LOGINแสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างไม้เก่าของเรือนหลังเล็ก กลิ่นยาสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ภายในห้อง เสียงนกร้องจากต้นเหมยด้านนอกดังเป็นระยะ ทว่าบรรยากาศอันสงบกลับถูกทำลายด้วยเสียงของบุรุษผู้หนึ่ง
“ข้าบอกแล้วว่าเดินเองได้”
“แล้วข้าก็บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งเดิน!”
หูหลิงหนานยืนกอดอกมองชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีเทาอ่อนด้วยสายตาไม่พอใจ อาเซียงยืนอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งจับขอบโต๊ะเพื่อพยุงตัว ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวเล็กน้อย แต่แววตากลับดื้อรั้นอย่างเห็นได้ชัด
ผ่านมาสามวันแล้วนับตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา บาดแผลบริเวณชายโครงเริ่มสมานตัว แต่ยังเจ็บทุกครั้งที่ขยับแรง ๆ ส่วนอาการปวดศีรษะยังเกิดขึ้นเป็นบางช่วง โดยเฉพาะเวลาที่พยายามนึกถึงอดีต
หมอเฉินกำชับให้เขาพักผ่อนและค่อย ๆ ฟื้นกำลัง แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ชอบการนอนอยู่เฉย ๆ
“ข้านอนมาหลายวันแล้ว ข้าไม่ได้เป็นคนพิการ” อาเซียงกล่าวเสียงเรียบ
หลิงหนานเลิกคิ้ว “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าท่านพิการ”
“แล้วเหตุใดจึงห้ามข้าเดิน”
“เพราะเมื่อครู่ท่านเกือบล้ม”
“ข้าไม่ได้ล้ม”
“เพราะข้าจับไว้ทันต่างหาก”
อาเซียงเงียบไป
หลิงหนานมองเขาอย่างรู้ทัน ก่อนเดินเข้าไปใกล้
“นั่งลง”
“ข้า…”
“อาเซียง” นางเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าท่านทำแผลปริอีก ข้าไม่มีเงินจ่ายค่าหมอเพิ่มแล้วนะ”
ชายหนุ่มชะงัก ดวงตาคมเข้มเลื่อนมองใบหน้าของนาง
“เจ้าไม่มีเงินเลย?”
หลิงหนานรู้ตัวว่าหลุดปากพูดความจริงออกไปนางจึงถอนหายใจ “ตอนนี้ไม่มีมากนัก”
“แล้วค่ารักษาของข้า…”
“ข้าจ่ายไปแล้ว”
“เจ้าจ่ายไปเท่าไร”
“ไม่จำเป็นต้องรู้”
“หลิงหนาน” น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้นเล็กน้อย “ข้าถามว่าเท่าไร”
“ท่านนี่ช่างชอบออกคำสั่งจริง ๆ” หลิงหนานยกมือเท้าสะเอว
อาเซียงนิ่งไป คำพูดนั้นทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด ราวกับตนเคยชินกับการออกคำสั่งผู้อื่นจริง ๆ แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกอย่างไร ในศีรษะกลับมีเพียงความว่างเปล่า เขาจึงเปลี่ยนเรื่อง
“ข้าจะคืนให้เจ้า”
“ท่านจำชื่อตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ตัวเองจะไปที่ไหน ท่านจะเอาเงินจากที่ไหนมาคืน” หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ
อาเซียงก้มมองเสื้อผ้าตัวเอง เสื้อคลุมสีดำที่สวมในวันพบกันถูกเก็บไว้ในหีบ ส่วนเสื้อผ้าที่สวมตอนนี้เป็นชุดเก่าของบ่าวชายซึ่งเสี่ยวชิงไปขอมา เขาไม่มีเงินติดตัวแม้แต่เหรียญเดียว กระบี่ของเขาถูกเก็บไว้ข้างเตียง แต่ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตนเคยใช้มันทำอะไร
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงต่ำ “วันหนึ่งข้าจะหาเงินมาให้”
หลิงหนานมองเขา นางเห็นความจริงจังในแววตาคู่นั้น จึงไม่ได้หัวเราะอีก
“ก็ได้” นางตอบ “เมื่อท่านหายดีและหาเงินได้ ค่อยนำมาคืนข้า”
“ตกลง” อาเซียงพยักหน้า
“แต่ตอนนี้นั่งลงก่อน”
ชายหนุ่มถอนหายใจสุดท้ายก็ยอมกลับไปนั่งบนเตียง
“ดีมาก” หลิงหนานยิ้มอย่างพอใจ
“เจ้าพูดเหมือนกำลังชมเด็ก” อาเซียงเงยหน้ามองทันที
“ก็ท่านดื้อเหมือนเด็กจริง ๆ”
“หูหลิงหนาน”
“เจ้าคะ มีอะไรให้ข้ารับใช้ ท่านอาเซียง” นางตอบด้วยน้ำเสียงล้อเลียน
ชายหนุ่มมองนางอย่างจนคำพูดก่อนหันหน้าหนีแต่หลิงหนานกลับเห็นมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
อาหารเช้าวันนั้นมีข้าวต้มใสหนึ่งถ้วย หมั่นโถวแข็งสองลูก และผักดองจานเล็ก เสี่ยวชิงถือถาดเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้ในครัวให้อาหารมาเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ”
นางหันมองถาดก่อนนิ่งไปครู่หนึ่ง “สำหรับสามคนหรือ”
เสี่ยวชิงพยักหน้า “เจ้าค่ะ”
หลิงหนานวางผ้าลง
“เมื่อวานยังมีข้าวต้มสองถ้วย”
“วันนี้ป้าหวังบอกว่าฮูหยินสั่งลดอาหารเจ้าค่ะ”
“ด้วยเหตุผลอะไร”
เสี่ยวชิงเม้มริมฝีปาก “นางบอกว่าคุณหนูพาบุรุษแปลกหน้าเข้ามาในจวน ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ฮูหยินจึงให้เรือนเล็กประหยัดอาหาร”
“ประหยัดอาหาร?” หลิงหนานหัวเราะในลำคอเบา ๆ แต่แววตากลับไม่ได้รู้สึกสนุก
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงก้มหน้า
“จวนใหญ่โตถึงเพียงนี้ แต่ต้องประหยัดข้าวต้มจากเรือนของข้า คนอย่างเจินจี้ช่างคิด”
อาเซียงซึ่งนั่งอยู่บนเตียงเงยหน้าขึ้น เขามองถาดอาหารก่อนหันมาถาม “นี่คืออาหารของเจ้า?”
หลิงหนานพยักหน้า “ใช่”
“เจ้ากินแบบนี้ทุกวัน?”
“ช่วงนี้ก็ประมาณนี้”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “แล้วคนในเรือนใหญ่อยู่กันอย่างไร”
เสี่ยวชิงตอบก่อน “ฮูหยินกับคุณหนูเหวยมี่มีอาหารหลายอย่างทุกมื้อเจ้าค่ะ เมื่อวานข้าเห็นในครัวเตรียมเป็ดย่าง ปลานึ่ง และซุปโสมด้วย”
อาเซียงนิ่งไป
หลิงหนานรีบพูด “เสี่ยวชิง ไม่ต้องเล่าแล้ว”
เด็กสาวก้มหน้า “เจ้าค่ะ”
หลิงหนานยกถาดอาหารมาวางบนโต๊ะ ก่อนแบ่งข้าวต้มออกเป็นสองถ้วยเล็ก ถ้วยหนึ่งมีข้าวมากกว่าอีกถ้วยเล็กน้อย นางยื่นถ้วยที่มีข้าวมากกว่าให้อาเซียง
“กินเสีย”
“แล้วของเจ้าล่ะ” ชายหนุ่มมองถ้วย
“ข้ามีอีกถ้วย”
“เจ้ากินน้อยกว่าข้า”
“ท่านเป็นคนป่วย” หลิงหนานตอบกลับทันควัน
“เจ้าก็บาดเจ็บ”
“ข้าหายแล้ว ข้าสบายดีแล้ว”
อาเซียงมองรอยช้ำจาง ๆ บริเวณข้อมือของนางก่อนกล่าวเสียงต่ำ “ยังไม่หาย”
หลิงหนานรีบดึงแขนเสื้อลง “แผลเล็กน้อย ไม่ต้องสนใจหรอก”
เขาไม่ตอบแต่ยื่นถ้วยข้าวต้มกลับมา
“แบ่งให้เท่ากัน ข้าไม่กินมากกว่าเจ้า”
หลิงหนานขมวดคิ้ว “อาเซียง ท่านต้องกินเพื่อฟื้นกำลัง”
“เจ้าก็ต้องกิน”
ทั้งสองมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายหลิงหนานก็ถอนหายใจ
“ท่านนี่ดื้อจริง ๆ” นางหยิบช้อนตักข้าวต้มจากถ้วยเขากลับมาเล็กน้อย “พอใจหรือยัง”
อาเซียงพยักหน้า “อืม”
หลิงหนานส่ายหน้าอย่างขบขันก่อนหันไปหาเสี่ยวชิง
“เจ้าก็มากินด้วยกัน”
เด็กสาวรีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ายังไม่หิว”
หลิงหนานมองนางนิ่ง “เสี่ยวชิง เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเมื่อวานเจ้าก็ไม่ได้กินมื้อเย็น”
“ข้า…” เด็กสาวหน้าแดง
“มานั่งกินข้าวเดี๋ยวนี้”
เสี่ยวชิงลังเลแต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังของนายหญิง ก็ยอมเดินเข้ามา หลิงหนานแบ่งหมั่นโถวออกเป็นสามส่วน แม้จะไม่เท่ากันนัก แต่ทุกคนก็ได้รับอาหาร
หูหลิงหนานวางพู่กันลงทันที นางเงยหน้าจากสมุดบัญชีเล่มเล็ก ก่อนมองบุรุษร่างสูงที่กำลังเดินออกมาจากห้องพัก ชายหนุ่มสวมชุดผ้าฝ้ายสีเทาเข้ม แขนเสื้อพับขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นผ้าพันแผลบริเวณต้นแขน ใบหน้าหล่อเหลายังซีดอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับหลายวันก่อน อาการของเขาดีขึ้นมาก สิ่งที่ทำให้หลิงหนานไม่พอใจคือเขาไม่ยอมอยู่นิ่ง“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าอย่าเดินไปเดินมา”อาเซียงหยุดฝีเท้า “ข้าเพียงเดินออกมาดื่มน้ำ”“ในห้องท่านก็มีกาน้ำ”“น้ำหมดแล้ว”หลิงหนานชะงัก ก่อนหันไปมองเสี่ยวชิงซึ่งกำลังเย็บเสื้ออยู่ข้างหน้าต่างเด็กสาวรีบส่ายหน้า “ข้าเพิ่งเติมให้เมื่อครู่เจ้าค่ะ”หลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่มอาเซียงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบหน้าตาเฉย “ข้าอยากดื่มน้ำอุ่น”“ในห้องก็มีกาน้ำอุ่น”“น้ำเย็นแล้ว”หลิงหนานหลุดหัวเราะ “ท่านนี่ช่างหาข้ออ้างเก่งจริง ๆ”อาเซียงไม่ได้โต้ตอบ เขาเพียงเดินมานั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างร
“แล้วตอนนี้เจ้ากำลังรออะไร” อาเซียงถามหลิงหนานมองสมุดบัญชีในมือก่อนตอบ “รอโอกาส โอกาสที่ทำให้ข้าสามารถลงมือโดยไม่เสียเปรียบ”ชายหนุ่มนิ่งไปก่อนพยักหน้าเล็กน้อย “เจ้าคิดรอบคอบดี”หลิงหนานยิ้มให้อีกฝ่ายอาเซียงมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงต่ำ “หากข้าหายดีแล้ว ข้าจะช่วยเจ้า”หลิงหนานชะงัก “ช่วยข้า? ช่วยอย่างไร”ชายหนุ่มก้มมองบาดแผลที่ชายโครงก่อนตอบ “อย่างน้อยข้าก็ถือกระบี่ได้”หลิงหนานหัวเราะออกมา “ท่านคิดจะใช้กระบี่ไปทวงบัญชีหรือ”อาเซียงขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”“แล้วหมายความว่าอย่างไร”เขามองนางตรง ๆ “ข้าไม่อยากเห็นใครรังแกเจ้าอีก”คำพูดนั้นทำให้หลิงหนานนิ่งไปชั่วขณะ นางไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคเช่นนี้จากชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่รู้แม้แต่ตัวเองเป็นใครแต่กลับคิดจะปกป้องนาง หลิงหนานรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด นางจึงยิ้มอ่อนโยน“
ป้าหวังรีบลดมือลง “คุณหนูใหญ่ บ่าวคนนี้ฝ่าฝืนคำสั่งฮูหยินเจ้าค่ะ!”หลิงหนานมองห่อผ้าที่ตกอยู่บนพื้นก่อนหันไปหาเสี่ยวชิง “เจ้าซื้อของพวกนี้ด้วยเงินตัวเองหรือ”“เจ้าค่ะ” เด็กสาวพยักหน้า“มีใครห้ามเจ้าซื้ออาหารหรือไม่”“ไม่มีเจ้าค่ะ”“ถ้าเช่นนั้นนางทำผิดอะไร” หลิงหนานหันกลับไปมองป้าหวังป้าหวังชะงัก “ก็…”“ฮูหยินสั่งลดอาหารที่ส่งมาจากครัว ไม่ได้สั่งห้ามคนในเรือนซื้ออาหารด้วยเงินตัวเอง”“แต่…”“หรือเจ้าจะบอกว่าบ่าวรับใช้ในจวนไม่มีสิทธิ์ใช้เงินค่าจ้างของตัวเอง”ป้าหวังพูดไม่ออก“เก็บของให้เสี่ยวชิง” หลิงหนานเดินเข้าไปใกล้“อะไรนะเจ้าคะ!” ป้าหวังเบิกตากว้าง“ข้าบอกให้เก็บของที่เจ้าทำตก” หลิงหนานพูดอีกครั้ง เน้นทุกคำให้ชัดที่สุด“คุณหนูใหญ่!”“หรือเจ้าต้องการให้ข้าไปถามฮูหยินว่าคำสั่งลดอาหารหมายถึงการห
อาเซียงมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ เขาไม่เคยคิดว่าหญิงสาวที่มีฐานะเป็นคุณหนูใหญ่ของจวน จะต้องแบ่งหมั่นโถวแข็ง ๆ กับสาวใช้และชายแปลกหน้าเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นฝ่ายแบ่งอาหารให้คนอื่นก่อนตัวเองชายหนุ่มก้มมองหมั่นโถวในมือ ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นภายในใจ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเคยใช้ชีวิตอย่างไร แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าอาหารเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาคุ้นเคย ถึงกระนั้น เมื่อเห็นหลิงหนานกัดหมั่นโถวด้วยสีหน้าสงบ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกหลังอาหารเช้า หลิงหนานนำสมุดเล่มเล็กออกมาจากหีบ เป็นสมุดที่นางเย็บขึ้นเองจากกระดาษเหลือใช้ บนหน้ากระดาษมีรายการค่าใช้จ่ายและทรัพย์สินที่ต้องตรวจสอบอาเซียงนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง เมื่อเห็นนางจดอะไรบางอย่างอยู่นาน จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย“เจ้ากำลังเขียนอะไร”“ข้ากำลังเขียนบัญชี”“บัญชีอะไร”“ค่าใช้จ่ายในเรือน”ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “เจ้าต้องจดด้วยหรือ”“ต้องจดสิเพราะเงินทุกเหรียญมีค่า” หลิงหนานพยักหน้าอาเซียงมองนางอย่างสนใ
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างไม้เก่าของเรือนหลังเล็ก กลิ่นยาสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ภายในห้อง เสียงนกร้องจากต้นเหมยด้านนอกดังเป็นระยะ ทว่าบรรยากาศอันสงบกลับถูกทำลายด้วยเสียงของบุรุษผู้หนึ่ง“ข้าบอกแล้วว่าเดินเองได้”“แล้วข้าก็บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งเดิน!”หูหลิงหนานยืนกอดอกมองชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีเทาอ่อนด้วยสายตาไม่พอใจ อาเซียงยืนอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งจับขอบโต๊ะเพื่อพยุงตัว ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวเล็กน้อย แต่แววตากลับดื้อรั้นอย่างเห็นได้ชัดผ่านมาสามวันแล้วนับตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา บาดแผลบริเวณชายโครงเริ่มสมานตัว แต่ยังเจ็บทุกครั้งที่ขยับแรง ๆ ส่วนอาการปวดศีรษะยังเกิดขึ้นเป็นบางช่วง โดยเฉพาะเวลาที่พยายามนึกถึงอดีตหมอเฉินกำชับให้เขาพักผ่อนและค่อย ๆ ฟื้นกำลัง แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ชอบการนอนอยู่เฉย ๆ“ข้านอนมาหลายวันแล้ว ข้าไม่ได้เป็นคนพิการ” อาเซียงกล่าวเสียงเรียบหลิงหนานเลิกคิ้ว “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าท่านพิการ”“แล้วเหตุใดจึงห้ามข้าเดิน”“เพราะเมื่อครู่ท่าน
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”







