“คารวะเสนาบดีหลี่” หวังชิงเยว่เดินก้าวฉับ ๆ เพียงไม่กี่ก้าวหลังลงจากหลังม้าก็ถึงเบื้องหน้าของเสนาบดีหลี่แล้ว ท่าทางที่กำลังจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย กับฮูหยินและบุตรสาวที่ทำ
สีหน้าบูดบึ้งบอกได้ชัดกระมังว่าล้วนบังคับให้มาอย่างกะทันหัน
ไม่ทันได้ตั้งตัว
‘ช่างน่าครึกครื้น!’
หลี่เหมิงผงะเล็กน้อยที่พบกับฉินกั๋วกงผู้ผดุงความยุติธรรมให้ฝ่าบาท ได้ยินว่าหน้าประตูเมืองออกหน้าจัดการคนของสกุลหลิวปกป้องฮูหยินผู้เฒ่าฟ่าน บัดนี้ยังปักหลักเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนว่าความเคลื่อนไหวของเขาถูกจับตามองแล้ว
“ฉินกั๋วกง” หลี่เหมิงพูดด้วยรอยยิ้มทักทายผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในราชสำนัก และอายุน้อยที่สุดในเหล่าบรรดาขุนนาง
เขาทำงานรับใช้ฝ่าบาทมานานหลายปี ไต่เต้าจากเสมียน
ยังขึ้นได้สูงสุดแค่เสนาบดี ทั้งไม่ได้รับแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เพราะด้วยชาติกำเนิด แม้ว่าเขาจะแต่งงานกับตระกูลแม่ทัพที่ได้รับเกียรติยศสูงสุด ทั่วทั้งราชสำนักยกย่อง อดีตฝ่าบาทเกรงพระทัย แต่เขาภักดีเพียงนี้ บรรดาศักดิ์กระทั่งหนานก็ยังไม่ได้รับการพิจารณา แต่บุรุษผู้นี้อยู่ตระกูลหวัง ชาติกำเนิดมารดาสูงศักดิ์ เป็นองค์หญิงบรรดาศักดิ์จางกงจู่ขั้นหนึ่ง จึงได้ถูกเลี้ยงดูข้างกายฝ่าบาท
เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์บรรดาศักดิ์กงจึงตกใส่หัวหวังชินเยว่ทันที เขาที่อาวุโสกว่ายังต้องก้มหัวให้
‘เจ็บใจนัก’
“บังเอิญนักได้พบท่านเสนาบดีหลี่” หวังชินเยว่พูดอย่างอารมณ์ดี
“หามิได้ วันนี้แม่ยายของข้ากลับเมืองหลวงครั้งแรกในรอบสิบห้าปี ย่อมต้องมาเยี่ยมเยียนทักทาย” หลี่เหมิงตอบหน้ายิ้ม
แต่ในใจนั้นไม่คิดดังเช่นแสดงออก ฉินกั๋วกงปากคอเราะร้าย
หากเขาแสดงกิริยาไม่เหมาะสมมีหวังว่าประชุนขุนนางพรุ่งนี้ คงได้ถูกเด็กเมื่อวานซีนด่าทอหน้าท้องพระโรงเป็นแน่
“บังเอิญจริง ข้ากลับจากทำงานให้ฝ่าบาทได้พบความยากลำบากของฮูหยินผู้เฒ่าฟ่านนอกประตูเมือง ท่านใต้เท้าหลิวสหายรักของท่านกล้าขัดขวางขบวนเดินทางตระกูลฟ่าน ท่านทราบเรื่องนี้หรือไม่”
หลี่เหมิงหุบยิ้มฉับ คำว่า ‘สหายรัก’ บ่งบอกได้ชัดว่าเรื่องวันนี้มีเขาที่เกี่ยวข้อง หากเป็นเช่นนั้นชื่อเสียงของเขาคงไม่ดีแล้วกระมัง ซ้ำชาวบ้านที่ตอนนี้ไปยืนด่าหน้าตระกูลหลิวยังไม่สลายตัว ถ้าล่วงรู้ว่าเขาเกี่ยวข้องคงจะไม่รอดจากการประณามครั้งนี้ไปได้
“ท่านฉินกั๋วกงกล่าวหนักไปกระมัง ข้ากับใต้เท้าหลิว
มิได้เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเข้าเมืองหลวง น่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด”
“เข้าใจผิดรึ!” ฉินกั๋วกงเลิกคิ้วยิ้มหยัน ไม่คิดว่าคนพวกนี้
จะรักหน้าตามากถึงขนาดไม่ยอมรับว่าเกี่ยวข้องกัน แต่ที่เขาได้ยินมาคือต้องการเกี่ยวข้องกับตระกูลหวัง เพื่อยกฐานะของตนขึ้น
ไม่ใช่หรือ
ตระกูลหวังที่เขาตัดขาดครั้งมารดาเสียชีวิต บรรดาศักดิ์เป็นถึงโหว ยามนี้ซื่อจื่อผู้สืบทอดย่อมเป็นหวังฮ่าว เพราะเขาที่เป็นพี่ใหญ่ตัดขาดสิ้นแล้ว ไม่ขอรับตำแหน่งที่เกี่ยวกับตระกูลหวัง
ฝ่าบาทเห็นแก่เขาที่เป็นสหายจึงแต่งตั้งตำแหน่งกงให้เหนือกว่าตระกูลหวัง ทำงานรับคำสั่งจากฝ่าบาทโดยตรงไม่ขึ้นต่อผู้ใด
“ใช่แล้วฉินกั๋วกง ข้าเพียงคิดถึงลูกสาวที่ไม่ได้พบกันหลายปีแล้ว ตั้งแต่นางไปอยู่กับท่านยายของนาง” หลี่เหมิงพูดไปพร้อมเหงื่อที่ผุดพรายเป็นเม็ดเล็ก ๆ ตรงหน้าผาก บ่งบอกให้รู้ว่าร้อนตัวเพียงใด ทั้งยังอ้างถึงบุตรสาวขึ้นมา เพื่อบอกให้รับรู้ว่าตนมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น จะคิดทำการอุกอาจเช่นนั้นได้อย่างไร
“ไม่นึกว่ายามบุตรสาวเข้าเมืองหลวงเพิ่งระลึกถึง มิสายไปหน่อยรึ”
หลี่เหมิงไม่คิดว่าฉินกั๋วกงจะยุ่งเรื่องของเขามากเกินไปแล้ว หากไม่ได้ตกลงบางอย่างกับใต้เท้าหวังเอาไว้ ไม่มีทางที่เขาจะยอมให้เจ้าเด็กเมื่อวานซืนไล่ต้อนอยู่เช่นนี้
‘บิดาคิดก้าวหน้า แต่บุตรชายซื่อสัตย์ดุจสุนัขจนวันตาย!’
“นี่เป็นเรื่องในบ้านของข้ากระมัง ไม่รบกวนให้ฉินกั๋วกงต้องกังวลใจ”
จางอี้ฉีภรรยาของหลี่เหมิงรู้สึกว่าสามีเริ่มมีอารมณ์แล้ว
แค่โดนฉินกั๋วกงยั่วยุเข้านิดหน่อยถึงกับทนไม่ได้ นางจึงเรียกสามี
สักคำ “ท่านแม่ฮูหยินผู้เฒ่ารอแล้วกระมัง มิสู้เข้าไปด้านในเถิด”
หลี่ชิงที่ยืนทอดสายตามองไปยังฉินกั๋วกง บุรุษรูปงามที่สุดในเมืองหลวง แต่ทว่ามารดากลับจะให้พวกนางเข้าจวนตระกูลฟ่านเร็วเพียงนี้ นางยังมองไม่เต็มตาเลยสักนิด เหตุไฉนบิดามารดาจึงรีบร้อนเช่นนี้
ตอนรู้ข่าวว่าตระกูลฟ่านมาถึงเมืองหลวงแล้ว บิดายังไม่กระตือรือร้นด้วยซ้ำ แต่เมื่อรู้ว่าตระกูลฟ่านผ่านเข้าเมืองโดยสะดวกกลับรีบร้อนมาเอาหน้า ตระกูลนี้มีดีอะไรกัน นางที่ครองตำแหน่งคุณหนูใหญ่มานาน นับแต่ส่งพี่สาวของตนเองไปบ้านนอก ยิ่งตอนนี้กลับบอกว่าจะยกเรือนของนางให้พี่สาวอยู่ เดิมก็ไม่ชอบอยู่แล้ว
ยิ่งโดนท่านพ่อและท่านแม่ขัดใจยิ่งหงุดหงิด
“ท่านแม่” หลี่ชิงเรียกมารดาหนึ่งคำ บอกให้รู้ว่านาง
ไม่อยากเข้าไปด้านใน เพราะบุรุษผู้นั้นคือคนที่นางหมายปอง
จางอี้ฉีแต่ไหนแต่ไรตามใจบุตรสาวมาตลอด เพราะคิดว่านางเป็นบุตรสาวแสนอาภัพ ไร้บิดาผู้ให้กำเนิดดูแล เข้าตระกูลหลี่มาเป็นเพียงอนุพึ่งพิงบิดาบุญธรรม หลายปีสู้เอาใจจนยกตำแหน่งคุณหนูใหญ่ให้ บัดนี้นางกำลังจะทำเสียเรื่องจะยอมไม่ได้
“ชิงชิงลูกไปทักทายพี่สาวก่อน จะไปที่ไหนค่อยชวนพี่สาวเจ้าไปด้วยดีหรือไม่” ใบหน้ายิ้มแววตาดุดันปรามลูกสาวว่าอย่าให้มันมากเกินไปนัก นางมีเรื่องต้องทำอีกมาก หาใช่มายืนทอดกาย
เชยชมบุรุษ
หลี่ชิงอมลมเต็มสองแก้มอย่างไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นฉินกั๋วกงเดินเข้ามาด้วยนางกลับยิ้มดีใจ เดินตามท่านแม่อย่างเรียบร้อย
เข้าไปด้านใน แต่ไม่นึกว่าเมื่อเข้าไปถึงด้านใน พวกนางเหมือนโดนตบหน้า
“เรียนท่านเสนาบดีหลี่ สกุลฟ่านมีธรรมเนียมเสมอมา
ถือกฎเคร่งครัด ไม่อนุญาตให้อนุและบุตรสาวอนุเข้าในห้องรับแขกที่มีแขกอื่นมาด้วย เชิญอนุและลูกสาวอนุของท่านรอห้องรับรองด้านนี้เถิด”
หลี่ชิงหน้าชาหนึบไม่ต่างจากมารดา แต่เมื่อต้องการจะ
อ้าปากกลับถูกมารดาหยิกที่แขนนาง จึงได้แต่สงบปากสงบคำ
“ฮูหยินผู้เฒ่าช่างเป็นคนเคร่งครัดดีเยี่ยม ข้านับถือจริง ๆ” ฉินกั๋วกงโบกพัดเข้าหาอก ยืนชมงิ้วน่าสนุกเรื่องนี้อีกหน่อยก็ดี
ไม่น้อย รายงานช้าหน่อยแต่ได้เห็นใบหน้าที่แตกยับเยินของสกุลหลี่ จะพลาดเรื่องสนุกเช่นนี้ได้อย่างไร
หลี่เหมิงอยากโกรธก็โกรธไม่ได้ เพราะว่าเขายังต้องอาศัยบุตรสาวอีกมาก ดังนั้นจึงได้แต่ทำตามคำสั่ง แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปฉินกั๋วกงกลับเดินเข้ามาด้วยอย่างไร้มารยาท
“ฉินกั๋วกงไม่ทราบว่ามีธุระอันใดกับฮูหยินผู้เฒ่าฟ่านรึ”
“ไม่มี” หวังชิงเยว่ตอบสั้นกระชับได้ใจความ แล้วไปนั่งตรงเก้าอี้รับแขกโดยไม่สนใจ
ภายในใจหลี่เหมิงมีแต่คำว่า ‘หน้าด้าน’ เต็มไปหมด กระทั่งครอบครัวผู้อื่นก็ไม่ละเว้นเรื่องสอดรู้สอดเห็น ขุนนางเช่นนี้ฝ่าบาทโปรดรึ?
รอราวหนึ่งเค่อฮูหยินผู้เฒ่าฟ่านเดินมาพร้อมกับสตรี
ที่ไม่ต้องบอกก็รับรู้แล้วว่าเป็นบุตรสาวของตน ใบหน้าของนางช่างเหมือนฟ่านเถียนเถียนไม่มีผิด หลี่เหมิงลุกขึ้นคารวะจากนั้นเรียกบุตรสาวทันที “ฉงจื่อนั่นลูกรึ”
หลี่ฉงจื่อได้ฟังดังนั้นสายตาเย็นชาก็ปรากฏขึ้นครู่หนึ่ง
ก่อนจะปรับเปลี่ยนให้เรียบเฉย จากนั้นผลิยิ้มไม่จริงใจส่งให้หนึ่งสาย นางต้องยิ้มหน้าคันฉ่องอยู่หลายครั้ง กว่าจะฝืนยิ้มให้คนชั่วช้าผู้นี้ได้
“คารวะบิดา” ถ้อยคำที่นางใช้เรียกห่างเหินนัก แต่เมื่อมองไปยังบุรุษอีกคนที่น้าสามเพิ่งไปส่งที่หน้าประตู บัดนี้กลับมานั่งอยู่อีกครั้ง ทำให้นางจะพูดอะไรมากไม่ได้ จึงสงบคำเพียงแค่นั้น
“บิดาอะไรกันยังไม่เรียกท่านพ่ออีก”
ภายในห้องโถงรับแขกเงียบงัน กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าฟ่าน
ยังไร้คำเอื้อนเอ่ย จนหลี่เหมิงเริ่มรู้สึกว่าตนอาจจะพูดจาผิดไป
“วันนี้ไม่ได้ไปรับท่านแม่ยายที่หน้าประตูเมืองต้องขออภัย ข้ารู้เรื่องก็สายแล้ว”
“ไม่เป็นไร ข้าแค่กลับบ้านเท่านั้น”
“แค่นั้นได้อย่างไร คราวหน้าข้าชดเชยให้ท่านเอง”
เมื่อคำว่าชดเชยหลุดจากปาก ฮูหยินผู้เฒ่าฟ่านก็ยิ้มแบบคนเจ้าเล่ห์ อย่างที่หลี่เหมิงเองก็หวาดกลัว ทั้งรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“พูดได้ดี ชดเชยย่อมเป็นเรื่องที่เจ้าต้องให้แก่สกุลฟ่านเรา”
หลี่ฉงจื่อเองก็อยากให้เขาชดเชยให้หมด แต่ตอนนี้จะ
ละเว้นชั่วครู่ให้เสวยสุขให้พอ แต่เมื่อถึงเวลาประหารเก้าชั่วโคตรของตระกูลหลี่ยังน้อยไป
“พูดถึงยายหนูฉงจื่อ บิดาจัดเรือนต้อนรับเจ้าแล้ว วันนี้อยากมารับเจ้าไปอยู่สกุลหลี่ อีกหน่อยเจ้าต้องออกเรือน ยังไง
พวกเราย่อมต้องจัดหาบุรุษที่ดีที่สุดให้เจ้าแน่นอน เจ้ารีบร้อนกลับมาพ่อส่งให้คนไปรับจึงคลาดกัน” หลี่เหมิงเอ่ยถึงเรื่องที่มาวันนี้ เขาต้องการจัดการนำลูกสาวเข้าไปอยู่ในจวน จะได้บังคับให้อยู่ในอำนาจโดยเร็ว จัดงานแต่งเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลหวังเสีย
“อื้ม!!”
เสียงกระแอมของหวังชิงเยว่ดังขึ้น ทำให้หลี่เหมิงหันขวับ มองไปทางบุรุษที่สอดแทรกอยู่เรื่อย ทำให้เขารู้สึกรำคาญ
“ไม่ทราบว่าฉินกั๋วกงอะไรติดคอรึ” หลี่เหมิงถามต้องการให้รู้ว่าเรื่องของเขาและครอบครัวไม่ต้องรบกวนเขายุ่งยาก
“เรื่องไร้ยางอายน่ะ...!” ฉินกั๋วกงกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
และนั่นกลับแทนใจสองยายหลานที่ยืนอยู่ตรงเก้าอี้ประมุขของบ้าน ทำให้เขาเห็นรอยยิ้มของหลี่ฉงจื่อครั้งแรก ในแบบที่ยิ้มดีใจ
เต็มใบหน้า
“ท่าน!” หลี่เหมิงโกรธแทบหายใจไม่ออก แต่ทว่ากลับ
ไม่อาจเถียงกลับได้ เขาต้องรักษากิริยาต่อหน้าอดีตแม่ยาย
“ข้าหมายถึงข้าไร้ยางอายจริง ๆ มานั่งฟังท่านพูดเรื่องแต่งงาน หากแต่ฮูหยินผู้เฒ่าเดินทางเหน็ดเหนื่อยกว่าจะถึงเมืองหลวง สมควรให้ฮูหยินผู้เฒ่าพักผ่อนเสียที เดิมจะกลับแล้วข้ามีเรื่องจะสนทนาอีกเล็กน้อยก็จะกลับแล้ว”
สวี่หรงเจินยิ้มให้บุรุษฝีปากกล้าอย่างฉินกั๋วกง สมแล้วที่ฉายาไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดิน เบื้องหน้าทำงานมีฝ่าบาทหนุนหลัง เบื้องหลังยังมีไท่ซ่างหวง
“ฉินกั๋วกงว่ามาเถอะ” สวี่หรงเจินไม่สนใจลูกเขยสารเลว หันไปสนทนากับฉินกั๋วกงทันที
“อีกสามวันข้าจะมารับสกุลฟ่านด้วยตนเอง งานเลี้ยงตำหนักฤดูร้อนเป็นงานเลี้ยงภายในเชิญเฉพาะขุนนางสำคัญ
เพื่อความปลอดภัยของฝ่าบาทและไท่ซ่างหวง จึงเข้มงวดเรื่อง
คนติดตาม”
พูดมาถึงตรงนี้ฮูหยินผู้เฒ่าฟ่านก็เข้าใจเจตนาทันที
งานเลี้ยงสำคัญของราชวงศ์ที่จัดเพื่อสกุลฟ่าน ขุนนางไร้บรรดาศักดิ์ย่อมเข้าไม่ได้ และหนึ่งในนั้นคือหลี่เหมิงอีกด้วย
“เช่นนั้นรบกวนท่านกั๋วกงด้วย วันนี้ข้าเหนื่อยแล้วต้องไปพักผ่อนซักที” สวี่หรงเจินพูดตัดบท จากนั้นออกคำสั่งทันที “พ่อบ้านส่งแขก”
หลี่เหมิงเพิ่งรับรู้ว่าจะมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับสกุลฟ่าน เมื่อฉินกั๋วกงพูดว่าเชิญเฉพาะคนสำคัญ เช่นนั้นเขาที่เป็นถึงเสนาบดีคลังก็คงไม่อาจเข้าร่วม เพราะคำว่าบรรดาศักดิ์นั่นเอง แต่เมื่อกำลังจะอ้าปากขอให้แม่ยายช่วย แต่นางถึงขนาดกล่าวตัดบท ทั้งยังพยุงเข้าไปพัก สนทนากันสักคำก็ยังไม่ได้เอ่ย เขาจะไม่โกรธได้อย่างไร
“เอ่อ...ท่านแม่ยาย...” เขากำลังจะรั้งเอาไว้ แต่กลับถูกพ่อบ้านเดินมาเชิญเสียก่อน
“เชิญเสนาบดีหลี่กลับก่อน วันนี้สายแล้วฮูหยินกลับมาเหนื่อย ๆ ต้องพักก่อน”
หวังชิงเยว่เดินองอาจออกไปพร้อมกับยิ้มเบิกบานอารมณ์ดี ผิดกับหลี่เหมิงที่ผิดหวังจากเรื่องที่หารือกันล่วงหน้าเอาไว้
“ฉินกั๋วกงรู้สึกจะเจ้ากี้เจ้าการนัก ขนาดไปงานเลี้ยงยังต้องมารับด้วยตนเอง เช่นนี้ไม่เท่ากับว่า...” ยังไม่ทันเอ่ยจบในสิ่งที่ใจคิดกลับถูกเจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ตอกกลับอย่างเลือดเย็น
“แน่นอนว่าคนสำคัญ ทั้งฝ่าบาทและไท่ซ่างหวงยังให้เกียรติ รวมถึงสตรีที่ได้รับการยกย่องอย่างแม่ทัพหญิงฟ่านเถียน-เถียนที่ตายอย่างไร้ความเป็นธรรม ไท่ซ่างหวงย่อมไม่ปล่อยคน
บงการ!”
หลี่เหมิงสะดุ้ง ขนาดไท่ซ่างหวงยังรู้รึว่านางตายไร้ความเป็นธรรม ทำให้เขาอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องรีบกลับบ้านไปหารือ แต่เมื่อถึงบ้านกลับพบกับคนที่ไม่ควรมาบ้านเขาในตอนนี้ ทำให้เขากุมขมับแล้ว