LOGINแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านลูกไม้เข้ามาตกกระทบใบหน้า โมเน่ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่หนักอึ้งกว่านั้นคือความรู้สึกผิดที่ก่อตัวอยู่เต็มอก
เธอนอนขดตัวอยู่บนเตียงนุ่ม มองเพดานห้องนอนที่คุ้นตาไปหมดแล้ว ภาพเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวทีละฉากราวกับหนังที่เล่นซ้ำไม่มีวันจบ สายฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาทางระเบียง เสียงฟ้าร้องคำรามอยู่ไกล ๆ อ้อมแขนที่รัดแน่นจนหนีไม่หลุด และริมฝีปากร้อนผ่าวที่กดทับลงมาอย่างไม่ยอมปล่อย เธอเอามือทั้งสองข้างทาบหน้าตัวเองแล้วกรี๊ดลั่นอยู่ในใจ กลิ้งตัวไปมาบนที่นอนจนผ้าห่มพันกันยุ่งเหยิง 'ไม่นะ ไม่ ๆๆๆ นี่มันไม่ใช่แผนที่วางไว้เลยสักนิด!' โมเน่พยายามนึกทบทวนเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาปลอบใจตัวเอง เธอเคยเรียนมาว่าตอนหวาดกลัวใกล้ตายหรือตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาปริมาณมาก และสารตัวนี้เองที่มักทำให้สมองสับสนระหว่างความกลัวกับความตื่นเต้นทางอารมณ์อื่น ๆ ใช่แล้ว มันคือ "อุบัติเหตุ" ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับใจเธอสักนิดเดียว เธอพยักหน้ากับตัวเองอย่างมั่นใจในทฤษฎีที่คิดขึ้นมาเอง ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้ใส่อะไรนอกจากเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งของใครบางคนที่มีกลิ่นน้ำหอมผู้ชายติดอยู่ทั่วเนื้อผ้า กลิ่นที่คุ้นเคยจนใจเต้นรัวทุกครั้งที่สูดเข้าไป "ไอ้พี่ไก่บ้า..." เธอพึมพำก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำอย่างเร่งรีบ ราวกับจะชะล้างความรู้สึกแปลก ๆ ในใจให้หายไปพร้อมกับฟองสบู่ที่ไหลผ่านร่างกาย เธอยืนอยู่ใต้ฝักบัวนานผิดปกติ ปล่อยให้น้ำอุ่นไหลรดตัวจนผิวแดงก่ำ พยายามคิดหาทางออกจากสถานการณ์ที่ตัวเองก่อขึ้นมา เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดเสื้อยืดตัวหลวมกับกางเกงขาสั้น โมเน่นั่งลงหน้ากระจกพลางคิดทบทวนแผนการใหม่ทั้งหมด แผนเดิมที่จะทำตัวบ้าให้ไคเบื่อแล้วถีบส่งไปหาอริณนั้นพังไม่เป็นท่า ยิ่งเธอบ้าเท่าไหร่ ไคยิ่งสนุกและหวงเธอมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับว่าเขากำลังสนุกกับเกมที่เธอเล่นด้วยซ้ำไป ราวกับทุกความวุ่นวายที่เธอสร้างขึ้นกลับกลายเป็นเสน่ห์ในสายตาของเขาไปเสียอย่างนั้น "งั้นก็ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์" เธอพึมพำกับตัวเองในกระจก ดวงตาเป็นประกายวาววับราวกับนักวางแผนกลยุทธ์มือฉมัง มือทั้งสองข้างกำแน่นเหมือนกำลังวางแผนศึกใหญ่ "ในเมื่อทำตัวบ้าแล้วไม่เวิร์ก งั้นก็ต้อง... ยั่วให้หลง แล้วชงให้ทิ้ง!" เธอนั่งขบคิดอยู่นานว่าจะเริ่มแผนการนี้ยังไงดี ถ้าเธอทำตัวติดพันเขามากเกินไป ออดอ้อนจนน่ารำคาญ เดี๋ยวผู้ชายแบบไคที่ชอบความท้าทายและมักจะเบื่อง่ายก็ต้องเบื่อหน่ายไปเองสักวัน ผู้ชายประเภทนี้มักจะรักในสิ่งที่ไขว่คว้าไม่ถึงเสมอ ไม่ใช่สิ่งที่โยนตัวเข้ามาหาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอย่างที่นิยายส่วนใหญ่มักเล่ากัน แผนดูดีในหัว โมเน่คิดพลางยิ้มพอใจ เธอลุกขึ้นไปเปิดตู้เสื้อผ้าค้นหาชุดที่จะใช้เป็นเครื่องมือในแผนการวันนี้ ก่อนจะพยักหน้าให้ตัวเองในกระจกอีกครั้งด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม มื้อเที่ยงวันนั้น เธอเดินลงมาจากห้องในชุดผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันรอบตัว ผมเปียกชุ่มหยดน้ำ ทำหน้าตาไม่รู้ตัวเดินผ่านหน้าห้องทำงานที่ไคกำลังนั่งประชุมออนไลน์กับทีมผู้บริหารอยู่พอดี หัวใจเธอเต้นตุบ ๆ ด้วยความประหม่าที่ซ่อนอยู่ใต้สีหน้าเรียบเฉยที่แสร้งทำขึ้น "อ้าว พี่ไก่ประชุมอยู่เหรอคะ โมยังไม่แต่งตัวเลย ขอโทษนะคะ" เธอทำเสียงเอ็นดูตัวเองพลางเอี้ยวตัวโบกมือให้กล้องเว็บแคมแบบไม่ได้ตั้งใจ ปากยิ้มหวานแต่ในใจกำลังลุ้นระทึกว่าแผนจะได้ผลไหม ไคหันมาสบตาเธอเสี้ยววินาที สายตาที่ฉายแววประหลาดใจปนขบขันแวบผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกดปิดกล้องตัวเองทันทีอย่างไม่รีรอ "ขอโทษครับ เดี๋ยวผมกลับมาต่อ" เขาพูดกับทีมงานในจอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะลุกขึ้นเดินมาหาโมเน่ที่กำลังยิ้มกริ่มอยู่ในใจ "ทำไมยังไม่แต่งตัว" เขาถามเสียงต่ำ สายตาจับจ้องอยู่ที่เธอโดยไม่ละไปไหน ราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง "หมอบอกว่าการกระตุ้นอารมณ์รักช่วยให้เซลล์สมองส่วนความจำฟื้นฟูได้เร็วขึ้นค่ะ ที่รัก" เธอตอบพลางกะพริบตาปริบ ๆ ใส่ ทำหน้าเหมือนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พยายามควบคุมมือที่เริ่มสั่นเพราะความประหม่าให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ คำตอบที่เธอคาดหวังคือไคต้องส่ายหน้าเอือมระอาแล้วไล่เธอกลับห้อง แต่สิ่งที่ได้กลับตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ไคเอียงคอมองเธอจากหัวจรดเท้าอย่างช้า ๆ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อันตรายกว่าเดิม สายตาที่เคยเย็นชากลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้โมเน่รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว "งั้นเหรอ" เขาก้าวเข้ามาใกล้จนโมเน่ต้องถอยหลังชนกับผนัง "ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ควรจะช่วยกระตุ้นให้เต็มที่สินะ" มือใหญ่ของไคยันอยู่ข้างศีรษะเธอทั้งสองด้าน ก้มหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจกระทบกัน กลิ่นน้ำหอมของเขาลอยมาแตะจมูกจนโมเน่แทบลืมหายใจ เธอที่วางแผนมาอย่างดีถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อก หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุอก มือทั้งสองข้างที่กำผ้าเช็ดตัวไว้แน่นเริ่มสั่นเทา "พ พ...พี่! ยังประชุมอยู่นะ!" เธอรีบดันอกเขาออกอย่างตื่นตระหนก แผนล่อลวงพังไม่เป็นท่าตั้งแต่ยกแรก To be continuedโมเน่นิ่งไปชั่วครู่ ใจหวิวขึ้นมาแปลก ๆ กับคำพูดนั้น เธอรู้สึกอบอุ่นในอกแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยตลอดที่อยู่ในร่างนี้ เธอเดินตามไคเข้ารถอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้ความรู้สึกในใจค่อย ๆ ตกตะกอนไปตลอดทางเมื่อกลับถึงคฤหาสน์ ไคจูงมือเธอเดินขึ้นห้องด้วยสีหน้าพึงพอใจ แสงไฟในโถงบันไดสลัวรางส่องกระทบใบหน้าทั้งสองขณะเดินขึ้นไปด้วยกัน เขาต้อนเธอเข้ามุมกำแพงข้างประตูห้องนอน มือทั้งสองยันอยู่ข้างศีรษะเธอ"วันนี้ทำดีมากเลยนะ หมูเน่" เขากระซิบใกล้ใบหู น้ำเสียงต่ำทุ้มเต็มไปด้วยความพอใจ "รางวัลของเด็กดีที่ช่วยเล่นละครให้พี่วันนี้ คือการที่พี่จะดูแลเธอ...ทั้งคืน"โมเน่รู้สึกใจเต้นรัวจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง ริมฝีปากอ้าจะเถียงกลับแต่ไม่มีคำไหนหลุดออกมาได้เลยสักคำ มีเพียงแสงไฟในห้องที่ค่อย ๆ ถูกปิดลงพร้อมกับประตูที่ปิดสนิทตามหลัง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันของค่ำคืนที่รอคอยอยู่เบื้องหลังประตูบานนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น โมเน่ตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเพลีย ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เธอเหลือบมองไคที่ยังหลับสนิทอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าคมเข้มที่ยามหลับดูอ่อนโยนกว่ายามตื่นมากนัก เธอเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวก่อนจะร
"หนูจะต้องใส่ชุดนี้จริง ๆ เหรอคะ" โมเน่บ่นพึมพำขณะยืนหน้ากระจกบานใหญ่ มองชุดเดรสสีชมพูอ่อนที่คนใช้ช่วยกันแต่งตัวให้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมถูกจัดทรงสวยหรู หน้าตาแต่งแต้มให้ดูอ่อนหวานผิดจากที่เธอคุ้นชิน กระโปรงบานเบาสะบัดตามจังหวะที่เธอขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจ"สวยแล้ว เธอต้องไปกินข้าวที่บ้านพ่อแม่ฉันวันนี้" ไคยืนพิงกรอบประตูมองเธออย่างพอใจ สายตาส่องประกายชื่นชมจนโมเน่ต้องหันหนีเพราะเขินจนหน้าร้อนวูบ"ทำไมต้องแต่งขนาดนี้ด้วยล่ะคะ กินข้าวแค่มื้อเดียวเอง" เธอเอ่ยพลางดึงชายกระโปรงเบา ๆ ด้วยความอึดอัด ไม่คุ้นเคยกับชุดที่หรูหราขนาดนี้เลยสักนิด"เพราะเธอเป็นคู่หมั้นของฉันไง" เขาตอบง่าย ๆ พร้อมยื่นมือมาให้เธอจับ นิ้วเรียวของเธอวางลงบนฝ่ามือกว้างของเขาอย่างไม่มีทางเลือกระหว่างทางไปคฤหาสน์วรโชติใหญ่ โมเน่นั่งนิ่งอยู่ในรถ มองวิวข้างทางที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ใจคิดถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญข้างหน้า เธอไม่รู้เลยว่าวันนี้จะมีอะไรรอเธออยู่บ้างทว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องอาหารของคฤหาสน์วรโชติใหญ่ สิ่งแรกที่โมเน่เห็นทำเอาใบหน้าเธอเปลี่ยนสีทันที เพราะมีอริณนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ในชุดทำงานเรียบร้อยเหมือนเช
ไคหัวเราะเบา ๆ ในลำคอก่อนจะถอยออกไปอย่างใจเย็น "รู้ตัวแล้วสินะว่าใครจะแพ้เกมนี้ก่อนกัน" เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องทำงานไปต่อประชุมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งเสียงหัวเราะแผ่วเบาไว้ข้างหลังโมเน่ยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าห้อง มือกำผ้าเช็ดตัวแน่น หน้าแดงจนร้อนวูบไปทั้งใบหน้า เธอรีบเดินหนีขึ้นห้องด้วยฝีเท้าเร็วผิดปกติ ปิดประตูดังปัง แล้วทรุดตัวลงนั่งพิงประตูอยู่อย่างนั้น หัวใจยังคงเต้นแรงไม่หยุด'ไอ้บ้าเอ๊ย มันไม่กลัวสายตาคนในที่ประชุมเลยเหรอ!' เธอคิดในใจพลางเอามือทั้งสองปิดหน้าที่ยังคงร้อนผ่าวอยู่คืนต่อมา เธอลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้แอบย่องเข้าไปในห้องทำงานตอนไคกำลังตรวจเอกสารสำคัญ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าเขาที่กำลังจดจ่ออยู่กับกองเอกสารสูงเป็นตั้ง เธอนั่งลงตักเขาแบบไม่ขออนุญาต แขนโอบรอบคอ ทำหน้าเหมือนแมวเหมียวขอความรัก"พี่ไก่คะ เบื่องานแล้ว มาเล่นกับหนูดีกว่า" เธอกระซิบข้างหูพลางเป่าลมหายใจเบา ๆ ตามสูตรในนิยายที่เคยอ่านมา มือเรียวเล่นอยู่ที่ปกเสื้อของเขาอย่างเป็นธรรมชาติไควางปากกาลงอย่างสงบ มือหนึ่งโอบเอวเธอไว้แน่น อีกมือลูบผมที่ยังหอมกลิ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านลูกไม้เข้ามาตกกระทบใบหน้า โมเน่ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่หนักอึ้งกว่านั้นคือความรู้สึกผิดที่ก่อตัวอยู่เต็มอกเธอนอนขดตัวอยู่บนเตียงนุ่ม มองเพดานห้องนอนที่คุ้นตาไปหมดแล้ว ภาพเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวทีละฉากราวกับหนังที่เล่นซ้ำไม่มีวันจบ สายฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาทางระเบียง เสียงฟ้าร้องคำรามอยู่ไกล ๆ อ้อมแขนที่รัดแน่นจนหนีไม่หลุด และริมฝีปากร้อนผ่าวที่กดทับลงมาอย่างไม่ยอมปล่อยเธอเอามือทั้งสองข้างทาบหน้าตัวเองแล้วกรี๊ดลั่นอยู่ในใจ กลิ้งตัวไปมาบนที่นอนจนผ้าห่มพันกันยุ่งเหยิง'ไม่นะ ไม่ ๆๆๆ นี่มันไม่ใช่แผนที่วางไว้เลยสักนิด!'โมเน่พยายามนึกทบทวนเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาปลอบใจตัวเอง เธอเคยเรียนมาว่าตอนหวาดกลัวใกล้ตายหรือตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาปริมาณมาก และสารตัวนี้เองที่มักทำให้สมองสับสนระหว่างความกลัวกับความตื่นเต้นทางอารมณ์อื่น ๆ ใช่แล้ว มันคือ "อุบัติเหตุ" ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับใจเธอสักนิดเดียวเธอพยักหน้ากับตัวเองอย่างมั่นใจในทฤษฎีที่คิดขึ้นมาเอง ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเ
เขาคำรามต่ำก่อนจะรูดซิปลงปลดกางเกงทิ้งไป ร่างกายกำยำเปลือยเปล่าปรากฏโฉมทุกสัดส่วน ความเป็นชายขนาดยักษ์เด้งทะลักออกมาอย่างทรงพลังทั้งยาวใหญ่และหนา เส้นเลือดปูดโปนตามความยาว ส่วนปลายบานแดงฉ่ำมันวาวเยิ้ม โมเน่เหมือนถูกกระชากสติกลับมาดวงตาเธอเบิกกว้างอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตสั่นระริกจับจ้องความยิ่งใหญ่ตรงหน้าในหัวประมวลผลวุ่นวายจนเผลอคิดพิเรนทร์ ‘คนเขียนนิยายเรื่องนี้ใส่เลขผิดหรือเปล่าเนี่ย?! ใหญ่ขนาดนี้ฉันได้ตายคาเตียงแน่ๆ’ร่างเล็กพยายามถดตัวหนีจนแผ่นหลังชนหัวเตียง แต่ไคกลับคว้าข้อเท้าเธอไว้แล้วลากกลับมาอยู่ใต้ร่างอย่างง่ายดาย เขาโน้มตัวลงมาทับจนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุและขนาดอันน่าเกรงขามที่บดเบียดอยู่ตรงหน้าขา"เป็นอะไร..." ไคหัวเราะทุ้มในลำคอ เมื่อเห็นท่าทีช็อกสุดขีดของสาวน้อยใต้ร่าง เขาขยับกายเข้าไปใกล้จนส่วนหัวที่ฉ่ำวาวเฉียดกรายร่องนุ่มที่เปียกชุ่ม"พี่ไก่ ไม่เอา! มันใหญ่ไป ฉันไม่ไหวหรอก!""ทำไมจะไม่ไหว ยังไม่ได้ลองเลย" ไคกระซิบข้างหู เสียงทุ้มแหบพร่าเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม "ปากเธอยังด่าฉันแซ่บขนาดนั้น มาดูสิ้ว่าปากล่างจะแซ่บขนาดไหน""ไอ้คนลามก! ปล่อยนะ!""หึ ด่าสิ ด่าอี
"ไม่! ปล่อยฉันนะ!" โมเน่แผดเสียงพลางปัดป้องพัลวัน เธอพยายามจะรวบสาบเสื้อเข้าหากันและปัดมือใหญ่ของเขาออกไป แต่พละกำลังของตัวเองกลับน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับเขา ไคใช้มือเพียงข้างเดียวรวบข้อมือทั้งสองของเธอไว้แน่นแล้วกดลงกับเตียงนุ่ม"พี่ไก่! ไอ้คนบ้า! ปล่อย!" โมเน่ดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าไคกลับใช้นิ้วหนาแกะกระดุมเสื้อเธอออกอย่างใจเย็นและยั่วเย้าเม็ดแรกหลุดออก เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่ขึ้นสีระเรื่อ เม็ดที่สองและสามตามมาติดๆ แม้โมเน่จะบิดกายหนีและพยายามจะหุบไหล่เพื่อปกปิดเพียงใด ไคก็จัดการกระชากอาภรณ์ที่เปียกชื้นนั้นให้พ้นทางจนทรงเสน่ห์อวบอิ่มเด้งออกมาสู้สายตาอย่างโจ่งแจ้งไคกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเขาแผดเผาจนโมเน่รู้สึกร้อนไปทั้งตัว เขาโน้มหน้าลงประทับจูบบนรอยแดงเก่าที่เขาเคยฝากไว้ ลิ้นร้อนชื้นวนเวียนปลุกเร้าจนร่างบางสะท้านเฮือก ความพยศในตอนแรกเริ่มมลายกลายเป็นความซ่านสยิว"สวยชิบ ถ้ามีของดีก็น่าจะเอามาอวดกันแต่แรกสิ"“หยุดเถอะ ขอร้อง” โมเน่กัดริมฝีปากมองไคที่จัดการสลัดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายทิ้งไป ไคหยุดชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างบางที่สั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างอย่างห







