LOGINอาเซียงมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ เขาไม่เคยคิดว่าหญิงสาวที่มีฐานะเป็นคุณหนูใหญ่ของจวน จะต้องแบ่งหมั่นโถวแข็ง ๆ กับสาวใช้และชายแปลกหน้าเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นฝ่ายแบ่งอาหารให้คนอื่นก่อนตัวเอง
ชายหนุ่มก้มมองหมั่นโถวในมือ ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นภายในใจ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเคยใช้ชีวิตอย่างไร แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าอาหารเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาคุ้นเคย ถึงกระนั้น เมื่อเห็นหลิงหนานกัดหมั่นโถวด้วยสีหน้าสงบ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
หลังอาหารเช้า หลิงหนานนำสมุดเล่มเล็กออกมาจากหีบ เป็นสมุดที่นางเย็บขึ้นเองจากกระดาษเหลือใช้ บนหน้ากระดาษมีรายการค่าใช้จ่ายและทรัพย์สินที่ต้องตรวจสอบ
อาเซียงนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง เมื่อเห็นนางจดอะไรบางอย่างอยู่นาน จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เจ้ากำลังเขียนอะไร”
“ข้ากำลังเขียนบัญชี”
“บัญชีอะไร”
“ค่าใช้จ่ายในเรือน”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “เจ้าต้องจดด้วยหรือ”
“ต้องจดสิเพราะเงินทุกเหรียญมีค่า” หลิงหนานพยักหน้า
อาเซียงมองนางอย่างสนใจ
หลิงหนานพูดต่อ “หากเราไม่รู้ว่าเงินเข้ามาเท่าไร ออกไปเท่าไร วันหนึ่งก็อาจไม่รู้ว่าทรัพย์สินหายไปไหน”
ชายหนุ่มนิ่งคิด “เจ้ารู้เรื่องการค้าด้วยหรือ”
หลิงหนานยิ้มบาง ๆ “ข้าก็พอรู้บ้าง”
“รู้มากแค่ไหน”
“มากพอจะรู้ว่าบัญชีที่ไม่ตรงกันมักมีปัญหา”
อาเซียงมองตัวอักษรบนกระดาษ “แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องทำบัญชีในห้องเล็ก ๆ เช่นนี้”
หลิงหนานหยุดพู่กัน “เพราะข้ายังเข้าไปตรวจสอบบัญชีของจวนไม่ได้”
“ทำไม”
“ท่านอยากรู้จริงหรือ” นางเงยหน้า
“ข้าอยากรู้”
หลิงหนานมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “เพราะแม่เลี้ยงของข้าไม่ยอม”
อาเซียงขมวดคิ้ว “แม่เลี้ยง?”
นางวางพู่กันลง “บิดาข้าเป็นพ่อค้าผ้าไหม มีร้านค้าและทรัพย์สินมากมาย หลังท่านเสียชีวิต แม่เลี้ยงก็เข้ามาดูแลทุกอย่าง”
“แล้วเจ้าเล่า”
“ข้าก็ถูกส่งมาอยู่เรือนเล็ก” หลิงหนานยิ้มจาง ๆ
อาเซียงมองไปรอบห้อง หลังคาเก่า โต๊ะไม้ที่ขาไม่เท่ากัน ม่านหน้าต่างที่สีซีดและหีบเสื้อผ้าที่มีรอยแตก เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
“เจ้าคือบุตรสาวคนโตของเจ้าของจวนแต่ต้องอยู่ที่นี่?”
“ใช่”
“และต้องแบ่งอาหารให้คนอื่นเพราะมีข้าวไม่พอ?”
หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “ท่านจะถามซ้ำทำไม”
อาเซียงไม่ได้หัวเราะตาม ดวงตาของเขาเย็นลง “ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดพวกเขาจึงปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนี้”
หลิงหนานนิ่งไปก่อนตอบเรียบ ๆ “เพราะพวกเขาคิดว่าข้าอ่อนแอ”
“แล้วเจ้าอ่อนแอจริงหรือ” ชายหนุ่มมองนาง
“ท่านคิดว่าอย่างไร” หลิงหนานยิ้ม
อาเซียงมองใบหน้าของนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ไม่ เจ้าไม่ได้อ่อนแอ”
“โอ้...เจ้าพูดจาเข้าหูบ้างแล้วนี้” หลิงหนานเลิกคิ้วประหลาดใจ
“คนอ่อนแอคงไม่กล้าต่อรองกับโจรทั้งที่มีดาบจ่ออยู่ตรงหน้า”
หลิงหนานชะงัก นางไม่คิดว่าเขาจะจำเหตุการณ์นั้นได้ “ท่านจำเรื่องนั้นได้แล้วหรือ”
“จำได้เพียงบางส่วน” อาเซียงขมวดคิ้ว
“เจ้าจำอะไรได้บ้าง”
“ข้าจำได้ว่าเจ้าพยายามเจรจากับชายคนหนึ่ง” เขาหยุดเล็กน้อย “แล้วข้าก็เห็นดาบ”
หลิงหนานรีบถาม “ก่อนหน้านั้นเล่า”
ชายหนุ่มหลับตา พยายามนึกถึงภาพที่กระจัดกระจายอยู่ในศีรษะแต่ไม่นานก็ขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด
“อึก…”
“พอแล้ว!” หลิงหนานรีบลุกขึ้น นางเดินเข้ามาประคองไหล่เขา “อย่าฝืนคิด”
“ข้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร” อาเซียงลืมตา น้ำเสียงของเขาต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
หลิงหนานมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนก่อนกล่าวเบา ๆ “ข้าเข้าใจ”
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก การตื่นขึ้นมาโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อของตัวเองเป็นอย่างไร”
หลิงหนานนิ่งไป คำพูดนั้นทำให้นางนึกถึงวันที่ตัวเองตื่นขึ้นมาในร่างหูหลิงหนาน นางเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ไม่รู้จักผู้คนรอบข้าง และไม่รู้ว่าจะกลับไปยังโลกเดิมได้หรือไม่ ต่างกันเพียงนางยังจำอดีตของตัวเองได้ ส่วนอาเซียงกลับไม่มีแม้แต่ความทรงจำให้ยึดเหนี่ยว
“ข้าอาจไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ข้ารู้ว่าการตื่นขึ้นมาในสถานที่ไม่คุ้นเคยนั้นน่ากลัวเพียงใด” หลิงหนานตอบอย่างอ่อนโยน
“เจ้าเคยเป็นเช่นนั้นหรือ” อาเซียงเงยหน้ามอง
หลิงหนานชะงักก่อนยิ้มบาง ๆ “เคย เมื่อไม่นานมานี้”
ชายหนุ่มมองนางอย่างสงสัยแต่หลิงหนานไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม นางเพียงหยิบถ้วยน้ำอุ่นส่งให้
“ตอนนี้ท่านไม่จำเป็นต้องรีบรู้ทุกอย่าง”
อาเซียงรับถ้วย “แล้วถ้าข้าจำไม่ได้ตลอดไป”
หลิงหนานมองเขาก่อนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง “อย่างน้อยท่านก็ยังมีชีวิตอยู่”
ชายหนุ่มนิ่งไป
“ชีวิตสำคัญกว่าความทรงจำหรือ”
“สำหรับข้า ใช่” หลิงหนานยิ้มจาง ๆ “ตราบใดที่ยังมีชีวิต เราก็เริ่มต้นใหม่ได้”
อาเซียงมองนางอยู่นานก่อนค่อย ๆ พยักหน้า “ข้าจะจำคำนี้ไว้”
ช่วงบ่าย เสี่ยวชิงแอบออกไปทางประตูหลังของเรือน นางใช้เงินที่เก็บสะสมไว้ซื้อข้าวสาร ไข่ และยาสมุนไพรจากร้านเล็ก ๆ ใกล้จวนแต่เมื่อเดินกลับมาก็พบป้าหวังยืนขวางทางอยู่
“เสี่ยวชิง!”
“ป้าหวัง” เด็กสาวสะดุ้ง
“เจ้าถืออะไร” หญิงวัยกลางคนมองห่อผ้าในมือ
“ของใช้เล็กน้อยเจ้าค่ะ”
“เปิดให้ข้าดู!”
“ไม่มีอะไรสำคัญเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงรีบกอดห่อผ้าแน่น
“ข้าบอกให้เปิด!” ป้าหวังถลึงตา
นางยื่นมือเข้ามากระชากห่อผ้า เสี่ยวชิงพยายามรั้งไว้แต่แรงของเด็กสาวสู้ไม่ได้ ห่อผ้าหลุดออก ข้าวสารกับไข่สองฟองกลิ้งลงบนพื้น ป้าหวังมองของเหล่านั้นก่อนหัวเราะเยาะ
“อ้อ! ที่แท้ก็แอบเอาอาหารไปให้คุณหนูใหญ่!”
“ข้าใช้เงินของตัวเองซื้อเจ้าค่ะ!” เสี่ยวชิงรีบคุกเข่าเก็บไข่
“แล้วอย่างไร!”
“ข้าไม่ได้ขโมยของในครัว”
“ฮูหยินสั่งให้เรือนเล็กประหยัดอาหาร แต่เจ้ากลับแอบซื้อของไปเพิ่ม!” ป้าหวังแค่นเสียง
“ฮูหยินไม่ได้ห้ามข้าใช้เงินของตัวเองนะเจ้าคะ” เสี่ยวชิงเงยหน้า
“นังบ่าวปากดี!” ป้าหวังหน้าแดงจัด
นางยกมือขึ้นหมายจะตบแต่เสียงหนึ่งดังขึ้นเสียก่อน “หยุด!”
ป้าหวังชะงัก หลิงหนานเดินออกมาจากเรือน ใบหน้ายังคงซีดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่แววตากลับเย็นชา
“เจ้ากำลังทำอะไร”
หูหลิงหนานวางพู่กันลงทันที นางเงยหน้าจากสมุดบัญชีเล่มเล็ก ก่อนมองบุรุษร่างสูงที่กำลังเดินออกมาจากห้องพัก ชายหนุ่มสวมชุดผ้าฝ้ายสีเทาเข้ม แขนเสื้อพับขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นผ้าพันแผลบริเวณต้นแขน ใบหน้าหล่อเหลายังซีดอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับหลายวันก่อน อาการของเขาดีขึ้นมาก สิ่งที่ทำให้หลิงหนานไม่พอใจคือเขาไม่ยอมอยู่นิ่ง“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าอย่าเดินไปเดินมา”อาเซียงหยุดฝีเท้า “ข้าเพียงเดินออกมาดื่มน้ำ”“ในห้องท่านก็มีกาน้ำ”“น้ำหมดแล้ว”หลิงหนานชะงัก ก่อนหันไปมองเสี่ยวชิงซึ่งกำลังเย็บเสื้ออยู่ข้างหน้าต่างเด็กสาวรีบส่ายหน้า “ข้าเพิ่งเติมให้เมื่อครู่เจ้าค่ะ”หลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่มอาเซียงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบหน้าตาเฉย “ข้าอยากดื่มน้ำอุ่น”“ในห้องก็มีกาน้ำอุ่น”“น้ำเย็นแล้ว”หลิงหนานหลุดหัวเราะ “ท่านนี่ช่างหาข้ออ้างเก่งจริง ๆ”อาเซียงไม่ได้โต้ตอบ เขาเพียงเดินมานั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างร
“แล้วตอนนี้เจ้ากำลังรออะไร” อาเซียงถามหลิงหนานมองสมุดบัญชีในมือก่อนตอบ “รอโอกาส โอกาสที่ทำให้ข้าสามารถลงมือโดยไม่เสียเปรียบ”ชายหนุ่มนิ่งไปก่อนพยักหน้าเล็กน้อย “เจ้าคิดรอบคอบดี”หลิงหนานยิ้มให้อีกฝ่ายอาเซียงมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงต่ำ “หากข้าหายดีแล้ว ข้าจะช่วยเจ้า”หลิงหนานชะงัก “ช่วยข้า? ช่วยอย่างไร”ชายหนุ่มก้มมองบาดแผลที่ชายโครงก่อนตอบ “อย่างน้อยข้าก็ถือกระบี่ได้”หลิงหนานหัวเราะออกมา “ท่านคิดจะใช้กระบี่ไปทวงบัญชีหรือ”อาเซียงขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”“แล้วหมายความว่าอย่างไร”เขามองนางตรง ๆ “ข้าไม่อยากเห็นใครรังแกเจ้าอีก”คำพูดนั้นทำให้หลิงหนานนิ่งไปชั่วขณะ นางไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคเช่นนี้จากชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่รู้แม้แต่ตัวเองเป็นใครแต่กลับคิดจะปกป้องนาง หลิงหนานรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด นางจึงยิ้มอ่อนโยน“
ป้าหวังรีบลดมือลง “คุณหนูใหญ่ บ่าวคนนี้ฝ่าฝืนคำสั่งฮูหยินเจ้าค่ะ!”หลิงหนานมองห่อผ้าที่ตกอยู่บนพื้นก่อนหันไปหาเสี่ยวชิง “เจ้าซื้อของพวกนี้ด้วยเงินตัวเองหรือ”“เจ้าค่ะ” เด็กสาวพยักหน้า“มีใครห้ามเจ้าซื้ออาหารหรือไม่”“ไม่มีเจ้าค่ะ”“ถ้าเช่นนั้นนางทำผิดอะไร” หลิงหนานหันกลับไปมองป้าหวังป้าหวังชะงัก “ก็…”“ฮูหยินสั่งลดอาหารที่ส่งมาจากครัว ไม่ได้สั่งห้ามคนในเรือนซื้ออาหารด้วยเงินตัวเอง”“แต่…”“หรือเจ้าจะบอกว่าบ่าวรับใช้ในจวนไม่มีสิทธิ์ใช้เงินค่าจ้างของตัวเอง”ป้าหวังพูดไม่ออก“เก็บของให้เสี่ยวชิง” หลิงหนานเดินเข้าไปใกล้“อะไรนะเจ้าคะ!” ป้าหวังเบิกตากว้าง“ข้าบอกให้เก็บของที่เจ้าทำตก” หลิงหนานพูดอีกครั้ง เน้นทุกคำให้ชัดที่สุด“คุณหนูใหญ่!”“หรือเจ้าต้องการให้ข้าไปถามฮูหยินว่าคำสั่งลดอาหารหมายถึงการห
อาเซียงมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ เขาไม่เคยคิดว่าหญิงสาวที่มีฐานะเป็นคุณหนูใหญ่ของจวน จะต้องแบ่งหมั่นโถวแข็ง ๆ กับสาวใช้และชายแปลกหน้าเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นฝ่ายแบ่งอาหารให้คนอื่นก่อนตัวเองชายหนุ่มก้มมองหมั่นโถวในมือ ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นภายในใจ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเคยใช้ชีวิตอย่างไร แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าอาหารเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาคุ้นเคย ถึงกระนั้น เมื่อเห็นหลิงหนานกัดหมั่นโถวด้วยสีหน้าสงบ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกหลังอาหารเช้า หลิงหนานนำสมุดเล่มเล็กออกมาจากหีบ เป็นสมุดที่นางเย็บขึ้นเองจากกระดาษเหลือใช้ บนหน้ากระดาษมีรายการค่าใช้จ่ายและทรัพย์สินที่ต้องตรวจสอบอาเซียงนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง เมื่อเห็นนางจดอะไรบางอย่างอยู่นาน จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย“เจ้ากำลังเขียนอะไร”“ข้ากำลังเขียนบัญชี”“บัญชีอะไร”“ค่าใช้จ่ายในเรือน”ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “เจ้าต้องจดด้วยหรือ”“ต้องจดสิเพราะเงินทุกเหรียญมีค่า” หลิงหนานพยักหน้าอาเซียงมองนางอย่างสนใ
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างไม้เก่าของเรือนหลังเล็ก กลิ่นยาสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ภายในห้อง เสียงนกร้องจากต้นเหมยด้านนอกดังเป็นระยะ ทว่าบรรยากาศอันสงบกลับถูกทำลายด้วยเสียงของบุรุษผู้หนึ่ง“ข้าบอกแล้วว่าเดินเองได้”“แล้วข้าก็บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งเดิน!”หูหลิงหนานยืนกอดอกมองชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีเทาอ่อนด้วยสายตาไม่พอใจ อาเซียงยืนอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งจับขอบโต๊ะเพื่อพยุงตัว ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวเล็กน้อย แต่แววตากลับดื้อรั้นอย่างเห็นได้ชัดผ่านมาสามวันแล้วนับตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา บาดแผลบริเวณชายโครงเริ่มสมานตัว แต่ยังเจ็บทุกครั้งที่ขยับแรง ๆ ส่วนอาการปวดศีรษะยังเกิดขึ้นเป็นบางช่วง โดยเฉพาะเวลาที่พยายามนึกถึงอดีตหมอเฉินกำชับให้เขาพักผ่อนและค่อย ๆ ฟื้นกำลัง แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ชอบการนอนอยู่เฉย ๆ“ข้านอนมาหลายวันแล้ว ข้าไม่ได้เป็นคนพิการ” อาเซียงกล่าวเสียงเรียบหลิงหนานเลิกคิ้ว “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าท่านพิการ”“แล้วเหตุใดจึงห้ามข้าเดิน”“เพราะเมื่อครู่ท่าน
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”







