด กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น มิน่า อคิณถึงได้สบประมาทตอนที่เธอบอกจะขายบ้าน ขายที่ดิน ขายทุกอย่างที่มีมาใช้หนี้เขา
งานนี้ต่อให้ขายตัวด้วยก็คงไม่พอ!
“อย่าเก่งแต่ปาก ทำให้ได้อย่างที่พูดด้วย” สุมาลียิ้มเหยียดหยัน ไม่คิดว่าหญิงสาวอายุยี่สิบสองปีที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยจะทำได้
“รดาจะทำให้ได้ค่ะ” อมลรดารับปากอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะต้องลำบากแค่ไหน เธอจะต้องหาเงินมาใช้หนี้แทนพ่อและเอาเครื่องเพชรล้ำค่ามาคืนสุมาลีให้ได้ เธอจะไม่ยอมให้พ่อและพี่สาวติดคุกเด็ดขาด
“แล้วนี่อคิณเข้าไปคุยกับหมอนานหรือยัง” แพรวาถามขึ้นเพื่อขัดตาทัพ ไม่ให้อมลรดาโดนสุมาลีไล่บี้มากไปกว่านี้
“สักพักแล้วค่ะ คุณอคิณทำท่าซีเรียสมาก ไม่รู้ว่ามีอาการอะไรผิดปกติหรือเปล่า” พูดแล้วอมลรดาก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก





![พื้นที่นี้มีคนเก่า [อ่านฟรี เป็นของขวัญปีใหม่]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

