LOGINป้าหวังรีบลดมือลง “คุณหนูใหญ่ บ่าวคนนี้ฝ่าฝืนคำสั่งฮูหยินเจ้าค่ะ!”
หลิงหนานมองห่อผ้าที่ตกอยู่บนพื้นก่อนหันไปหาเสี่ยวชิง “เจ้าซื้อของพวกนี้ด้วยเงินตัวเองหรือ”
“เจ้าค่ะ” เด็กสาวพยักหน้า
“มีใครห้ามเจ้าซื้ออาหารหรือไม่”
“ไม่มีเจ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นนางทำผิดอะไร” หลิงหนานหันกลับไปมองป้าหวัง
ป้าหวังชะงัก “ก็…”
“ฮูหยินสั่งลดอาหารที่ส่งมาจากครัว ไม่ได้สั่งห้ามคนในเรือนซื้ออาหารด้วยเงินตัวเอง”
“แต่…”
“หรือเจ้าจะบอกว่าบ่าวรับใช้ในจวนไม่มีสิทธิ์ใช้เงินค่าจ้างของตัวเอง”
ป้าหวังพูดไม่ออก
“เก็บของให้เสี่ยวชิง” หลิงหนานเดินเข้าไปใกล้
“อะไรนะเจ้าคะ!” ป้าหวังเบิกตากว้าง
“ข้าบอกให้เก็บของที่เจ้าทำตก” หลิงหนานพูดอีกครั้ง เน้นทุกคำให้ชัดที่สุด
“คุณหนูใหญ่!”
“หรือเจ้าต้องการให้ข้าไปถามฮูหยินว่าคำสั่งลดอาหารหมายถึงการห้ามบ่าวใช้เงินของตัวเองด้วย”
ป้าหวังเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าหากเรื่องนี้ไปถึงเจินจี้ อีกฝ่ายอาจไม่พอใจที่ตนสร้างปัญหาเล็กน้อยโดยไม่จำเป็น สุดท้ายจึงจำต้องก้มลงเก็บห่อผ้าแต่ก่อนจะยื่นคืน นางกลับพูดเสียงห้วน
“คุณหนูใหญ่จำไว้เถอะเจ้าค่ะ ฮูหยินไม่พอใจเรื่องที่ท่านพาบุรุษแปลกหน้าเข้าจวนมากนัก”
“ข้าทราบแล้ว” หลิงหนานรับห่อผ้า
“หากยังดื้อรั้นต่อไป…”
“ป้าหวัง” หลิงหนานพูดแทรก “กลับไปทำงานได้แล้ว”
หญิงวัยกลางคนหน้าแดงจัดก่อนสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
เสี่ยวชิงรีบเข้ามาหาหลิงหนาน
“คุณหนูเจ้าคะ!” นางมองไข่ที่แตกไปหนึ่งฟองด้วยความเสียดาย “ข้าขอโทษเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด” หลิงหนานส่ายหน้า
“ข้าทำให้คุณหนูมีเรื่องกับป้าหวังอีกแล้ว”
หลิงหนานถอนหายใจ “เสี่ยวชิง เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษทุกครั้งที่มีคนรังแก”
เด็กสาวนิ่งไป
หลิงหนานยื่นห่อผ้าคืนให้ “ขอบใจที่ช่วยซื้ออาหาร”
เสี่ยวชิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเริ่มแดง “คุณหนู…”
“แต่ครั้งหน้าอย่าเอาเงินเก็บของเจ้ามาใช้ทั้งหมด”
“ข้าเต็มใจจะช่วยคุณหนูเจ้าค่ะ”
“ข้ารู้ แต่เจ้าก็ต้องมีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคต” หลิงหนานยิ้มอ่อนโยน
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงพยักหน้าทั้งน้ำตา
ทั้งสองเดินกลับเข้าเรือนโดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านหน้าต่างห้องด้านใน อาเซียงยืนพิงกรอบหน้าต่างอยู่เงียบ ๆ เขาได้ยินเสียงโต้เถียงตั้งแต่ต้น แม้เดินยังไม่สะดวก แต่เมื่อได้ยินเสียงเสี่ยวชิงร้อง เขาก็ฝืนลุกขึ้นมาดู
ภาพที่เห็นทำให้คิ้วเข้มขมวดแน่น หญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นเพียงบ่าวรับใช้กลับกล้าตะโกนใส่คุณหนูใหญ่ของจวน ยิ่งไปกว่านั้น ยังกล้ายกมือจะตบสาวใช้ที่ซื้ออาหารด้วยเงินตัวเอง เขาไม่เข้าใจว่าจวนแห่งนี้มีกฎระเบียบเช่นใดแต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าเรื่องนี้ผิดปกติอย่างยิ่ง
เมื่อหลิงหนานเดินเข้ามาในห้อง เขาจึงหันไปมองทันที
“เจ้าถูกคนในจวนรังแกอยู่หรือ”
หลิงหนานชะงัก “ท่านได้ยินหรือ”
“ได้ยิน”
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งลุกเดิน”
อาเซียงไม่สนใจคำตำหนิ “ตอบข้ามาตามตรง”
“ก็อย่างที่ท่านเห็น” หลิงหนานถอนหายใจ
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “เหตุใดบ่าวคนนั้นจึงกล้าพูดกับเจ้าเช่นนั้น”
“เพราะพวกนางมีเจินจี้หนุนหลัง”
“แล้วเจ้าเป็นใคร”
หลิงหนานเลิกคิ้ว “ข้าเคยบอกแล้ว”
“เจ้าคือคุณหนูใหญ่ของจวนสกุลหูแต่กลับถูกปฏิบัติไม่ต่างจากบ่าวรับใช้”
คำพูดนั้นทำให้หลิงหนานนิ่งไป
“ข้าเห็นอาหารของเจ้า เห็นเรือนที่เจ้าอยู่ และเห็นท่าทางของบ่าวคนนั้น” อาเซียงมองนางอย่างจริงจัง เขาหยุดเล็กน้อย “ทั้งหมดนี้ไม่สมเหตุสมผล”
“ท่านพูดเหมือนคนที่เป็นผู้นำคนมาก่อน” หลิงหนานยิ้มบาง ๆ
อาเซียงชะงัก เขาก้มมองมือตัวเองก่อนส่ายหน้า “ข้าไม่รู้”
หลิงหนานเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป จึงรีบพูด “ไม่ต้องคิดแล้ว”
แต่ชายหนุ่มกลับเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “ข้าอยากถามเจ้า”
“ถามสิ”
“เหตุใดเจ้าไม่ตอบโต้พวกนาง”
หลิงหนานนิ่งไป
อาเซียงพูดต่อ “หากเจ้ามีสิทธิ์ในจวนนี้ เหตุใดจึงยอมให้พวกเขาทำเช่นนี้”
หลิงหนานมองเขาอย่างพิจารณาก่อนเดินไปนั่งที่โต๊ะ “ท่านคิดว่าข้าไม่อยากตอบโต้หรือ”
“แล้วเหตุใดจึงไม่ทำ”
นางหยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กขึ้นมา “เพราะตอนนี้ข้ายังไม่มีหลักฐานมากพอ”
อาเซียงขมวดคิ้ว “หลักฐาน? หลักฐานอะไร”
“ใช่”
หลิงหนานเปิดหน้ากระดาษที่จดรายการทรัพย์สินเอาไว้ “บิดาข้าทิ้งกิจการและทรัพย์สินจำนวนมาก แต่แม่เลี้ยงเป็นคนดูแลทั้งหมดมาสองปี” นางชี้ไปยังรายการร้านผ้าไหม “หากข้าเข้าไปโวยวายว่าทุกอย่างเป็นของข้า โดยไม่มีเอกสารยืนยัน พวกเขาก็เพียงกล่าวหาว่าข้าไม่รู้ความ”
อาเซียงมองตัวอักษรบนกระดาษ
หลิงหนานพูดต่อ “แต่หากข้าพบพินัยกรรม ตรวจสอบบัญชี และรวบรวมหลักฐานว่ามีการยักยอกทรัพย์สิน ข้าก็สามารถทวงคืนอย่างถูกต้อง”
ชายหนุ่มนิ่งคิด “เจ้าต้องการเอาทุกอย่างกลับคืน?”
“ข้าจะเอาส่วนเฉพาะสิ่งที่เป็นของข้า”
“แล้วคนที่รังแกเจ้าเล่า”
หลิงหนานเงยหน้า
อาเซียงสบตานางตรง ๆ “เจ้าจะปล่อยพวกเขาไปหรือ”
“ท่านคิดว่าข้าเป็นคนใจดีถึงเพียงนั้นหรือ” หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ
“ข้าสงสัย” ชายหนุ่มมองนาง
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะบอกให้” หลิงหนานวางสมุดลง “ข้าไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องใครก่อนแต่หากมีคนจงใจทำร้ายข้า ข้าก็ไม่คิดจะยอมตลอดไป ข้าจะจดจำหน้าของคนเหล่านั้นเอาไว้และเมื่อถึงเวลาข้าจะเอามันคืนให้หมด”
อาเซียงมองใบหน้าของนาง
แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้ดวงตาของหลิงหนานดูสว่างขึ้น หญิงสาวตรงหน้าไม่ได้มีท่าทางอ่อนแออย่างที่สภาพความเป็นอยู่บ่งบอกตรงกันข้าม นางมีความมั่นใจบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้ม เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดนางจึงกล้าเจรจากับโจรกลางป่าเพราะนางไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ
หูหลิงหนานวางพู่กันลงทันที นางเงยหน้าจากสมุดบัญชีเล่มเล็ก ก่อนมองบุรุษร่างสูงที่กำลังเดินออกมาจากห้องพัก ชายหนุ่มสวมชุดผ้าฝ้ายสีเทาเข้ม แขนเสื้อพับขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นผ้าพันแผลบริเวณต้นแขน ใบหน้าหล่อเหลายังซีดอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับหลายวันก่อน อาการของเขาดีขึ้นมาก สิ่งที่ทำให้หลิงหนานไม่พอใจคือเขาไม่ยอมอยู่นิ่ง“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าอย่าเดินไปเดินมา”อาเซียงหยุดฝีเท้า “ข้าเพียงเดินออกมาดื่มน้ำ”“ในห้องท่านก็มีกาน้ำ”“น้ำหมดแล้ว”หลิงหนานชะงัก ก่อนหันไปมองเสี่ยวชิงซึ่งกำลังเย็บเสื้ออยู่ข้างหน้าต่างเด็กสาวรีบส่ายหน้า “ข้าเพิ่งเติมให้เมื่อครู่เจ้าค่ะ”หลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่มอาเซียงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบหน้าตาเฉย “ข้าอยากดื่มน้ำอุ่น”“ในห้องก็มีกาน้ำอุ่น”“น้ำเย็นแล้ว”หลิงหนานหลุดหัวเราะ “ท่านนี่ช่างหาข้ออ้างเก่งจริง ๆ”อาเซียงไม่ได้โต้ตอบ เขาเพียงเดินมานั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างร
“แล้วตอนนี้เจ้ากำลังรออะไร” อาเซียงถามหลิงหนานมองสมุดบัญชีในมือก่อนตอบ “รอโอกาส โอกาสที่ทำให้ข้าสามารถลงมือโดยไม่เสียเปรียบ”ชายหนุ่มนิ่งไปก่อนพยักหน้าเล็กน้อย “เจ้าคิดรอบคอบดี”หลิงหนานยิ้มให้อีกฝ่ายอาเซียงมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงต่ำ “หากข้าหายดีแล้ว ข้าจะช่วยเจ้า”หลิงหนานชะงัก “ช่วยข้า? ช่วยอย่างไร”ชายหนุ่มก้มมองบาดแผลที่ชายโครงก่อนตอบ “อย่างน้อยข้าก็ถือกระบี่ได้”หลิงหนานหัวเราะออกมา “ท่านคิดจะใช้กระบี่ไปทวงบัญชีหรือ”อาเซียงขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”“แล้วหมายความว่าอย่างไร”เขามองนางตรง ๆ “ข้าไม่อยากเห็นใครรังแกเจ้าอีก”คำพูดนั้นทำให้หลิงหนานนิ่งไปชั่วขณะ นางไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคเช่นนี้จากชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่รู้แม้แต่ตัวเองเป็นใครแต่กลับคิดจะปกป้องนาง หลิงหนานรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด นางจึงยิ้มอ่อนโยน“
ป้าหวังรีบลดมือลง “คุณหนูใหญ่ บ่าวคนนี้ฝ่าฝืนคำสั่งฮูหยินเจ้าค่ะ!”หลิงหนานมองห่อผ้าที่ตกอยู่บนพื้นก่อนหันไปหาเสี่ยวชิง “เจ้าซื้อของพวกนี้ด้วยเงินตัวเองหรือ”“เจ้าค่ะ” เด็กสาวพยักหน้า“มีใครห้ามเจ้าซื้ออาหารหรือไม่”“ไม่มีเจ้าค่ะ”“ถ้าเช่นนั้นนางทำผิดอะไร” หลิงหนานหันกลับไปมองป้าหวังป้าหวังชะงัก “ก็…”“ฮูหยินสั่งลดอาหารที่ส่งมาจากครัว ไม่ได้สั่งห้ามคนในเรือนซื้ออาหารด้วยเงินตัวเอง”“แต่…”“หรือเจ้าจะบอกว่าบ่าวรับใช้ในจวนไม่มีสิทธิ์ใช้เงินค่าจ้างของตัวเอง”ป้าหวังพูดไม่ออก“เก็บของให้เสี่ยวชิง” หลิงหนานเดินเข้าไปใกล้“อะไรนะเจ้าคะ!” ป้าหวังเบิกตากว้าง“ข้าบอกให้เก็บของที่เจ้าทำตก” หลิงหนานพูดอีกครั้ง เน้นทุกคำให้ชัดที่สุด“คุณหนูใหญ่!”“หรือเจ้าต้องการให้ข้าไปถามฮูหยินว่าคำสั่งลดอาหารหมายถึงการห
อาเซียงมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ เขาไม่เคยคิดว่าหญิงสาวที่มีฐานะเป็นคุณหนูใหญ่ของจวน จะต้องแบ่งหมั่นโถวแข็ง ๆ กับสาวใช้และชายแปลกหน้าเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นฝ่ายแบ่งอาหารให้คนอื่นก่อนตัวเองชายหนุ่มก้มมองหมั่นโถวในมือ ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นภายในใจ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเคยใช้ชีวิตอย่างไร แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าอาหารเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาคุ้นเคย ถึงกระนั้น เมื่อเห็นหลิงหนานกัดหมั่นโถวด้วยสีหน้าสงบ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกหลังอาหารเช้า หลิงหนานนำสมุดเล่มเล็กออกมาจากหีบ เป็นสมุดที่นางเย็บขึ้นเองจากกระดาษเหลือใช้ บนหน้ากระดาษมีรายการค่าใช้จ่ายและทรัพย์สินที่ต้องตรวจสอบอาเซียงนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง เมื่อเห็นนางจดอะไรบางอย่างอยู่นาน จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย“เจ้ากำลังเขียนอะไร”“ข้ากำลังเขียนบัญชี”“บัญชีอะไร”“ค่าใช้จ่ายในเรือน”ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “เจ้าต้องจดด้วยหรือ”“ต้องจดสิเพราะเงินทุกเหรียญมีค่า” หลิงหนานพยักหน้าอาเซียงมองนางอย่างสนใ
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างไม้เก่าของเรือนหลังเล็ก กลิ่นยาสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ภายในห้อง เสียงนกร้องจากต้นเหมยด้านนอกดังเป็นระยะ ทว่าบรรยากาศอันสงบกลับถูกทำลายด้วยเสียงของบุรุษผู้หนึ่ง“ข้าบอกแล้วว่าเดินเองได้”“แล้วข้าก็บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งเดิน!”หูหลิงหนานยืนกอดอกมองชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีเทาอ่อนด้วยสายตาไม่พอใจ อาเซียงยืนอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งจับขอบโต๊ะเพื่อพยุงตัว ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวเล็กน้อย แต่แววตากลับดื้อรั้นอย่างเห็นได้ชัดผ่านมาสามวันแล้วนับตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา บาดแผลบริเวณชายโครงเริ่มสมานตัว แต่ยังเจ็บทุกครั้งที่ขยับแรง ๆ ส่วนอาการปวดศีรษะยังเกิดขึ้นเป็นบางช่วง โดยเฉพาะเวลาที่พยายามนึกถึงอดีตหมอเฉินกำชับให้เขาพักผ่อนและค่อย ๆ ฟื้นกำลัง แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ชอบการนอนอยู่เฉย ๆ“ข้านอนมาหลายวันแล้ว ข้าไม่ได้เป็นคนพิการ” อาเซียงกล่าวเสียงเรียบหลิงหนานเลิกคิ้ว “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าท่านพิการ”“แล้วเหตุใดจึงห้ามข้าเดิน”“เพราะเมื่อครู่ท่าน
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”