FAZER LOGIN
เสียงปรบมือดังขึ้นภายในห้องประชุมหรูบนชั้นสามสิบสองของอาคารสำนักงานใหญ่บริษัทเหอซินกรุ๊ป หลังจากการเจรจาที่ยืดเยื้อมานานกว่าสี่ชั่วโมงสิ้นสุดลงด้วยการลงนามในสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านหยวน
ซูเหอซิน หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปีในชุดสูทสีขาวงาช้าง ลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยท่าทางสง่างาม เธอยื่นมือไปจับกับประธานบริษัทคู่ค้าซึ่งมีอายุมากกว่าเกือบสองเท่า รอยยิ้มบนใบหน้างดงามแสดงถึงความมั่นใจของผู้หญิงที่รู้จักคุณค่าของตัวเองเป็นอย่างดี
“ยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับ คุณซู ผมยอมรับว่าตอนแรกไม่คิดว่าคุณจะสามารถทำให้คณะกรรมการของเราเปลี่ยนใจได้” ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม
“ดิฉันไม่ได้ต้องการให้ทุกคนเปลี่ยนใจเพราะคำพูดของดิฉันค่ะ แต่ต้องการให้ทุกคนเห็นว่าข้อเสนอของเราสามารถสร้างผลกำไรได้จริง” เหอซินยิ้มเล็กน้อย
“คุณเป็นนักธุรกิจที่น่ากลัวมาก”
“หวังว่าจะเป็นคำชมนะคะ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะประชุม บรรยากาศตึงเครียดตลอดหลายชั่วโมงผ่อนคลายลงทันที
เหอซินก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนเก็บเอกสารลงกระเป๋าหนังราคาแพง
เธอเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทสิ่งทอที่เติบโตอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงห้าปี จากกิจการเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นด้วยเงินเก็บและเงินกู้ธนาคาร กลายเป็นบริษัทที่มีโรงงานผลิตผ้าและเครือข่ายจำหน่ายสินค้าหลายเมือง แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เธอต้องแลกด้วยการทำงานหนักอย่างมหาศาล ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเธอว่าการเป็นผู้หญิงอายุน้อยในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยผู้มีอำนาจนั้นยากลำบากเพียงใด
หลายครั้งเธอถูกดูถูกว่าเป็นเพียงเด็กสาวที่โชคดี บางคนกล่าวว่าเธอคงมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง บางคนถึงขั้นเสนอให้เธอแต่งงานกับทายาทบริษัทใหญ่แทนการทำธุรกิจด้วยตัวเอง
แต่ซูเหอซินไม่เคยสนใจ เธอเชื่อเสมอว่าความสามารถไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรองจากเพศหรืออายุ ตราบใดที่มีสมอง มีสองมือ และยังไม่ยอมแพ้ เธอก็สามารถสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ได้
“ประธานซูคะ” เสียงเรียกของเลขาสาวทำให้เหอซินหันกลับมา
“มีอะไร เสี่ยวหลิน”
“เอกสารสัญญาทั้งหมดเรียบร้อยแล้วค่ะ ฝ่ายกฎหมายจะตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งพรุ่งนี้เช้า ส่วนกำหนดการเดินทางไปโรงงานที่หางโจว ดิฉันเลื่อนเป็นวันจันทร์ตามที่คุณสั่งแล้วค่ะ”
“ดีมาก”
“แล้วเรื่องโรงงานทอผ้าที่ซูโจวล่ะ” เหอซินรับแฟ้มเอกสารมาตรวจดูอีกครั้ง
“ผู้จัดการส่งรายงานมาแล้วค่ะ แต่ยังมีปัญหาเรื่องต้นทุนวัตถุดิบ”
“บอกเขาว่าอย่าเพิ่งขึ้นราคาสินค้า ให้ตรวจสอบระบบขนส่งก่อน ฉันไม่เชื่อว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นเพราะราคาวัตถุดิบอย่างเดียว”
“ได้ค่ะ” เสี่ยวหลินจดคำสั่งลงแท็บเล็ตอย่างรวดเร็ว ก่อนเงยหน้ามองเจ้านายด้วยความเป็นห่วง “ประธานซูคะ วันนี้คุณทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าแล้วนะคะ น่าจะกลับไปพักผ่อนได้แล้ว”
เหอซินเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เกือบห้าทุ่มแล้ว
“ฉันจะกลับเดี๋ยวนี้”
“ให้คนขับรถไปส่งไหมคะ”
“ไม่ต้อง ฉันขับเองได้”
“แต่คุณดูเหนื่อยมากเลยนะคะ”
เหอซินหัวเราะเบา ๆ “ฉันยังไม่แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย”
“มันไม่เกี่ยวกับอายุค่ะ เกี่ยวกับการพักผ่อนต่างหาก”
“รู้แล้วจ้ะ คุณเลขาคนเก่ง”
เธอตบไหล่เสี่ยวหลินเบา ๆ ก่อนเดินออกจากห้องประชุม
เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง รอยยิ้มบนใบหน้าของเหอซินค่อย ๆ จางหายไป ความเหนื่อยล้าที่เธอพยายามเก็บซ่อนมาตลอดวันเริ่มปรากฏชัด เธอเอนศีรษะพิงผนังลิฟต์แล้วหลับตาลงครู่หนึ่ง
ห้าปีที่ผ่านมา เธอแทบไม่มีเวลาใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป เพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนแต่งงานมีลูก บางคนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ บางคนเลือกทำงานประจำที่มั่นคง ส่วนเธอกลับใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องประชุม โรงงาน และเครื่องบิน แม้จะมีเงินมากพอซื้อบ้านหลังใหญ่หรือรถยนต์ราคาแพง แต่กลับแทบไม่มีเวลาอยู่บ้าน
บางครั้งเหอซินก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่าเธอกำลังวิ่งไล่ตามอะไรอยู่กันแน่ ความสำเร็จหรือ เงินทองหรือ หรือเพียงต้องการพิสูจน์ให้คนที่เคยดูถูกเห็นว่าเธอทำได้
เสียงลิฟต์ดังขึ้นเมื่อถึงชั้นจอดรถ เหอซินลืมตาแล้วถอนหายใจ
“เอาเถอะ อย่างน้อยวันนี้ก็สำเร็จไปอีกเรื่อง” เธอพูดกับตัวเองก่อนเดินตรงไปยังรถยนต์สีดำที่จอดอยู่ไม่ไกล
ภายนอกอาคาร ฝนเริ่มตกลงมาอย่างหนัก หยดน้ำกระทบกระจกหน้ารถเป็นสายยาว ขณะที่แสงไฟจากตึกสูงสะท้อนบนพื้นถนนเปียกชื้น เหอซินเปิดระบบนำทางแล้วขับรถออกจากอาคาร เสียงเพลงเบา ๆ ดังขึ้นภายในรถ เธอขับผ่านถนนสายหลักที่ยังมีรถสัญจรอยู่ประปราย
ระหว่างติดไฟแดง โทรศัพท์มือถือบนแท่นวางสั่นขึ้น หน้าจอปรากฏชื่อมารดา เหอซินกดรับสายผ่านระบบรถยนต์
“แม่คะ ยังไม่นอนอีกเหรอ”
“แล้วลูกล่ะ ทำไมเพิ่งกลับบ้านเอาป่านนี้” น้ำเสียงคุ้นเคยทำให้หญิงสาวยิ้มออกมา
“วันนี้มีประชุมสำคัญค่ะ เพิ่งเสร็จ”
“ประชุมอีกแล้ว แม่ได้ยินคำนี้ทุกวัน”
“ก็งานมันเยอะนี่คะ”
“งานเยอะแค่ไหนก็ต้องพักบ้าง ลูกอายุยี่สิบเจ็ดแล้วนะ ไม่ใช่เครื่องจักร”
“แม่พูดเหมือนเสี่ยวหลินเลย”
“เพราะทุกคนเป็นห่วงลูกนั่นแหละ”
เหอซินหัวเราะ “รู้แล้วค่ะ”
“วันอาทิตย์กลับมากินข้าวที่บ้านได้ไหม แม่จะทำปลานึ่งที่ลูกชอบ”
“ได้สิคะ”
“พูดจริงนะ”
“จริงค่ะ ครั้งนี้ไม่ผิดนัดแน่นอน”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงมารดาจะอ่อนโยนลง “เหอซิน แม่ไม่ได้อยากให้ลูกหาเงินมากมายขนาดนั้นหรอกนะ แม่แค่อยากให้ลูกมีความสุข”
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย เธอมองถนนเบื้องหน้าซึ่งถูกสายฝนปกคลุม
“หนูมีความสุขค่ะ แม่ไม่ต้องห่วง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ขับรถระวังด้วยนะ”
“ค่ะ รักแม่นะ”
“แม่ก็รักลูก”
สายโทรศัพท์ถูกตัดไป
เหอซินมองหน้าจอที่ดับลง ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏบนริมฝีปาก บางทีหลังจากโครงการนี้เสร็จ เธอควรหาเวลาพักผ่อนจริง ๆ อาจพามารดาไปเที่ยวทะเลสักแห่งหรือไม่ก็หยุดงานสักหนึ่งสัปดาห์ เธอทำงานหนักมามากพอแล้ว
ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว เหอซินเหยียบคันเร่งอย่างระมัดระวัง รถยนต์เคลื่อนผ่านสี่แยกท่ามกลางสายฝน แต่ในวินาทีต่อมา เสียงแตรรถดังสนั่นขึ้นจากทางด้านขวา
ปี๊นนนน!
เหอซินหันไปมองทันที รถบรรทุกขนาดใหญ่คันหนึ่งพุ่งฝ่าสัญญาณไฟแดงเข้ามาด้วยความเร็วสูง ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้าง เธอเหยียบเบรกสุดแรง เสียงยางรถเสียดสีกับพื้นถนนดังแหลม ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว
โครม!
แรงกระแทกรุนแรงทำให้รถยนต์หมุนเสียหลัก กระจกด้านข้างแตกกระจาย ถุงลมนิรภัยพองออกพร้อมเสียงดังสนั่น
ร่างของเหอซินถูกเหวี่ยงไปตามแรงกระแทก ความเจ็บปวดแล่นผ่านทั่วร่างจนแทบหายใจไม่ออก เสียงผู้คนกรีดร้องดังอยู่ไกล ๆ เธอพยายามขยับมือ แต่กลับไม่มีเรี่ยวแรง เลือดอุ่น ๆ ไหลลงมาตามขมับ ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน
ในห้วงความคิดสุดท้าย เธอกลับนึกถึงเสียงของมารดาที่เพิ่งพูดกับเธอเมื่อครู่ วันอาทิตย์กลับมากินข้าวที่บ้านได้ไหม น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกจากหางตา เธอยังไม่ได้กลับไปกินข้าวกับแม่เลย ยังไม่ได้พาแม่ไปเที่ยว ยังมีเรื่องอีกมากมายที่อยากทำ
“แม่…” เสียงแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากก่อนทุกอย่างจะจมลงสู่ความมืดมิด
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม
เหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้งเจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็
ทุกคนชะงักอาหลิวรีบพูด “คุณหนูขอรับ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ หากพากลับจวนอาจมีปัญหาได้”เสี่ยวชิงเองก็ลังเล “จริงเจ้าค่ะ อีกอย่างฮูหยินคงไม่ยอมให้บุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน”หลิงหนานมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติ นางรู้ดีว่าการพาคนแปลกหน้ากลับไปอาจทำให้เจินจี้มีข้ออ้างกลั่นแกล้งอีกแต่หากทิ้งเขาไว้กลางป่าในสภาพเช่นนี้ โอกาสรอดชีวิตคงน้อยมาก ชายคนนี้เสี่ยงชีวิตช่วยนาง ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีเขา วันนี้นางกับเสี่ยวชิงอาจถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว นางไม่อาจทอดทิ้งผู้มีพระคุณได้“ข้าจะรับผิดชอบเอง” หลิงหนานกล่าวหนักแน่นอาหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่คุณหนู…”“เขาช่วยชีวิตพวกเรา” หากปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ พวกเจ้าจะสบายใจหรือ” นางมองบ่าวชายทั้งสองอาหลิวกับอาซานเงียบลงทันทีหลิงหนานหันกลับไปมองชายหนุ่ม นางใช้ผ้าสะอาดอีกผืนช่วยห้ามเลือด ก่อนบอกให้ทุกคนเตรียมรถม้า“อาหลิว ไปดูว่ารถม้ายังใช้ได้หรือไม่”“ขอรับ”“อ







