Se connecter- ภูริภัทร -
ผมรีบเหยียบคันเร่งรถคู่ใจให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะไปถึงร้านให้เร็วที่สุด ความรู้สึกที่อยากเจอคนที่ผมแอบชอบมันล้นขึ้นมาในหัวใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าเวรกรรมอะไรที่ยิ่งรีบ ก็เหมือนยิ่งช้าไปทุกที เหมือนโดนสัญญาณจราจรกลั่นแกล้งอย่างไรอย่างนั้น ติดไฟแดงได้ทุกจุดจริง ๆ
ในตอนที่ผมกำลังว้าวุ่นใจเพราะสัญญาณไฟจราจรนั้น ผมสังเกตเห็นรถคันหนึ่งที่จอดติดไฟแดงอยู่ด้านหน้าห่างกันเพียงรถยนต์อีกคันกลั้นไว้แค่หนึ่งคัน และจำได้เลยว่านั่นคือรถของพี่กร แค่ได้เห็นท้ายรถผมก็ยิ้มออกมาราวกับคนบ้า
อย่างน้อยไฟแดงก็มีดีแหละนะ ยังไม่ทันที่ผมจะคิดไปไกลกว่านั้นสัญญาณไฟจราจรก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว แต่รถคันหน้ากลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ผมมองผ่านเลยรถคันนั้นไปก็เห็นว่าเป็นรถขอพี่กร ที่ไม่ได้ขยับไปตามสัญญาณไฟจราจร
ผมหันมองไปด้านหลังก็พบว่ามีรถอีกหลายคันที่กำลังรอออกรถในชั่วโมงเร่งรีบนี้ ผมที่กำลังจะกดแตรก็ได้ยินเสียงรถคันหน้ากดแตรเสียงดังให้รถพี่กรก่อนแล้ว เพียงไม่กี่วินาที รถของพี่กรก็ขยับออกจากไฟแดงอย่างรวดเร็ว และผมเห็นถึงการขับขี่ด้วยความเร็วสูงตรงดิ่งเข้าไปจอดที่ลานจอดรถหน้าร้าน ผมเองก็ได้แต่ขับตามรถพี่กรมาติด ๆ และรู้สึกถึงความแปลก ๆ ของพี่กร
“หรือว่าจะหลับใน นอนไม่พอหรือเปล่านะ”
ผมเลี้ยวรถจอดที่หน้าร้าน ไม่ห่างจากพี่กรมากนัก ก็ยังไม่เห็นว่าพี่กรนั้นจะลงรถมา ผมเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเงินกับมือถือยัดลงกระเป๋ากางเกง ลงจากรถแล้วเดินไปด้านหลังรถของพี่กร
ขณะที่กำลังยกมือเพื่อจะเคาะประตูรถนั้น ด้วยกระจกรถของพี่กรไม่ได้มืดมาก สายตาของผมก็โฟกัสไปที่รูปในหน้าจอมือถือของพี่กร และร่างกายของพี่กรที่นิ่งราวกับคนที่ไม่มีสติ เพราะขนาดที่ว่าผมมายืนอยู่ข้างรถยังไม่รู้สึกตัว มันทำให้ผมรู้สึกใจหายแวบไปที่ตาตุ่ม ราวกับขึ้นรถไฟเหาะที่กำลังลงมาด้วยความเร็ว
ก๊อก!ก๊อก!
ผมตัดสินใจเคาะกระจกเรียก แต่ก็ไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับจากบุคคลด้านใน นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วงพี่กรเข้าไปอีก ผมยืนขึ้นหันซ้าย หันขวา เห็นท่อนไม้ขนาดพอเหมาะที่วางไว้ข้างกระถางดอกไม้ตกแต่ง ผมเดินไปหยิบขึ้นมาก่อนจะกลับมาที่ข้างรถพี่กรอีกครั้ง กะไว้ในใจเลยว่าถ้าพี่กรไม่ตอบสนองจะใช้ไม้ทุบกระจกรถทันที
ก๊อก!ก๊อก!
ผมยกมือขึ้นไปเคาะกระจกอีกครั้ง และพี่กรยังคงนิ่งสนิท ผมยกไม้ในมือเงื้อหวังจะทุบไปที่กระจกแบบเต็มแรง แต่ยังไม่ทันที่จะได้ประทุษร้ายกระจกรถพี่กร คนด้านในก็หันมามองที่ผมก่อนจะทำหน้าเหวอตกใจและส่งเสียงหวีดร้องจากด้านในน่าจะด้วยความตกใจ
ผมที่เห็นแบบนั้นก็โยนไม้ในมือไปไว้แถวกระถางต้นไม้ พี่กรก็เปิดประตูรถออกมาด้วยความเร็วสูง ปิดประตูและหันไปสำรวจประตูรถด้วยความเร็ว
“คุณภัทรจะทำอะไรน่ะ!”
“ก็ผมเคาะเรียกพี่ตั้งหลายรอบ พี่ไม่ตอบสนอง เลยจะทุบกระจกไง”
“คุณภัทรจะบ้าหรอ!ทำแบบนี้ผมตกใจหมดนะ!”
“ก็ถ้าเมื่อกี้พี่ยังไม่ตอบสนองผม ผมทุบจริงแน่”
“...”
“พี่เป็นอะไร ทำไมเหม่อขนาดนั้น”
“ก็เปล่านะ ผมน่าจะแค่ง่วงนอนเฉย ๆ”
“อ่อ สงสัยเมื่อคืนผมทำให้พี่นอนน้อยแน่ ๆ เลย”
ผมพูดแกมแซวออกไปหวังจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น แต่กลับตรงข้ามกันเลย เพราะผมสังเกตเห็นว่าใบหน้าของพี่กรนั้นดูเศร้าลงอีกเล็กน้อย ผมเองที่เห็นอาการของพี่กร บอกตรง ๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ผมสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่
“ป่ะพี่!ไปทำงานที่เรารักกันดีกว่า อะไรที่ไม่สบายใจก็ทิ้งมันไปก่อนเนาะ”
“ครับ”
“...”“ผ่านไปสองวัน กว่าเจ้าหน้าที่จะพบภัทรก็กลายเป็นศพไปแล้ว ตอนนั้นน้าเสียใจมาก และระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังนำร่างของภัทรที่เสียชีวิต จะขึ้นรถเพื่อจะนำไปชันสูตรที่โรงพยาบาล”“...”“กรเชื่อไหม ตอนนั้นจู่ๆก็เกิดเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าที่ดังมาก น้าจำเหตุการณ์นั้นได้ติดตา และมันมีพายุเข้าแบบแทบจะพัดทุกอย่างหายไปเลยจนทุกคนที่อยู่ตรงนั้นรวมถึงไทยมุงแตกตื่นวิ่งหายกันไปหมดเลย และจู่ๆ ภัทรที่น้าและทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว..”“...”“น้าได้ยินเสียงจริงนะ น้าได้ยินว่า เก้าสิบวัน”“...”“ตอนนั้นน้าจำได้เลยว่ามันคือเสียงภัทร..กรเชื่อไหมน้าคลานฝ่าลมที่พัดกรรโชกนั้นไปเปิดห่อผ้าดิบดู มันคือภัทร ภัทรที่ลืมตามองน้าอยู่จริงๆ”“มีเรื่องเหลือเชื่อขนาดนี้เลยหรอครับ”“ถ้าน้าไม่เจอกับตัว น้าก็คงคิดเหมือนกรนั่นแหละ..แต่นี่มันเกิดกับภัทรขึ้นมาจริงๆ”“แล้วเป็นยังไงต่อหรอครับน้า”“กู้ภัยก็ตกใจ เขายัง
ถึงแม้ผมไม่อยากจะเชื่อ แต่ต้องยอมรับว่ามันคือเรื่องจริง ภัทรเสียแล้วจริง ๆ และผมได้ช่วยงานศพของภัปฏิเสธจริงๆ มันเป็นการสูญสียที่กะทันหัน จนผมเองรู้สึกช็อกและไม่รู้เลยว่าน้าชมจันทร์จะช็อกมากแค่ไหนแต่ในระหว่างที่จัดงานศพของภัทร ผมเองก็ไม่เห็นว่าน้าชมจันทร์จะร้องไห้ในงาน แต่ทุกเช้าที่ผมมาช่วยงานจะเห็นดวงตาที่ถูกปกปิดด้วยเครื่องสำอางนั้นบวมเล็กน้อย ซึ่งนั่นเป็นหลักฐานชั้นดีว่าน้าชมจันทร์เองก็เจ็บปวดไม่ใช่น้อยจนเมื่อผ่านพ้นเรื่องงานศพของภัทรไปได้หลายสัปดาห์ ผมยังคงต้องทำงานเช่นเดิม ชีวิตกลับมาวนลูบ ตื่นนอน ไปทำงาน กลับบ้าน นอน แบบเดิมอย่างเบื่อหน่าย หลายครั้งที่ผมมีความรู้สึกคิดถึงอิริยาบถทร อยากคุยอยากเจอ แต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสถึงการมีอยู่นั้น หลายครั้งที่อยู่บ้านคนเดียวแล้วรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่ แต่ก็คงเป็นไปแค่เรื่องที่คิดไปเอง และหลายครั้งที่ผมพูดลอย ๆ ขึ้นมาว่าคิดถึง อยากเจอ .. แต่ก็ไร้ซึ่งภาพ เสียง กลิ่น สัมผัส หรือแม้แต่ความฝัน ผมขับรถมาจอดที่หน้าบ้านหลังใหญ่ที่ไม่เคยมาเลยสักครั้ง ผมเปิดแชตที่น้าชมจันทร์ส่งโลเคชั่นมาให้อีกครั
เราสามคนหัวเราะร่าราวกับว่ามันเป็นเรื่องสนุกสนาน ผมอยู่คุยจิปาถะกับน้าชมจันทร์และภัทรจนค่ำ ก็ขอตัวกลับเพราะวันนี้น้าชมจันทร์ขอเฝ้าภัทรเอง และผมต้องเร่งเคลียร์เอกสารเพราะกำลังจะปิดยอดขายรายปีด้วย ผมคอยช่วยน้าชมจันทร์สลับกันเฝ้าภัทรที่อาการเริ่มดีขึ้นมามากแล้ว อยู่แบบนั้น และฟังภัทรบ่นอยากกลับบ้านหลายต่อหลายรอบ จนแทบจะเป็นเรื่องปกติ“พี่กร”“ว่าไงภัทร”“ผมชอบพี่นะ”“พี่ก็ชอบภัทรนะ ภัทรเป็นน้องที่ดีที่สุดที่พี่เจอมาเลย”“แต่ผมไม่ได้อยากเป็นน้องนี่หว่า”“ภัทร..”“ผมรู้แล้ว..ก็แค่หยอกเล่นไหมล่ะ”“มา..ทานผลไม้หน่อยพี่ปอกแอปเปิลให้แล้ว”“ครับ..แต่ว่านะพี่กร ภัทรอาจจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ นี้แล้วนะ”“กลับก็ดีนะสิ ที่บ้านไม่มีกลิ่นยา ไม่ใช่ที่สะสมเชื้อโรคด้วย จะได้หายไวไว”“แต่ผมอะ..อาจจะไม่ได้เจอพี่อีกแล้วนะ”“จะลาออกจากการเป็นเจ้าของร้าน แล้วหนีไปต่างประเท
- ธนากร - หลังจากวันที่ผมตัดขาดความสัมพันธ์ของผมกับอั๋น ก็ไม่มีการคุกคามหรือติดต่อมาจากเขาอีกเลย และเหมือนกับว่าอั๋นก็ไม่ได้มาเก็บของที่ผมเอาออกไว้ที่หน้าบ้านด้วย ซึ่งมันก็แปลกและน่าสงสัย แต่ด้วยความที่คิดว่าจะตัดออกแล้ว ผมก็ไม่อยากยุ่งกับเขาแล้วจริง ๆ ผมใช้ชีวิตไปทำงาน กลับบ้านนอน อยู่แบบนี้ก็สบายดีไม่ได้ทุกข์ได้ร้อนอะไร และรู้สึกว่าผมก็ไม่ได้โวยวายหรือเสียดายอะไรมากมาย นอกจากเวลา..“คุณภัทร! คุณภัทรได้ยินหมี่ไหมคะ”“...”“คุณภัทร!ผู้จัดการคะคุณภัทรเป็นลม” ผมลุกออกจากเก้าอีกทำงานเดินไปหน้าร้านที่มีเสียงของมัดหมี่มาเรียกด้วยความตกใจ พักหลังมานี้ผมรู้สึกถึงความผิดปกติของภัทร ที่ทั้งโทรมและดูอิดโรยมาก ความสดใส ขี้แกล้งของภัทรหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมเองก็จำไม่ได้ รู้ตัวอีกทีภัทรก็กลายเป็นคนที่ไม่มีชีวิตชีวาไปแล้ว“ภัทร ได้ยินกรมั้ย”“...”“ภัทร
“ไม่ได้!” ผมพูดแทรกเข้าไปอย่างทันควัน ทำให้ผมเห็นสีหน้าของภัทรเองที่ดูแปลกใจเล็กน้อย แต่ผมคิดดีแล้ว ผมจะไม่ทำให้ภัทรมาเดือดร้อนเรื่องอั๋นเพราะผมอีกเด็ดขาด เงินก้อนที่แล้วผมยังไม่มีปัญญาคืน ครั้งนี้อั๋นมาเรียกร้องขอเป็นล้าน ผมหรืออั๋นก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือนี้แม้สักนิด“กร แต่อั๋นต้องใช้เงิน”“เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นอั๋น เราเป็นแค่เพื่อนกันคุณจำได้ไหม”“กร..อั๋นขอโทษ แต่ถ้ากรไม่ช่วยอั๋น อั๋นต้องตายแน่ ๆ”“ผมว่ามันก็เรื่องของคุณนะ ครั้งที่แล้วผมช่วยแล้วคุณยังไม่มีสมองคิด ครั้งนี้ก็แล้วแต่เวรแต่กรรมของคุณเถอะ อ่อ..เสื้อผ้าข้าวของ ผมจะเก็บโยนไว้ให้หน้าบ้าน ถ้าพรุ่งนี้เช้าคุณไม่มาเอา ก็ไปตามเก็บที่รถขยะแล้วกันนะ ต่อไปนี้เป็นต้นไป ผมกับคุณ ไม่รู้จักกัน” ผมร่ายยาวก่อนจะตัดสายนั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี ความรู้สึกหนักอกที่แบกจนอึดอัดมาหลายวัน วันนี้รู้สึกโล่งขึ้นมามากอย่างบอกไม่ถูก“พี่แน่
“งั้นก๋วยเตี๋ยว”“โห..พี่ก็ไม่เขินตัวบิดอะไรแบบนี้หน่อยหรอ”“ไม่เอาหรอก เขินมากเดี๋ยวปวดแก้ม”ผมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไม แต่ผมรู้สึกมาตลอดว่า เวลาที่ภัทรอยู่ใกล้ๆ ผมรู้สึกสบายใจแบบมากที่สุด เหมือนไม่ต้องคิดอะไร เป็นตัวของตัวเองที่สุด เป็นความรู้สึกที่ผมรู้สึกดีมากที่สุดจริง ๆ“ไม่อยากคบกับผมจริงอะ ผมหล่อนะ”” คนอะไรหลงตัวเองขนาดนี้”“นี่ไม่ได้หลงตัวเองนะ..แต่อยากบอกว่านอกจากผมจะหล่อแล้ว ยังอร่อยด้วย”“ไม่ต้องโฆษณา พี่ไม่หลงคำโฆษณาเกินเชื่อแน่นอน”“ว้า..เสียใจจังตกพี่กรไม่ติด”“มัวเล่นอยู่นั่นแหละ ภัทรจะกินอะไรคิดได้ยัง”“อ่าว..นึกว่าจะไปกินก๋วยเตี๋ยว”“ก๋วยเตี๋ยวกลับไปกินที่นนก็ได้ ไหนๆ ก็มาทะเลทั้งทีต้องซีฟู้ดละมั้ย”“อะไรก็ได้อะตอนนี้ ผมหิ๊วหิว..แทบจะกินพี่ได้ทั้งตัวละ”“เกินไป..ภัทรจอดรถไว้ไหนหรอ”“ผม.
“นี่ก็โรแมนติกสุด ๆ แล้วนะคุณภู”“โรแมนติกของพี่คนเดียวอ่าดิ”“ฮ่า ฮ่า”“พี่กรหัวเราะได้แล้ว”ผมพูดแซวพี่กรไปอย่างนั้น ซึ่งพี่กรเองก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเศร้าเหมือนตอนแรกสักเท่าไหร่ นี่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีแหละนะ เรายังคงนั
น้องพนักงานกล่าวก่อนจะเดินออกไปทิ้งให้ผมและพี่กรนั่งมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่เราทั้งคู่จะหยิบจานช้อนออกมาเตรียมทานอาหาร“พี่กรมาบ่อยหรอครับร้านนี้”“ก็บ่อยอยู่นะครับ อาหารที่นี่อร่อยนะคุณภัทรลองทานดูว่าถูกปากไหม”“แล้วพี่กรชอบทานอะไรของที่นี่เป็
ผมยิ้มให้มัดหมี่อีกครั้ง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องพนักงาน ก็เห็นว่าพี่กรกำลังนั่งทานอาหารที่ได้มาอยู่ก่อนแล้ว ผมเดินไปดึงเก้าอี้ออกมาแล้วหย่อนก้นตัวเองลงบนเก้าอี้นั้น และหยิบถ้วยของตัวเองมาเตรียมจะกินบ้าง“เติมน้ำจิ้มก่อนสิ”“น้ำจิ้ม?”“ซอง ๆ นั่นไง ไม่งั้นมันจืดมากนะ”“อ
“แต่ว่าผมหิวข้าวมากเลยเราสั่งอะไรมากินกันดีปะ”“แต่ร้านเราก็มีอาหารเยอะแยะเลยนะ ซื้อที่ร้านกินก็ได้”“หูย!ไม่เอาอะ ของที่ร้านผมกินมาตั้งแต่แม่เปิดร้านเลยนะ เบื่อจะตาย”“งั้นคุณภัทรก็สั่งเถอะครับ ผมไปซื้อในร้านนี่แหละ ง่ายด







