تسجيل الدخولกลิ่นหอมของต้มยำกุ้งโชยออกมาจากครัว เรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว
แม่ของม่านมุกทำอาหารรอไว้หลายอย่างผัดเปรี้ยวหวาน หมูทอดกระเทียม ปลาทอดน้ำปลา และไข่เจียวที่ดูจะพูนจานกว่าปกติ“วันนี้แม่ทำเผื่อเสือกับหนูนับไงลูก” คุณดารินหันมายิ้มให้นับดาว
“ขอบคุณมากเลยนะคะคุณแม่ กลิ่นหอมมากเลยค่ะ”
นับดาวยกมือไหว้และยิ้มตอบด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
โต๊ะอาหารถูกจัดเรียบร้อย พวกเราทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกันแบบเรียบง่าย
คุณดาริน ม่านมุก ณภัทรและนับดาว
“เสือกินเยอะ ๆ นะลูก ผอมลงรึเปล่าเรา?” แม่ถาม
“คงเพราะอากาศที่นั่นครับ แถมงานยุ่งแทบไม่มีเวลาทำอะไรเลย”
ณภัทรพูดพลางตักข้าวใส่จาน
“แต่แม่ว่าเสือดูโตขึ้นนะ ดูนิ่งขึ้น”
คุณดารินพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
นับดาวแอบมองณภัทรที่นั่งฝั่งตรงข้าม เขากำลังตักไข่เจียวใส่จานนับดาวโดยไม่ได้ถามล่วงหน้า
“ยังชอบกินไข่เจียวอยู่ไหม?”
เขาถามด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทำให้มือนับเกือบเผลอปล่อยช้อนหล่น
“จำได้ด้วยเหรอคะ” นับดาวถามเสียงเบา พยายามเก็บรอยยิ้มไม่ให้ดูออกเกินไป
“ก็มีคนเคยกินไข่เจียวเปล่า ๆ สองจานติดตอนอยู่ ม.ปลายนี่นา”
เขาตอบเสียงเรียบ แต่แววตาอ่อนโยน
ม่านมุกหัวเราะขึ้น “โอ๊ย พี่ยังจำได้อีกเหรอพี่เสือ นั่นมันตั้งกี่ปีมาแล้ว”
“บางอย่างมันจำง่ายกว่าที่คิดนะ”
เขาพูด ขณะตักข้าวคำถัดไป แล้วหันกลับไปคุยกับแม่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ใจนับดาวยังเต้นแรงอยู่เงียบ ๆ กับคำว่า
‘บางอย่างมันจำง่ายกว่าที่คิด’
หลังมื้อเย็นผ่านไป ม่านมุกพานับดาวขึ้นไปเก็บของที่ห้อง
ส่วนณภัทรกับแม่ก็นั่งคุยกันเรื่องงาน เรื่องบ้าน
และเรื่องงานที่บริษัทของแม่
ห้องนั่งเล่นเปิดไฟสีส้มนวลอ่อน โซฟาผ้าสีครีมดูอบอุ่น และมีเสียงโทรทัศน์จากช่องข่าวเบา ๆ เป็นฉากหลัง
“นับดาว” เสียงณภัทรเรียกเธอตอนที่เธอกำลังเดินผ่านโถงกลาง
นับดาวหันไปตามเสียง เห็นเขานั่งอยู่คนเดียวบนโซฟา ถือแก้วน้ำเย็นในมือหนึ่ง อีกมือวางพาดพนักพิงอย่างสบาย ๆ
“คะ?” นับดาวขานรับ เบี่ยงตัวเข้าไปใกล้
“จะกลับพรุ่งนี้เช้าเลยเหรอ?” เขาถาม น้ำเสียงเรียบแต่ฟังดูจริงใจ
“คงยังค่ะ น่าจะสาย ๆ หน่อย ยัยมุกบอกจะไปส่งสายๆหน่อยค่ะ”
นับดาวยิ้มบาง ๆเขาหัวเราะน้อย ๆ
“ก็ดี จะได้คุยกันมากกว่านี้หน่อย”
เขาพูดพลางยกแก้วจิบเบา ๆ ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะกาแฟ
แค่ประโยคนั้นนับดาวก็รู้สึกว่าทั้งบ้านอุ่นขึ้นอีกนิด ทั้งที่อุณหภูมิคงเดิม
“นับโตขึ้นมากเลยนะ” เขาพูดต่อ มองนับดาวด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม
“แล้วพี่เสือล่ะคะ” ฉันถามกลับพลางหัวเราะเขินๆ
“โตขึ้นแล้วก็ระวังความรู้สึกคนอื่นมากขึ้นด้วย”
เขาตอบพลางละสายตาไปชั่วครู่“บางทีโตแล้วมันก็เหงาเหมือนกันนะ”
นับดาวเงียบลง เหมือนคำพูดของเขาพุ่งเข้ามาในใจของนับดาวเองด้วย
เสียงนาฬิกาแขวนเดินติ๊กต่อกช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบ
และในความเงียบนั้นนับดาวกลับไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิดหลังบทสนทนาในห้องนั่งเล่นจบลง ทั้งสองคนก็เงียบไปครู่หนึ่ง
เสียงนาฬิกาบนผนังดังเป็นจังหวะกับลมจากพัดลมเพดานที่หมุนช้า ๆแสงไฟอ่อน ๆ คล้ายโอบล้อมเราทั้งคู่ไว้ในบรรยากาศแสนสงบ
“งั้นนับขึ้นไปนอนก่อนนะคะ”
นับดาวพูดขึ้นเบา ๆ เมื่อรู้สึกว่าความเงียบเริ่มยาวนานเกินไปสำหรับหัวใจที่เต้นแรงอยู่เงียบ ๆ แบบนี้“อืมฝันดีนะ นับ” เขาตอบ พร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่นับดาวมองไม่ออกว่าคือความเอ็นดูหรือบางอย่างที่มากกว่านั้น
นับดาวพยักหน้า ยิ้มตอบ และค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดเบา ๆ
เตียงเดี่ยวสองเตียงถูกจัดไว้ข้างกัน
ม่านมุกกำลังเปิดโทรศัพท์เลื่อนหน้าฟีดข่าวอย่างไม่มีจุดหมายส่วนนับดาวนอนตะแคงหันหลังให้ไฟกลางห้อง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปยังรอยยิ้มของใครบางคนที่ยังติดอยู่ในใจ
“แกยังเขินพี่ฉันเหมือนเดิมเลยเนอะ” ม่านมุกพูดลอยๆ ขึ้นมาเสียงเบา
“บ้า...ใครเขิน” นับดาวตอบทั้งที่ยังไม่กล้าหันกลับไปหา
“จำได้ไหม ตอน ม.4 แกเคยบอกว่า ‘ถ้าโตขึ้นแล้วพี่เสือโสด จะจีบเลย ”
นับดาวหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ตอนนั้นฉัยยังเป็นเด็กไง”
ม่านมุกไม่พูดอะไรต่อ แต่นับดาวรู้ว่าเธอยิ้มอยู่แน่ ๆ
ผ่านไปสักพัก ม่านมุกปิดไฟกลางห้อง เปิดเพียงไฟหัวเตียงที่สาดแสงอุ่น ๆ คล้ายจะบอกให้หัวใจได้พัก
เสียงหายใจสม่ำเสมอบอกว่าม่านมุกหลับไปแล้ว ทิ้งนับดาวให้นอนลืมตาอยู่ท่ามกลางความเงียบแต่แล้วเสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น
ก๊อก…ก๊อก…
นับดาวผงกหัวขึ้นจากหมอน ลุกเดินไปที่ประตูห้องอย่างลังเล
เมื่อเปิดออก ก็พบกับร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าห้องในชุดนอนสบาย ๆ เสื้อยืดกับกางเกงผ้าลินินสีอ่อน“ขอโทษที่มารบกวนดึก ๆ นะ” ณภัทรพูดเบา ๆ
“แต่พี่ลืมถามเรื่องงาน นับเมื่อเย็น”
นับดาวยิ้มบาง ๆ ก่อนพยักหน้าเชิญเขาออกไปคุยที่โถงหน้าห้อง ซึ่งมีโซฟาเล็ก ๆ สำหรับนั่งเล่น
ทั้งคู่นั่งลงห่างกันพอประมาณ
นับดาวเล่าเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องเพื่อนในมหาวิทยาลัย ส่วนเขาก็นั่งฟังเงียบ ๆ พร้อมพยักหน้าเป็นระยะ“พี่ว่านับน่ะ โตขึ้นเยอะจริง ๆ ไม่ใช่แค่หน้าตา แต่เหมือน…นิ่งขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น”
นับดาวหันไปมองเขา ดวงตาสบกันในความสลัว
หัวใจเธอสั่นไหว กับคำชมที่ไม่มีท่าทีล้อเล่นเลยสักนิด“ขอบคุณนะคะที่ยังจำนับได้”
ณภัทรยิ้มบาง ๆ
“ไม่มองเห็นนับเป็นแค่เพื่อนน้องสาวอีกแล้วใช่ไหมคะ?”
นับดาวเผลอพูดออกไปแบบไม่ได้ตั้งใจ น้ำเสียงนั้นเบาเหมือนกระซิบให้ตัวเองฟัง
ณภัทรชะงัก แต่แล้วเขาก็หัวเราะเบา ๆ มองนับดาวด้วยสายตาที่ต่างไปจากเมื่อเย็นสายตาที่อ่อนโยน และอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยได้รับจากใคร
“เปล่าหรอก”
เขาพูดเบา ๆ ก่อนเอ่ยต่ออย่างชัดเจน “พี่มองนับ เหมือนน้องสาวของพี่อีกคน”คำพูดนั้นทำให้โลกทั้งใบเงียบไปชั่วขณะ นับดาวนิ่งนั่งนิ่ง ราวกับหัวใจหยุดเต้น
นับดาวนิ่งนั่งนิ่ง ราวกับหัวใจหยุดเต้นไปจริง ๆ
คำว่า "น้องสาวของพี่อีกคน"
ฟังดูเหมือนอ่อนโยนแต่กลับบาดลึกเข้าไปถึงข้างในเธอไม่รู้จะยิ้มหรือจะร้องไห้ดีไม่แน่ใจว่าควรพูดอะไรต่อ หรือเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนี้เงียบ ๆ
เหมือนเด็กโง่ที่เผลอเปิดเผยหัวใจตัวเองให้คนที่ไม่เคยคิดจะรับมันไว้ณภัทรเองก็คงไม่รู้หรอก ว่าประโยคนั้นของเขามันบาดลึกเข้าไปภายในใจของเธอ“ค่ะ”
เสียงเธอหลุดออกมาเบา ๆ แผ่วราวกับลมที่ผ่านหน้าต่างห้องเขายังคงมองเธออยู่ ราวกับจะพูดอะไรอีก
แต่ก็ไม่มีถ้อยคำใดเอ่ยออกมา นอกจากเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่แน่ใจว่าต้องการปลอบ หรือแค่รู้สึกผิดนับดาวเบือนหน้าหนีเธอกลัวจะเผลอให้ดวงตาพูดแทนความรู้สึกที่เก็บไว้
กลัวจะเผลอให้น้ำตาหยดลงต่อหน้าเขาและกลัวที่สุดว่าเขาจะรู้ว่าเธอไม่ได้มองเขาเป็นพี่ชาย
“ดึกแล้วค่ะ พี่เสือไปพักเถอะ”
เธอพูดเรียบ ๆ พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น
ก่อนจะลุกขึ้นช้า ๆ พลางยกมือไหว้เบา ๆ อย่างมีมารยาท“ฝันดีนะคะ”
เธอหันหลังให้เขาโดยไม่รอคำตอบก้าวเท้าช้า ๆ กลับเข้าไปในห้องประตูปิดลงอย่างเงียบงัน
แต่ภายในใจของเธอเต็มไปด้วยเสียงดังโครมครามเธอทิ้งตัวลงบนที่นอนน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลออกมาเงียบ ๆ
ไม่ได้สะอื้น ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายแต่มันคือความเจ็บปวดแบบเงียบ ๆเจ็บแบบที่ไม่มีใครเห็นและไม่มีใครรู้
เธอหันหน้ามาสบตาเขาช้า ๆ แล้วถามกลับเสียงเบา“แล้วที่ผ่านมา…พี่แน่ใจหรือยังคะ ว่าใจพี่…ไม่ได้ล่องลอยไปหาคนอื่น”ณภัทรขยับเข้าไปใกล้ ดวงตาของเขานิ่งแน่วจนเธอรู้สึกเหมือนยืนอยู่ตรงหน้าความจริงทั้งมวล“พี่เคยสับสน ใช่พี่ไม่ปฏิเสธ แต่วันนี้พี่รู้แล้ว ว่าสิ่งที่พี่ต้องการไม่ใช่แค่ใครสักคนที่อยู่ข้าง ๆ พี่เวลาเหงา” เขาหยุดหายใจครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ “แต่คือคนที่พี่ไม่อยากให้หายไปจากชีวิต ไม่ว่าจะมีใครผ่านเข้ามา หรือพี่จะต้องผ่านเรื่องอะไรไปก็ตาม”เขาหยิบบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อออกมา แผ่นกระดาษเก่าที่พับไว้อย่างดี เป็นภาพวาดดินสอของนับดาวในวันที่เขาเคยแอบมองเธอวาดรูปอยู่“พี่เก็บไว้ตั้งแต่วันนั้น” เขายื่นให้เธอ “วันที่รู้ตัวว่าพี่หลงรักผู้หญิง คนหนึ่ง ที่มองโลกด้วยสายตาอ่อนโยนกว่าใคร”นับดาวรับกระดาษนั้นไว้ มือของเธอสั่นนิด ๆ ดวงตารื้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“แต่พี่ก็ทำให้เธอเสียใจ” เขาพูดเสียงแผ่ว “และถ้าคำว่าขอโทษยังมีค่ามากพอ พี่อยากใช้มันเพื่อเริ่มต้นใหม่กับนับอีกครั้งไม่ใช่ในฐานะพี่ชายของเพื่อน หรือคนรู้จัก แต่ในฐานะคนรัก ที่พร้อมจะรักนับไปทุกวัน”ความเงียบไหลผ่านระหว่างเขาและเธออีกครั้งหนึ่งแต
วันเสาร์เช้า ท้องฟ้าแจ่มใสอย่างน่าประหลาด ราวกับรู้ว่ามีบางอย่างกำลังจะเริ่มต้นใหม่ณภัทรขับรถลัดเลาะออกนอกตัวเมือง ฝ่าทางคดเคี้ยวที่สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งเขียวขจี ไร่ผลไม้และเนินเขาไกล ๆ ที่โอบล้อมอยู่รอบทิศม่านมุกนั่งเงียบอยู่ข้างเขา สายตาจ้องออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างเงียบๆ“ที่นี่สวยกว่าที่คิดนะคะพี่เสือบรรยากาศดีมาก” เธอพูดขึ้นเบา ๆ ขณะรถแล่นผ่านป้ายไม้เก่า ๆ ที่เขียนว่า “ไร่นับดาว”ณภัทรเหลือบมองป้ายแล้วถอนหายใจเบา ๆ รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อรถแล่นเข้าเขตไร่ พวกเขาเห็นบ้านหลังเล็กสไตล์บ้านสวนตั้งอยู่ไม่ไกลนัก มีต้นองุ่นปลูกเรียงเป็นแนวยาวทอดตัวลงไปตามเนินดิน เสียงลมพัดแผ่วเบาทำให้ใบไม้สั่นไหวราวกับทักทายผู้มาเยือนเขาจอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วก้าวลงจากรถอย่างระมัดระวังม่านมุกเดินตามหลังมาเงียบ ๆ เธอหันมามองพี่ชาย แล้วพยักหน้าเล็กน้อยเป็นกำลังใจให้ณภัทรสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังหน้าบ้านเขาไม่รู้ว่าตัวเองตื่นเต้นเพราะอะไร อาจเพราะไม่แน่ใจว่าเธอจะออกมาหรือเปล่าหรือกลัวว่าเขาจะต้องกลับไปโดยไม่ได้พูดอะไรเลยเขาเคาะประตูเบา ๆเงียบเขาเคาะอีกครั้ง แล้วถอยออกม
ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก แต่ความเงียบนั้นกลับไม่อึดอัดเลยสักนิด มันเป็นความเงียบที่สบายเหมือนต่างฝ่ายต่างก็รับรู้ถึงอะไรบางอย่างเมื่อถึงหน้าบ้านของนับดาว เธอหันมายิ้มให้เขาอีกครั้ง“ขอบคุณนะคะที่เดินมาส่ง”“ไม่เป็นไรครับ ผมชวนคุณนับคุยจนมืดค่ำต้องเป็นคนเดินมาส่งอยู่แล้วครับ”เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงความห่วงใยอยู่ในนั้นเธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ“วันนี้สนุกดีนะคะนับโชคดีจังที่ได้รู้จักคุณธาร”“ผมก็เหมือนกันครับ โชคดีที่ได้รู้จักคนน่ารักอย่างคุณนับ” เขายิ้มมุมปาก ขณะมองเธอด้วยสายตาที่ต่างจากเมื่อตอนแรกที่พบกันนับดาวพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินเข้าไปในรั้วบ้าน แต่ก่อนที่เธอจะปิดประตูรั้ว เธอก็หันกลับมา“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”ชายหนุ่มยกมือขึ้นโบกเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นยังจับจ้องเธอไม่วาง“ครับคุณนับดาว”ชื่อของเธอจากริมฝีปากเขา ทำเอาเธอเผลอยิ้มออกมา ก่อนจะปิดประตูรั้วลงอย่างแผ่วเบา ทิ้งไว้เพียงแสงไฟที่ยังเปิดค้างอยู่... และหัวใจสองดวงที่เหมือนจะเริ่มเดินทางไปในทิศทางเดียวกันอย่างช้า ๆ.ส่วนณภัทรหลังเลิกงานในวันนั้น เขาตรงมายังที่บริษัททันทีโดยไม่แวะที่ไหน ด้วยตั้งใจจะม
ท้องฟ้ายามเย็นโรยแสงสีทองอ่อนลงเหนือแนวเขาสูงที่โอบล้อมไร่องุ่นเอาไว้ราวกับอ้อมกอดที่ไม่มีคำพูด ริมรั้วไม้เก่า ๆ หญิงสาวยืนนิ่ง ปล่อยให้สายลมเย็นพลิ้วผ่านผิวแก้ม เส้นผมของเธอปลิวไหวอย่างเชื่องช้า เธอปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความเงียบที่อบอวลอยู่รอบตัว เธอหลับตาลงเล็กน้อยเหมือนอยากให้ลมพัดพาความคิดถึงไปไกล ๆ คิดถึงเขามากแต่เขาจะคิดถึงเราหรือเปล่านะ นับดาวได้แต่ถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าสายตาเธอทอดยาวไปยังไร่องุ่นที่ทอดตัวเป็นแถวยาว เขียวชอุ่มอยู่ใต้แสงสุดท้ายของวัน แต่ในใจกลับรู้สึกว่างเปล่ายิ่งกว่าท้องไร่หลังฤดูเก็บเกี่ยวเสียงลมหายใจของเธอแผ่วเบา ราวกับไม่อยากให้ตัวเองได้ยินว่ากำลังยัง "อยู่ตรงนี้"เธอหนีมาไกลจากความวุ่นวาย หนีจากรอยยิ้มของเขาที่ไม่เคยเป็นของเธอเลยจริง ๆ"สุดท้ายก็เหลือแค่เราสินะ" เธอพึมพำกับตัวเอง ขณะมือค่อย ๆ เอื้อมไปสัมผัสใบองุ่นที่ไหวเบา ๆ ตามแรงลมความเงียบรอบตัวไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่กลับกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ และบางทีนั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่เธอต้องการเย็นวันนั้น เธอยืนอยู่ริมรั้วไม้ มองแถวองุ่นที่ปลิวไหวตามแรงลม สายตาเลื่อนล
หยดน้ำตาแรกหล่นลงที่หลังมือตามมาด้วยอีกหยดและอีกหยดเธอยกมือขึ้นปาดเร็ว ๆ แต่ยิ่งปาดมันก็ยิ่งไหลไม่มีคำพูด ไม่มีเสียงร้อง มีเพียงเสียงสะอื้นแผ่วเบาในลำคอความเงียบโดยรอบยิ่งขยายความเจ็บให้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก“เราคงไม่ควรคาดหวังอะไรจากคนที่ยังไม่เลือกเราสินะ”เธอคิดในใจก่อนจะนั่งลงที่ม้านั่งเล็ก ๆ ตรงมุมเงา หยิบทิชชูจากกระเป๋าออกมาเช็ดน้ำตาช้า ๆภาพของณภัทรที่นั่งอยู่กับมายด์ยังวนเวียนในหัวทั้งรอยยิ้ม รอยตา และระยะห่างที่ดูไม่ห่างกันเลยนับดาวสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วพยายามกดความรู้สึกให้กลับลงไปแต่ความจริงคือเธอทำไม่ได้เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของการแค่ “เข้าใจผิด”มันคือความรู้สึกที่เธอ “ค่อย ๆ ผูกพัน” กับเขาทุกวันโดยไม่รู้ตัวหลังจากวันนั้นที่นับดาวบังเอิญเห็นเขากับมายด์นั่งกินข้าวด้วยกันณภัทรก็เงียบหายไปอย่างน่าใจหายข้อความที่เคยทักมาทุกเช้า กลับกลายเป็นเพียง "วันนี้มีเคสเยอะนะ เดี๋ยวค่อยคุยกันนะครับ"สายที่เคยโทรมาตอนเลิกงาน กลับกลายเป็น "ขอโทษนะ ช่วงนี้พี่งานเยอะมากเอาไว้พี่ว่างแล้วเราไปหาของอร่อยๆกินกันนะครับคนดี"ทุกวันเหมือนมี "ข้ออ้าง" ใหม่เสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเคสด่วน
กลับกันมันมั่นคง ราวกับบอกเธอว่าไม่ว่ายังไง เขาก็เลือกเธออยู่ดีหมอกานต์ยิ้มขำ“พาแฟนมาบ่อย ๆ นะครับหมอเสือ แบบนี้พวกผมก็สดชื่นไปด้วยเลย”หมอเบียร์รีบเสริมทันที“นั่นสิ! เห็นแล้วมันดีต่อใจ”เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นรอบโต๊ะ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเป็นกันเองณภัทรหัวเราะตามอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปมองหญิงสาวข้างกายที่ตอนนี้ซุกหน้าลงกับต้นแขนเขาอย่างเขิน ๆเขายกมือขึ้นลูบผมนับดาวเบา ๆ พร้อมเอ่ยเสียงทุ้มติดกลั้วหัวเราะ“เขินใหญ่เลย”เขาก้มลงกระซิบอีกรอบ“เขินแล้วน่ารักชะมัดเลย”เธอหันมามองเขาแล้วตอบเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ แต่เต็มไปด้วยความหมาย“จะไม่ให้นับเขินได้ไงคะเพื่อนพี่เสือแซวซะนับไปไม่เป็นเลย”และในวินาทีนั้นณภัทรก็รู้ว่าไม่ว่าจะมีใครมอง ไม่ว่าจะมีกี่เสียงแซวแต่เขาจะจับมือผู้หญิงคนนี้ไว้ให้แน่นที่สุดเท่าที่หัวใจของหมอคนหนึ่งจะทำได้เธอกลั้นหัวเราะ หันมายิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน“เพื่อนพี่เสือมีแต่คนน่ารักนะคะแต่พี่เสือน่ารักกว่า”ประโยคสั้น ๆ แต่ทำให้หัวใจของณภัทรอุ่นวาบเขาหันไปยกมือลาเพื่อนร่วมงาน“งั้นผมพานับกลับก่อนนะครับ”เสียงแซวยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม แต่ณภัทรไม่แคร์อะไรอีกแล้ว เข







