LOGIN- ธนากร -
สองเท้าก้าวเข้ามาในห้องพัก ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาตัวใหญ่ เหลือบมองนาฬิกาพบว่าขณะนี้เป็นเวลาเกือบจะหกโมงเช้า ผมดันตัวเองลุกขึ้นจากโซฟาดูดวิญญาณที่พร้อมจะสูบผมให้ลงไปนอนอย่างหิวกระหาย ผมต้องตัดใจมองโซฟาตัวนุ่มนั้นด้วยสายตาละห้อย หันหลังให้กับมันอย่างอ้อยอิ่ง สองเท้าของผมเองก้าวขึ้นตามขั้นบันไดไปยังห้องนอนชั้นสองช้า ราวกับคนไร้เรี่ยวแรง
แอ๊ด!
ผมมองอั๋น แฟนหนุ่มที่กำลังนอนไปยิ้มไปราวกับกำลังฝันดีแบบไร้ทุกข์ร้อน ผมวางมือถือ กระเป๋าเงินลงข้างเตียงเบา ๆ ดันตัวเองขึ้นไปนอนข้างอั๋นช้า ๆ อุณหภูมิในห้องเย็นฉ่ำทำให้ดวงตาของผมเองเริ่มคล้อยลงด้วยความหนักอึ้ง
ไม่รู้ว่าผมเผลอหลับไปนานแค่ไหน ผมสะดุ้งตื่นอีกทีเมื่อมีวงแขนของแฟนหนุ่มพาดมากอดผมไว้หลวม ๆ ผมหันไปมองก็ยังเห็นว่าอั๋นนั้นยังหลับตาพริ้มอยู่เช่นนั้น กลิ่นเหล้ายังคงคละคลุ้งออกมาตามลมหายใจให้ได้กลิ่นเป็นบางคราว
ใบหน้าของเขาปัดป่ายไปตามใบหน้าของผมอย่างซุกซน จมูกที่เป็นสันซุกไซร้ไปตามซอกคอด้วยความสยิว มือของเขาลื่นไหลไปตามชายเสื้ออย่างช่ำชอง เรียวนิ้วแกร่งลูบไล้ร่างกายของผมไปมา นั่นยิ่งเหมือนเป็นกระแสไฟฟ้าที่ไหลเวียนไปทั่วตัวทุกครั้งที่เขาสัมผัส
จมูกโด่งรั้นเป็นสันของเขากดหอมฟอดใหญ่ที่แก้มของผมไปมา เขาไล้เลียสันจมูกไปตามใบหน้าจนมาถึงริมฝีปากบางของผม อั๋นลืมตาขึ้นมาช้า ๆ จ้องมองใบหน้าของผมและแทบจะทันทีที่เขาเห็นว่าเป็นผม เขามีอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“กะ..กลับมาตอนไหนอะกร”
“แล้วทำไมอั๋นต้องตกใจขนาดนั้น”
“เปล่า ๆ อั๋นตกใจความน่ารักของใบหน้าที่รักของอั๋นไง คนอะไรตื่นมาเช้า ๆ ยังน่ารักขนาดนี้”
“อั๋นแปลกไปนะ”
“กรทำงานหนัก เลยคิดมากหรือเปล่า อั๋นก็เป็นเหมือนเดิมแหละ”
“แล้ว..เราจะต่อเรื่องที่ค้างไว้กันดีไหมล่ะ”
“แต่ตอนนี้สายแล้วนะ กรไม่ไปทำงานหรอ ไว้คืนนี้เรากลับมาต่อกันดีกว่า เนอะ”
“...”
“ลุก ๆ ไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะกร”
ผมหันไปมองนาฬิกาบนหัวเตียงก็เห็นว่าเกือบจะเจ็ดโมงแล้ว เลยไม่ได้พูดอะไรกับอั๋นต่อ ดันตัวเองลุกขึ้นไปอาบน้ำ แต่งตัวใช้เวลานานพอสมควร เดินลงมาก็เห็นอั๋นนั่งเล่นเกมที่โซฟาอย่างสบายอารมณ์
ก็อดคิดเรื่องเมื่อเช้านี้ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปให้บรรยากาศมันอึมครึม ผมหยิบกระเป๋าโน๊ตบุ๊คขึ้นมาพร้อมกับหยิบมือถือและกุญแจรถแล้วเดินตรงมาที่โซฟาตัวที่อั๋นกำลังนั่งตีป้อมอย่างเมามัน
“ไม่แต่งตัวไปทำงานหรอ”
“อ๋อ..วันนี้อั๋นปวดหัวเลยโทรไปขอลากับผู้จัดการแล้ว”
“อั๋นลางานบ่อยขนาดนี้ ผู้จัดการใจดีไม่ไล่ออกด้วยเนอะ”
“ก็นะ เขาคงไม่อยากให้คนเก่ง ๆ แบบอั๋นออกไปหรอก”
“งั้นกรไปทำงานก่อนนะ อาหารแช่แข็งในตู้เย็นไปอุ่นทานเอาละกัน กรซื้อมาไว้ให้แล้ว”
“ครับ ๆ”
อั๋นเองตอบรับส่ง ๆ โดยที่ไม่แม้แต่จะหันมามองผมเลยแม้แต่น้อย ในจังหวะที่ผมกำลังจะหันหลังเดินออกจากบ้านนั้น เห็นแจ้งเตือนของอั๋นเด้งขึ้นมา ซึ่งคนส่งมาคือแชตของผู้จัดการแน่ ๆ
แต่ยังไม่ทันได้อ่านว่าเนื้อความคืออะไร แต่สิ่งที่รับรู้ได้คืออั๋นสะดุ้งและลนลานแปลก ๆ ราวกับคนที่กำลังทำอะไรแล้วกลัวถูกจับได้อย่างไรอย่างนั้น เขาหันมามองผมที่ก็กำลังยืนมองเขาอยู่ก่อนแล้ว
“ผู้จัดการ”
“มีอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีหรอก แต่เหมือนอั๋นต้องเข้าไปบริษัทช่วงบ่ายแล้วแหละ งานน่าจะเยอะ”
“อ่อ งั้นอั๋นก็กินข้าว กินยาพักผ่อนก่อนเถอะ ตอนบ่ายจะได้เข้าบริษัท”
อั๋นพยักให้เบา ๆ ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรต่อ ขับรถเตรียมไปทำงานที่ร้านตามปกติ แม้จะสงสัยการกระทำของอั๋นไปบ้าง แต่เพราะไม่อยากยกขึ้นมาเป็นเรื่องให้ทะเลาะกัน เลยเลือกที่จะเงียบมากกว่า
“หวังว่าไม่ได้เข้าไปเล่นที่บ่อนอีกนะ”
ถึงแม้ปากและสมองจะสั่งให้ไม่ต้องสนใจ ไม่มีอะไร ไม่ต้องระแวง แต่หัวใจกลับไม่ยอมฟังและเมื่อจอดรถติดไฟแดงวิญญาณโคนันน้อยก็เริ่มทำงาน ผมเปิดดูโลกโซเชียลของอั๋นไปเรื่อย ๆ กดเข้าดูเพื่อนคนนั้น ออกมาดูเพื่อนคนนี้ เข้าออกอยู่แบบนั้น
แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดแม้แต่น้อย นอกจากพากันเช็กอินร้านเหล้า ผมทำแบบนั้นทุกไฟแดงที่จอดติดอยู่จนถึงไฟแดงสุดท้ายก่อนถึงร้านที่ทำงาน ผมเปิดดูไปเรื่อย ๆ จนใจชื้นขึ้นมาว่าบางทีผมคงจะคิดมากไปเอง ซึ่งเท่าที่เห็นก็ไม่เห็นว่าอั๋นนั้นจะมีอะไรที่ผิดปกติ
เมื่อรู้สบายใจแล้วก็จะกดปิดมือถือแต่จังนั้นราวกับจังหวะนรก บนหน้าจอเด้งแจ้งเตือน คนที่คุณอาจรู้จัก ขึ้นมา แต่ผมจะไม่รู้สึกอะไรเลยถ้าหากว่าโปรไฟล์ของคนคนนั้นไม่ใช่รูปของเขาที่ถ่ายรูปกับชายหนุ่มที่กำลังหอมแก้มเขาอยู่ที่ชายทะเลราวกับรักกันมานานมาก และไม่ต้องสืบเลยว่าชายคนนั้นที่กำลังหอมแก้มเขาคือใคร เพราะต่อให้มองจากดาวอังคารผมก็จำได้ดีว่าคนนี้คือใคร
“อั๋น!”
ปี๊บ!!ปี๊บ!!
ผมตกใจสะดุ้งตัวโยนเพราะเสียงแตรจากรถคันด้านหลังที่บีบเตือนให้ผมออกตัวเพราะตอนนี้ไฟเขียวน่าจะสักพักแล้ว ผมเองบอกตามตรงว่าจังหวะนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
ผมเลิ่กลั่กหันหน้าไปก้มหัวขอโทษรถคันหลังอีกครั้ง ก่อนจะขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว ผมขับรถมาจอดอยู่หน้าร้านก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาดูก็เห็นว่ายังมีเวลาอีกพักใหญ่ ๆ ที่จะถึงเวลาเข้างาน ผมเปิดหน้าจอแอปพลิเคชันนั้นขึ้นมาอีกครั้งหน้าจอมือถือยังคงแสดงภาพของโปรไฟล์นั้น
ด้วยความสงสัยนิ้วมือของผมกดเข้าไปดูอย่างรวดเร็ว ยิ่งเห็นรูปภาพที่แสดงอยู่บนนั้น ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มเล็ก ๆ ทิ่มลงมาที่ขั้วหัวใจ ถึงแม้เปิดสาธารณะเพียงไม่กี่โพสต์ แต่ภาพที่เห็นก็ทำให้น้ำตาเม็ดเล็กเริ่มก่อตัวขึ้นมา ความรู้สึกที่โดนหักหลังมันเป็นแบบนี้นี่เองสินะ
ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ผมรู้ได้แค่ว่ามือของผมไม่ได้ขยับจากหน้าจอนั้นเลย ความรู้สึกแสบร้อนที่ดวงตายังคงชัดเจนอยู่แบบนั้น ร่างกายที่สดชื่นด้วยความสบายใจก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีมันกลับถูกแทนที่ด้วยความหดหู่ ไร้เรี่ยวแรงแบบกะทันหัน
ก๊อก!ก๊อก!
ครืด ครืด!ครืด ครืด!ผมเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาปิดนาฬิกาปลุก เมื่อแสดงให้เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาตีห้าครึ่งแล้ว ผมกำลังจะปลุกพี่กรให้แต่งตัวเตรียมไปเที่ยวดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลหมอก ก็สัมผัสได้ถึงว่ามีคนนอนหนุนแขนผมอยู่ ผมค่อย ๆ โฟกัสสายตาในความมืดก้มมองคนอ้อมกอด แต่อีกใจก็มีความกลัวเล็กน้อยว่านี่คงไม่ใช่ความฝันหรือผีอำอะไรหรอกนะ ยิ่งนอนต่างที่แล้วเมื่อคืนก็เพลียมากไม่ได้จุดธูปไหว้เจ้าที่เจ้าทางซะด้วยผมเพ่งตามองไปยังคนที่นอนหนุนแขนข้าง ๆ ก็ต้องถอนหายใจแบบโล่งใจ เพราะนี่คือพี่กรที่นอนกอดผมอยู่แน่น ผมไม่ได้ขยับหรืออะไร ปล่อยให้พี่กรนอนกอดผมไปแบบนั้น บอกได้คำเดียวว่าตอนนี้ทะเลหมอกอะไรนั่นก็ไม่อยากไปแล้วเพราะตอนนี้ผมมีความสุขมาก มากที่สุดผมโอบแขนไปกอดตอบพี่กร ถึงแม้ในใจจะรู้นะว่าพี่กรน่าจะหนาวเลยขยับหาความอบอุ่น แต่แบบนี้ผมยินดีมาก ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรผมก็ไม่ขัดหรอกนะ ขอแค่อยู่แบบนี้อีกนิด“อีกสิบนาทีค่อยตื่นละกัน”เรานอนกอดกันอยู่แบบนั้นสักพัก จนเวลาผ่านไปพอสมควรแล้วผมก็เขย่าป
ผมพาพี่กรเดินทางทันทีที่เก็บของเสร็จ ปลายทางคืออำเภอปาย สถานที่ที่หลายคนบอกว่าสวยและหน้าหนาวคืออากาศดีมาก และผมเองก็ยังไม่เคยไปสักครั้งเหมือนกัน ผมเริ่มขับรถออกจากชะอำมุ่งหน้าสู่ปลายทางที่อำเภอปายทันที ผมขับรถมาได้สักพักก็เห็นว่าพี่กรนอนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ คาดว่าน่าจะเหนื่อยจากการร้องไห้เป็นเวลาที่นานมาก และผมเองก็ไม่อยากกวนพี่กรสักเท่าไหร่ผมขับรถไปด้วยความเร็วที่จัดว่าเร็วมากอยู่ เพราะใจอยากพาพี่กรไปให้ทันในช่วงเช้าแต่จากระยะทางและเวลาคาดว่าจะไม่ทัน และเกรงว่าหากขับด้วยความเร็วมากตลอดสาย ใบสั่งจะไปที่บ้านจนคุณแม่ช็อกก็เป็นได้เมื่อคิดได้แบบนั้นผมจึงลดความเร็วมาขับด้วยความเร็วที่กฎหมายกำหนด พี่กรก็มีตื่นมาคุยเป็นเพื่อนบ้าง นอนบ้าง และผมเองที่วันนี้ก็เร่งงานด้วย และขับรถเยอะด้วยก็มีอาการเหมือนจะรู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย จึงขับไปพักไปเป็นระยะผมใช้เวลาขับไปพักไป จากเพชรบุรีมาถึงอำเภอปาย ใช้เวลา สิบชั่วโมงพอดิบพอดี และก่อนเข้าอำเภอปายผมเองได้โทรจองที่พักไว้แล้ว เราจึงมาถึงและเข้าพักได้เลย“พี่กรนอนได้ไหม”“ได้สิ”
และอาจจะเพราะพี่กรเอาแต่ก้มหน้า เขาเลยไม่เห็นว่าผมยืนข้าง ๆ หรือเปล่าไม่แน่ใจ ผ่านไปเล็กน้อยที่สองคนนั้นเดินกลับไปทางโรงแรมก็เห็นว่าพี่กรกำลังก้มหน้าก้มตาเดินตามสองคนนั้นไปเช่นกันผมที่เริ่มทนเห็นพี่กรที่เป็นแบบนี้ไม่ไหว คว้าแขนพี่กรเอาไว้จนพี่กรเองก็สะดุ้งพร้อมกับสะบัดมือผมจนหลุด ก่อนจะแหงนหน้ามามองที่ผม ผมไม่รู้ว่าพี่กรรู้สึกยังไงแต่ทันทีที่พี่กรเห็นผม ผมรู้สึกว่าพี่กรเริ่มร่างกายสั่นระริกอีกครั้งแม้ไฟที่ส่องจากถนนจะสาดมาถึงที่ ที่เรายืนอยู่ได้ไม่มากนัก แต่ผมกลับเห็นใบหน้าพี่กรที่อยู่ใต้หมวกปีกกว้างใบใหญ่ได้อย่างชัดเจน ดวงตาที่มีสีแดง ที่เต็มไปด้วยน้ำตาที่คลอในดวงตาที่พร้อมจะไหลออกมาทุกเมื่อราวกับคนที่เจ็บปวดแสนสาหัสแต่กลั้นความเสียใจนั้นไว้ มันช่างบีบหัวใจของผมจริง ๆผมเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา บรรยากาศรอบตัวเงียบจากเสียงผู้คน ได้ยินแค่เสียงคลื่นจากทะเลที่สาดกระทบชายหาดเท่านั้น เราสองคนยืนมองหน้ากันอยู่แบบนั้น และเป็นผมเองที่ทนเห็นภาพนี้ของพี่กรไม่ไหวผมเอื้อมมือไปดึงแขนพี่กรเบา ๆ เข้ามาสวมกอดช้า ๆ เพื่อปลอบใจคนตรงหน้า และพี่กรเองก็ไม่ได้ขัดขืนแม้แต่น้
ผมขับรถมาจนถึงหน้าโรงแรมหรูที่เดียวกับที่เห็นว่าแฟนของพี่กรเช็กอินไว้ โรงแรมนี้ใหญ่โตมากจนผมเองก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ และที่สำคัญอยู่ใจกลางหาดชะอำ ผมจัดการจอดรถเรียบร้อยเดินมาเช็กอินห้องพัก และก็คงเรียกว่าโชคดีเพราะยังมีห้องเหลือให้ผมเข้าพักเอนหลังโดยที่ไม่รู้เลยว่า ผมจะหาพี่กรกับแฟนได้ที่ไหน และที่นี่ก็ไม่ใช่เล็ก ๆ ผมนอนคิดไปมาสักพักก็นึกขึ้นว่าหรือจะลงไปถามที่ล็อบบี้ดี เมื่อคิดได้ดังนั้นผมเดินออกจากห้องรีบวิ่งลงมาที่ล็อบบี้โรงแรมทันที พนักงานที่เห็นผมวิ่งหน้าตาตื่นมาก็ตกใจถามผมกันพัลวัน“ลูกค้าเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”“เปล่าครับ พอดีผมอยากขอสอบถามผู้เข้าพักได้ไหมครับ”“เอ่อ..เป็นนโยบายของโรงแรม ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลคนพักได้ค่ะ”“นิดหนึ่งก็ไม่ได้หรอครับ”“ไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”ผมที่เห็นความหนักแน่นของพนักงานเองก็รู้แล้วว่าวิธีนี้ไม่น่าจะได้ ผมจึงเดินมานั่งพักที่โซฟาแบบครุ่นคิดหาวิธีอีกครั้ง ผมล้วงมือหยิบมือถือในกระเป๋าออกมาดูก็ยังไม่เห็นการอัปเดตอะไรของพี่กร รวมถึงของ
- ภูริภัทร -ผมยังคงสงสัยว่าทำไมพี่กรถึงขับรถเร็วขึ้น หรือเขาเห็นว่าผมแอบตามเขามา ถึงจะขับเร็วขึ้นเท่าไหร่แต่ก็คงไม่หนีผมไปได้ไกลนักหรอก ผมใช้สกิลนักแข่งขับปาดซ้าย-ขวาไม่นานนักก็มาถึงรถของเป้าหมายที่ลดความเร็วลงมาค่อนข้างเยอะ และใช้ช่วงทิ้งระยะห่างเพื่อขับตามพี่กรไปเงียบ ๆผมยังคงขับรถตามมาจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปจากที่พวกเราอยู่ค่อนข้างเยอะ เราใช้เวลาขับมาประมาณสองชั่วโมงเห็นจะได้ เพราะตอนนี้บรรยากาศค่อนข้างสลัวมาก และยิ่งตอนนี้เป็นช่วงหน้าหนาวด้วยแล้วยิ่งทำให้มืดลงเข้าไปอีกพี่กรขับรถมาจอดหน้าบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นสีขาวสะอาดตาที่ถึงแม้จะมีไฟจากถนนที่ห่างไปเล็กน้อยส่องให้ความสว่างได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังคงสว่างมากพอที่จะเห็นความสะอาดตาของบ้านหลังนี้ ผมขยับจอดรถห่างออกไปไม่มากนัก ดับเครื่องและลงจากรถออกมาดูให้แน่ใจ ก็เห็นว่าน้องชายของพี่กรเดินกอดกับผู้หญิง สูงวัยร่างท้วมไปยืนรอพที่หน้าบ้าน ผ่านไปสักระยะก็มีพี่กรเดินมายืนที่หน้าบ้าน ผมรีบวิ่งขึ้นบนรถและแอบมองอยู่แบบนั้นราวกับกลัว
ผมยังคงมองกระจกหลังอยู่สักพักใหญ่ ๆ ขณะที่เท้าก็เหยียบคันเร่งไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของคุณภัทร คาดว่าน่าจะตามไม่ทันนั่นแหละนะผมขับรถเลี้ยวเข้ามาจอที่หน้าประตูบ้านหลังพอเหมาะ ที่ถูกกั้นด้วยประตูรั้วไม้สีสาวสะอาดตา ไอ้น้องชายตัวดีของผม ก็กระโดดลงรถไปทันทีที่เห็นว่าแม่กานดาในวัยหกสิบสองปีกำลังเดินจ้ำอ้าวยิ้มร่าออกมาเปิดประตูรั้วให้ และพากันเดินนำหน้าไปยืนรอที่หน้าบ้าน ผมขับรถเข้ามาจอดในตัวบ้านอย่างเคยชิน เดินลงจากรถมากอดแม่ด้วยความคิดถึง“แม่กับน้องเข้าบ้านก่อนเลยนะ เดี๋ยวกรไปปิดประตูรั้วก่อน”“จ้า รีบตามมานะลูก”ผมยิ้มให้แม่ เบี่ยงตัวออกมาปิดประตูรั้วหน้าบ้าน สายตาก็ยังคงลอบมองไปที่หน้าบ้าน เพื่อดูว่าคุณภัทรได้ตามมาไหม เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ผมจึงดึงประตูบ้านปิดทันทีมันเป็นธรรมดาที่ผมกับน้องจะกลับมาหาแม่ทุกสัปดาห์ ถึงแม้ว่าแม่จะมีน้าแจ่ม แม่บ้านที่ผมจ้างมาเพื่อช่วยดูแลและอยู่คุยกับแม่แล้ว ผมกับเจ้ากัซก็ยังอดห่วงแม่ไม่ได้อยู่ดี และด้วยความที่บ้านและที่ผมกับน้องอยู่นั้นมันก็ไม่ได้ห่างกันมากเท่าไหร่ มันจึงทำให้ผมกับ







