ANMELDENบานประตูศิลาบานยักษ์ของท้องพระโรงแห่งแคว้นซีหยางที่เคยปิดสนิทและเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจอันเกรียงไก
บานประตูศิลาบานยักษ์ของท้องพระโรงแห่งแคว้นซีหยางที่เคยปิดสนิทและเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจอันเกรียงไกรของกษัตริย์นักรบ บัดนี้ถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรงจนบานประตูทั้งสองข้างกระแทกเข้ากับผนังหินด้านในเกิดเสียงดังกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งพระราชวัง เสียงนั้นดังก้องกังวานประดุจเสียงระฆังมรณะที่กำลังตีบอกเวลาอวสานของราชวงศ์ที่เคยหยิ่งผยอง ฝุ่นผงที่เกาะอยู่ตามบานพิงประตูร่วงหล่นลงมาเป็นสาย ท่ามกลางช่องว่างของประตูที่เปิดอ้า แสงตะวันยามเย็นสาดส่องเข้ามาทาบทับกับเงาร่างของกลุ่มคนผู้มาเยือน นำทัพโดยสตรีผู้มีกลิ่นอายแห่งความมั่งคั่งและอำนาจที่กดทับจนอากาศภายในท้องพระโรงแทบจะหยุดนิ่งไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาแห่งแคว้นต้าจงและประธานหอการค้าบุปผาสวรรค์โอสถ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเย่อหยิ่งประดุจนางพญาหงส์ที่กำลังเดินตรวจตรากรงขังของนกกระจอก พระนางสวมชุดคลุมตัวยาวสีแดงสดที่ปักลายนกยูงรำแพนหางด้วยดิ้นทองคำแท้บริสุทธิ์ ทุกย่างก้าวของพระนางทำให้ชายเสื้อสะบัดพลิ้วไหวอย่างงดงาม ส่งเสียงสวบสาบที่แสนจะบาดหูผู้พ่ายแพ้ รองเท้าไหมปักมุกเหยียบย่างลงบนพรมขนสัตว์ที่ปูลาดอยู่บนพื้นหิ
บรรยากาศภายในพระราชวังหลวงแห่งแคว้นซีหยางในยามตะวันคล้อยต่ำนั้น ช่างอึมครึมและหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าถ้ำน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ สถาปัตยกรรมศิลาสีดำทะมึนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อข่มขวัญผู้มาเยือน บัดนี้กลับดูอ้างว้างและเงียบเหงาประดุจสุสานร้างที่ไร้ผู้คนเหลียวแล กษัตริย์ซีหยาง บุรุษร่างยักษ์ผู้มีใบหน้าดุดันประดุจหมีป่าที่กำลังหิวโหย ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ศิลาที่ปูทับด้วยขนสัตว์ประหลาด พระวรกายกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจากการกรำศึก ขยับไปมาอย่างกระสับกระส่าย นัยน์ตาสีขุ่นขวางเบิกกว้างจ้องมองไปยังบานประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ที่ปิดสนิท เขากำลังรอคอย รอคอยให้แม่ทัพหูเปียวนำกองทัพม้าเหล็กนับหมื่นนาย ลากคอสตรีชุดแดงผู้โอหังแห่งแคว้นต้าจงมาหมอบกราบแทบเท้า เพื่อที่เขาจะได้ใช้ดาบเล่มใหญ่บากหน้าและสั่งสอนให้นางรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของชายชาตินักรบทว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานจนธูปในกระถางมอดดับไปแล้วถึงสามก้าน กลับไม่มีวี่แววของกองทัพ หรือแม้แต่เสียงฝีเท้าของม้าเร็วส่งข่าวเลยแม้แต่น้อย ความเงียบสงัดที่ผิดปกติเริ่มกัดกินหัวใจอันหยาบกระด้างของกษัตริย์ผู้หยิ่งผยอง ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาเป็น
สายลมยามสายพัดหอบเอาฝุ่นทรายสีเหลืองทองปลิวว่อนไปทั่วบริเวณตลาดใจกลางเมืองหน้าด่านของแคว้นซีหยาง ทว่าบรรยากาศความตึงเครียดอันแสนจะน่าสะพรึงกลัวที่เคยปกคลุมเมืองแห่งนี้ได้มลายหายไปจนสิ้นหยด ทิ้งไว้เพียงความชื่นมื่นอันแสนจะกวนประสาทที่ลอยอวลอยู่แทบทุกอณูอากาศ กองทัพม้าเหล็กนับหมื่นนายที่เคยมุ่งหมายจะมาเด็ดหัวฮองเฮาแห่งต้าจง บัดนี้กลับยืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ละคนมีรอยยิ้มกว้างขวางประดับบนใบหน้าที่เปื้อนฝุ่น มือที่เคยกำด้ามหอกและหน้าไม้เปลี่ยนมากำโฉนดที่ดินและตั๋วเงินปึกใหญ่เอาไว้แนบอกประดุจของล้ำค่าที่สุดในชีวิต อดีตแม่ทัพหูเปียวผู้เคยเกรียงไกร บัดนี้กำลังยืนถือร่มคันใหญ่กางบังแดดให้แก่สตรีชุดแดงผู้เป็นนายจ้างคนใหม่อย่างขะมักเขม้น ท่าทางของเขานอบน้อมเสียจนแทบจะกลืนกินศักดิ์ศรีของชายชาตินักรบลงกระเพาะไปจนหมดสิ้นเมื่อปราศจากกองทหารคอยขัดขวางและมุ่งร้าย ไป๋ลี่ถิงก็สะบัดชายแขนเสื้อคลุมสีแดงสดปักลายนกยูงรำแพนหางของตนเองเบาๆ พระนางขยับแว่นตากรอบทองคำให้เข้าที่ ก่อนจะแย้มยิ้มที่มุมปากอย่างผู้มีชัยเหนือทุกสรรพสิ่ง รอยยิ้มนั้นทั้งงดงามและแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์เ
บรรยากาศภายในตลาดศูนย์กลางเมืองหน้าด่านของแคว้นซีหยางที่เพิ่งจะคึกคักและตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความมั่งคั่งจากการหว่านทรัพย์ของฮองเฮาไป๋ลี่ถิง พลันต้องชะงักงันลงอย่างกะทันหัน เสียงฝีเท้าของม้าศึกนับพันตัวที่ควบตะบึงบดขยี้ผืนดินแห้งแล้งดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น ฝุ่นทรายสีเหลืองขุ่นมัวถูกตีรวนลอยคลุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้าบดบังแสงอาทิตย์ยามสายจนมืดครึ้ม บรรดาแม่ทัพนายกองของซีหยางที่เพิ่งได้รับราชโองการสายฟ้าแลบจากกษัตริย์ให้มาตระเตรียมกำลังพลเพื่อก่อศึกสงครามรอบใหม่ ได้นำทัพหน้าควบม้าฝ่ากำแพงเมืองเข้ามาด้วยความเกรี้ยวกราดทว่าสิ่งที่เหล่าแม่ทัพคาดหวังว่าจะได้เห็นคือภาพทหารยามที่กำลังฝึกซ้อมรบอย่างแข็งขัน หรือภาพชาวเมืองที่กำลังหวาดผวาเตรียมตัวหลบภัย กลับกลายเป็นภาพของชาวเมืองที่กำลังกอดก้อนทองคำร้องไห้ด้วยความปีติยินดี และทหารยามหน้าประตูเมืองที่กำลังนั่งนับตั๋วเงินกันอย่างเบิกบานใจ แม่ทัพใหญ่ผู้นำทัพหน้ามีนามว่าหูเปียว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการกรำศึกของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดจนหนวดเคราสั่นระริก เขากระชากบังเหียนม้าอย่างแรงจนม้าศึกชูขาหน้าส่งเสียงร้องแหลมสูง น
แสงตะวันยามเช้าเพิ่งจะสาดส่องพ้นทิวเขาอันสลับซับซ้อนของชายแดนทิศอุดร ทว่าบนเส้นทางสายหลักที่ทอดยาวมุ่งหน้าสู่เมืองหน้าด่านของแคว้นซีหยาง กลับปรากฏภาพที่ขัดแย้งกับสภาวะเตรียมทำศึกอย่างสิ้นเชิง ขบวนเดินทางที่กำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้านั้นไม่ได้มีกองทัพทหารม้านับแสน ไม่ได้มีธงรบโบกสะบัด หรือแม้แต่เสียงย่ำเท้าของทหารราบ ทว่ามันคือรถม้าไม้หอมแกะสลักขนาดใหญ่โตมโหฬารที่ถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีแดงสดและพู่ระย้าทองคำบริสุทธิ์ ส่องประกายวิบวับท้าทายแสงแดดประดุจก้อนทองคำที่เคลื่อนที่ได้ไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาผู้กุมชะตาเศรษฐกิจของแผ่นดินต้าจง ประทับนั่งอยู่ภายในรถม้าอย่างเกียจคร้าน พระนางสวมชุดคลุมตัวยาวพลิ้วไหวปักลายนกยูงรำแพนหางด้วยเส้นด้ายสีทองคำขาว มือเรียวขาวผ่องกำลังปอกผลองุ่นส่งเข้าปากอย่างสบายอารมณ์ ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดหวั่นต่อการเดินทางเข้าสู่ถิ่นพำนักของศัตรู เบื้องนอกรถม้ามีเพียงองครักษ์เงาจำนวนไม่ถึงสิบนายควบม้าตามมาห่างๆ นำทัพโดยไคเซอร์ องครักษ์หนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำสนิทประดุจรัตติกาลและมีนัยน์ตาสีแดงฉานดั่งโลหิต เขากระชับบังเหียนม้าด้วยท่าทีระแวดระวัง แม้ในใจจะแอบเหงื่อตกกับค
บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ของฮองเฮาไป๋ลี่ถิงในยามบ่ายคล้อยนั้น ช่างแตกต่างจากความตึงเครียดในท้องพระโรงมังกรทองเมื่อช่วงเช้าอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมกำจายของกำยานไม้กฤษณาชั้นเลิศที่สั่งทำพิเศษจากร้านกิจการบุปผาสวรรค์โอสถลอยอวลไปทั่วทุกซอกมุมของห้อง ผสมผสานกับกลิ่นกระดาษสาและกลิ่นหมึกหอมที่คุ้นเคย มันคือกลิ่นแห่งความมั่งคั่งที่ช่วยชโลมจิตใจของสตรีผู้รักเงินทองยิ่งชีพให้สงบลงได้อย่างน่าประหลาด แสงแดดสีทองอ่อนจางสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย ทาบทับลงบนกองสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายที่วางเรียงรายเป็นระเบียบประดุจกำแพงป้อมปราการขนาดย่อมไป๋ลี่ถิงประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หอมบุนวมผ้าไหมสีแดงเพลิง ท่วงท่าของพระนางในยามนี้เต็มไปด้วยความผ่อนคลายทว่าแฝงความหยิ่งผยองและกวนประสาทอยู่ในทุกอณู ขาทั้งสองข้างไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ปลายเท้าที่สวมรองเท้าปักดิ้นทองกระดิกไปมาเป็นจังหวะเพลงรื่นเริงในหัว เบื้องหลังของพระนางคือไคเซอร์ องครักษ์เงาหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำขลับประดุจปีกกาและนัยน์ตาสีแดงฉานดั่งโลหิต เขายืนกอดอกพิทักษ์ความปลอดภัยอยู่อย่างเงียบเชียบและซื่อสัตย์ประดุจรูปสลักหินที่ไร้ลม
ฝุ่นควันจากการวิ่งหนีหางจุกตูดของบรรดาอนุภรรยายังไม่ทันจะจางหายไปจากลานหน้าเรือนหลัก บรรยากาศที่เพิ่งจะกลับมาเงียบสงบได้เพียงแค่ชั่วอึดใจก็มีอันต้องถูกทำลายลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ทว่าลากยาวอย่างเกียจคร้านดังสะท้อนมาตามระเบียงทางเดินไม้ที่ผุพัง ไป๋ลี่ถิงซึ่งกำลังยืนกอดประคองร่างอันสั่นเทาของมาร
แสงแดดอุ่นยามสายเริ่มสาดส่องลงมากระทบหลังคาเรือนหลักที่เต็มไปด้วยรอยแตกและตะไคร่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบอันแสนจะหดหู่ของเรือนฮูหยินเอกถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดที่ดังกังวานมาตั้งแต่หน้าประตูจวน เสียงนั้นแหลมสูงจนคล้ายกับนกแก้วที่กำลังถูกบีบคอ มันบาดแก้วหูเสียจนฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่
แสงแดดรำไรยามสายสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกบิ่น ร่างบางของไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาหม่นหมองที่ซักจนเนื้อผ้าบางเฉียบก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องนอนของตนเองอย่างระมัดระวัง นางใช้มือดันบานประตูไม้ที่ผุพังเบาๆ ทว่าเสียงดังกึกกักราวกับกระดูกคนแก่ลั่นก็ดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่บานประตูข้
แสงแดดเจิดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าของจูน หญิงสาวผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจในชุดสูทสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตเข้ารูป รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ส้นรองเท้าแหลมปรี๊ดของเธอกระทบกับพื้นทางเดินหินอ่อนหน้าอาคารสำนักงานใหญ่เกิดเป็นเสียงดังก้องกังวา







