تسجيل الدخولก่อนหน้าที่จะไปถึงจุดนั้น ย้อนกลับไปในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน อริณเดินทางไปพบพ่อแม่ของไคที่คฤหาสน์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เธอนำเอกสารเกี่ยวกับงานแต่งงานไปให้ดูอย่างขยันขันแข็ง แฝงความหวังไว้ว่าจะได้ยินข่าวคราวความคืบหน้าจากฝั่งวรโชติบ้าง
"หนูอริณมาอีกแล้วเหรอ วันนี้มาเรื่องอะไรจ๊ะ" แม่ของไคถามด้วยรอยยิ้มอบอุ่นราวกับเป็นลูกสาวคนหนึ่งของบ้าน "อริณเอารายชื่อดอกไม้ประดับงานมาให้คุณแม่เลือกค่ะ กลัวว่าคุณโมเน่จะไม่มีแรงมาช่วยเลือกเพราะยังไม่ค่อยสบาย" เธอตอบพลางยื่นแฟ้มเอกสารให้ ระหว่างนั้นก็แอบสอดแทรกคำพูดที่ฟังดูเป็นห่วงใยเรื่องอาการของโมเน่เข้าไปด้วยอย่างแนบเนียน "อาการของหนูโมเน่ยังไม่ดีขึ้นเลยเหรอคะ" อริณถามพลางทำสีหน้ากังวล "อริณได้ยินมาว่าบางทีอาการความจำเสื่อมแบบนี้อาจจะมีสาเหตุอื่นซ่อนอยู่ก็ได้นะคะ อริณเป็นห่วงจริง ๆ ค่ะ" แม่ของไคฟังแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น เพียงแค่ขอบคุณอริณที่เอาใจใส่ครอบครัวมากขนาดนี้ ไม่รู้เลยว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยที่อริณค่อย ๆ หว่านไว้ทีละนิดเพื่อรอวันเก็บเกี่ยวผล หลังจากคุยกับแม่ของไคเสร็จ อริณเดินออกจากคฤหาสน์ด้วยรอยยิ้มพอใจ เธอรู้ดีว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยที่หว่านไว้ในใจของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะเริ่มออกดอกผลในไม่ช้า สิ่งที่เธอต้องทำต่อไปคือรอคอยเวลาที่เหมาะสมเพื่อลงมือขั้นสุดท้าย ระหว่างทางกลับคอนโดของตัวเอง อริณนั่งอยู่ในรถเงียบ ๆ มองไฟถนนที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ความคิดยังคงวนเวียนอยู่กับภาพที่เห็นระหว่างมื้ออาหารครั้งก่อน ภาพที่ไคดูแลเอาใจใส่โมเน่อย่างที่ไม่เคยทำกับเธอมาก่อนตลอดหลายปีที่ทำงานร่วมกัน เธอนึกย้อนไปถึงวันแรกที่ได้เข้ามาทำงานเป็นเลขาส่วนตัวของไค วันที่เขายังเป็นชายหนุ่มไฟแรงที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งบริหารบริษัทของครอบครัว อริณเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่เข้าใจเขาอย่างแท้จริง เป็นคนเดียวที่รู้ทุกความชอบและนิสัยแปลก ๆ ของเขา 'ทำไมมันถึงต้องเป็นโมเน่ด้วย' เธอคิดในใจพลางกัดฟันแน่น ความรู้สึกอิจฉาที่สะสมมานานเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่พร้อมจะระเบิดออกมาทุกเมื่อ เมื่อถึงคอนโด เธอเดินขึ้นห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ทันทีที่ประตูปิดสนิท รอยยิ้มเยือกเย็นที่แสร้งทำมาตลอดทั้งวันก็หายไปในทันที เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อพรากทุกอย่างที่โมเน่มีกลับคืนมาให้ตัวเอง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม เธอเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เลื่อนดูรูปภาพเก่า ๆ ที่เก็บสะสมไว้เป็นปีอย่างใจเย็น มีทั้งภาพงานเลี้ยงบริษัท ภาพทริปดูงานต่างประเทศที่เธอได้ติดตามไคไปด้วยในฐานะเลขาส่วนตัว ทุกภาพล้วนเป็นความทรงจำที่เธอเฝ้าถนอมไว้ราวกับสมบัติล้ำค่า "ฉันทุ่มเทให้เขามามากกว่าใครทั้งนั้น" เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงเจือด้วยความขมขื่น มือกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาว เธอวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วเดินไปนั่งที่ระเบียงคอนโด มองแสงไฟของเมืองที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่เบื้องล่าง ในใจคิดคำนวณขั้นตอนต่อไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าแผนที่วางไว้กับพ่อของโมเน่ไม่ได้ผลอย่างที่หวัง เธอก็ยังมีหมากอีกหลายตัวที่พร้อมจะเดินต่อไปโดยไม่ลังเล ลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านใบหน้าของเธอเบา ๆ อริณหลับตาลงสูดหายใจลึก ๆ ราวกับกำลังสะสมพลังใจสำหรับศึกครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง เธอไม่มีทางยอมแพ้ง่าย ๆ แน่นอน ไม่ว่าจะต้องเสียอะไรไปก็ตาม To be continued"ทำไมมันถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้" เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว มือกำแก้วกาแฟแน่นจนข้อนิ้วขาวเธอนึกถึงคืนหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อนที่ไคทำงานดึกจนดึกดื่น เธอเป็นคนเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนเขาจนถึงเช้า ทั้งคู่นั่งคุยกันเรื่องต่าง ๆ นานาจนเธอเผลอคิดไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากำลังจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นเพียงความเข้าใจผิดของเธอฝ่ายเดียวเท่านั้นเธอจ่ายเงินค่ากาแฟแล้วเดินออกจากร้านด้วยสีหน้าที่แข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม ระหว่างเดินไปที่รถ โทรศัพท์ของเธอสั่นขึ้นพร้อมข้อความจากเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่แจ้งว่าบริษัทกำลังจะจัดงานเลี้ยงพันธมิตรอีกครั้งในสัปดาห์หน้า และคราวนี้ไคประกาศชัดเจนว่าจะพาโมเน่ไปร่วมงานด้วยอย่างเป็นทางการในฐานะภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ข่าวนี้ยิ่งจุดไฟความแค้นในใจอริณให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือ ในหัวเริ่มคิดแผนการใหม่ที่อันตรายกว่าเดิมหลายเท่า แผนที่เธอจะไม่ยอมพลาดอีกต่อไปไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามคืนนั้น เธอนั่งอยู่คนเดียวในห้องพักส่วนตัว ไล่เรียงรายชื่อคนสนิทที่ยังทำงานอยู่ในคฤหาสน์ของไคที่เธอเคยให้ควา
หลังจากโมเน่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่กี่วัน ไคก็สั่งรื้อห้องว่างที่อยู่ใกล้ห้องนอนของตัวเองทันที เปลี่ยนให้กลายเป็นห้องเด็กอ่อนสีพาสเทลน่ารักน่าชัง ผนังถูกทาสีฟ้าอ่อนสลับเหลืองอ่อน มีตุ๊กตาหมีตัวใหญ่วางอยู่มุมห้อง เขาซื้อหนังสือ "คู่มือคุณพ่อมือใหม่" มาอ่านทุกคืนอย่างตั้งใจ พร้อมสั่งอาหารออร์แกนิกทุกมื้อมาให้โมเน่กินอย่างพิถีพิถัน"วันนี้ต้องกินผักใบเขียวเยอะ ๆ นะ ดีต่อลูกในท้อง" ไคยื่นจานสลัดให้พลางนั่งเฝ้าดูจนกว่าเธอจะกินหมดจาน"พี่จู้จี้เหมือนคุณยายเลยนะคะเนี่ย" โมเน่บ่นพึมพำแต่ก็ยอมกินตามที่บอกอยู่ดี แอบยิ้มในใจกับความเอาใจใส่ที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อนไคปฏิเสธการเข้าออฟฟิศแทบทุกวัน สั่งให้ยกเลิกการประชุมสำคัญที่มีอริณเป็นคนดูแลทั้งหมด เพราะรู้ดีว่าโมเน่ไม่สบายใจทุกครั้งที่รู้ว่าทั้งคู่ยังต้องติดต่อกันเรื่องงานการกระทำนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของอริณในบริษัทดูด้อยค่าลงทันที เพราะแม้แต่บอสของเธอเองก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ให้พูดคุยเรื่องงานด้วยซ้ำ อริณต้องเดินเข้าไปทำงานท่ามกลางสายตานินทาของพนักงานคนอื่นที่รู้กันทั่วบริษัทแล้วว่าตอนนี้คุณไคติดคู่หมั้นหนักมาก จนไม่สนใจเรื่องงานเหมือนเดิม"ได้ย
เธอเอื้อมมือมาลูบผมของไคเบา ๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะกระซิบกับตัวเองเบา ๆ ว่า "นี่ฉันกำลังจะตกหลุมรักไอ้พี่ไก่คนนี้จริง ๆ แล้วสินะ" เธอนอนมองเพดานห้องเงียบ ๆ อยู่นาน ครุ่นคิดถึงเส้นทางชีวิตที่พลิกผันไปไกลจากแผนเดิมที่วางไว้มากมายเหลือเกิน จากที่ตั้งใจจะถอนหมั้นหนีไปให้ไกลที่สุด กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เธอกำลังจะมีลูกกับชายคนที่เธอเคยคิดว่าเป็นแค่ตัวร้ายในนิยาย 'ถ้าโมเน่คนเก่ารู้เรื่องนี้เข้า เธอจะโกรธฉันไหมนะ' โมเน่คิดในใจพลางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย ปล่อยให้ความคิดวุ่นวายทั้งหมดพักผ่อนไปพร้อมกับเธอในค่ำคืนนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น ไคตื่นขึ้นมาก่อนโมเน่ตามเคย เขานั่งมองเธอที่ยังหลับสนิทอยู่ด้วยสายตาอ่อนโยน มือลูบท้องเธอเบา ๆ ผ่านผ้าห่มอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังทักทายลูกน้อยที่ยังไม่รู้จักหน้าตา "อรุณสวัสดิ์ลูก" เขากระซิบเบา ๆ กับหน้าท้องของโมเน่ น้ำเสียงอ่อนโยนที่ไม่มีใครเคยได้ยินจากเขามาก่อนตลอดชีวิตการทำงาน โมเน่ที่แอบตื่นมาได้ยินคำพูดนั้นพอดี รีบหลับตาแกล้งทำเป็นยังหลับอยู่ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความประหลาดใจปนซาบซึ้งใจ เธอไม่เคยคิดเลยว่าไคจะมีด้านที่อ่อนโยน
ข่าวการตั้งท้องของโมเน่แพร่ไปถึงพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายอย่างรวดเร็ว ความโกรธเคืองเรื่อง "ข่าวลบ" ที่เคยเป็นปัญหาใหญ่เมื่อวานถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นดีใจที่จะได้หลานทายาทคนแรกของทั้งสองตระกูลในทันทีวรโชติที่เคยโกรธจัดจนบุกมาที่คฤหาสน์ไค ตอนนี้กลับนั่งยิ้มแก้มปริอยู่ที่โรงพยาบาล พูดคุยกับพ่อของไคทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับลืมเรื่องที่ทะเลาะกันไปเมื่อวานจนหมดสิ้น"งั้นเราจัดงานแต่งงานให้เร็วที่สุดเลยไหมครับ อ้างเรื่องสุขภาพของโมเน่ก็ได้ครับ จะได้ไม่มีใครมาว่าอะไรได้" วรโชติเสนอด้วยความกระตือรือร้น มือถือโทรศัพท์แนบหูอย่างใกล้ชิดทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันทันทีที่จะจัดงานแต่งงานอย่างสมเกียรติและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกอย่างถูกวางแผนใหม่หมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทั้งสถานที่ วันเวลา และรายชื่อแขกที่ต้องเชิญในห้องพักฟื้น พี่โรมแอบเข้ามาคุยกับโมเน่สองต่อสองระหว่างที่ไคออกไปคุยธุระข้างนอก เขายืนยันกับน้องสาวว่าตอนนี้พ่อสงบลงแล้วและรู้สึกผิดที่ด่วนตัดสินใจโดยไม่ฟังเหตุผลก่อน"พี่กำลังสืบหาคนปล่อยข่าวอยู่นะ" พี่โรมกระซิบเบา ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง "พี่มั่นใจว่าเป็นฝีม
นอกห้องพักฟื้น อริณยืนแอบฟังอยู่หน้าประตูอย่างเงียบ ๆ มือของเธอกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือจนแทบเลือดซิบ ความจริงเรื่องที่โมเน่ตั้งท้องเป็นเหมือนจุดจบของความฝันทั้งหมดที่เธอเฝ้าถนอมมานาน เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดลงทุกวินาที'ไม่มีทาง...ไม่มีทางที่ไคจะทิ้งเด็กคนนี้ไปได้แน่ ๆ' เธอคิดในใจพลางกัดฟันแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บแค้นและสิ้นหวัง มือที่กำอยู่ข้างลำตัวสั่นเทาจนต้องพิงผนังไว้เพื่อประคองตัวพี่โรมที่เดินมาเยี่ยมน้องสาวพอดีก็เห็นอริณยืนแอบฟังอยู่หน้าห้องพักฟื้นแบบนั้น เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อยแล้วสังเกตเห็นแวว ตาของเลขาคนนี้ที่ดูผิดปกติไปจากที่เคยเห็น มีอะไรบางอย่างในสายตานั้นที่ทำให้เขาเริ่มสงสัยขึ้นมาทันที"คุณอริณมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ครับ" พี่โรมถามด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่สายตากลับจับจ้องอย่างสังเกตการณ์ พยายามอ่านสีหน้าของเธอให้ออกให้ได้มากที่สุดอริณสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบยิ้มกลบเกลื่อน "อ๋อ...มาเยี่ยมคุณโมเน่น่ะค่ะ เป็นห่วงมากเลยค่ะพอดี" เธอตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูฝืน ๆ ผิดปกติจากที่เคยเห็นพี่โรมพยักหน้ารับคำแต่ในใจกลับเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ต
โมเน่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตาของห้องพักฟื้น เธอกะพริบตาสองสามครั้งเพื่อปรับสายตา ก่อนจะรู้ตัวว่ากำลังนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในห้องวีไอพีที่หรูหราที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา สายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ที่หลังมือข้างขวา เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะเบา ๆ อยู่ข้างเตียงคนแรกที่เธอเห็นไม่ใช่พ่อหรือพี่โรมอย่างที่คาดคิด แต่กลับเป็นไคที่นั่งไขว่ห้างอ่านเอกสารอยู่บนโซฟาข้างเตียง สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ดวงตาจะยังคงมีร่องรอยความอ่อนล้าให้เห็นอยู่ลาง ๆโมเน่ค่อย ๆ นึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่คฤหาสน์ ภาพพ่อที่มาบุกเข้ามาด้วยความโกรธ ภาพไคที่ทิ้งระเบิดคำพูดใส่ทุกคน แล้วเธอก็อาเจียนออกมาต่อหน้าคนทั้งบ้านก่อนจะหมดสติไป เธอได้แต่ถอนหายใจยาวด้วยความอึดอัดใจ พยายามขยับตัวเล็กน้อยแต่รู้สึกอ่อนแรงไปทั้งร่าง"ตื่นแล้วเหรอ" ไคเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงขยับตัว เขาวางเอกสารลงแล้วรีบลุกขึ้นเดินมาที่ข้างเตียงด้วยท่าทีรีบร้อนกว่าที่สีหน้าแสดงออก"หนู...หนูเป็นอะไรไปคะ" โมเน่ถามด้วยเสียงแหบแห้ง ลำคอแห้งผากจนแทบพูดไม่ออกไคยื่นแก้วน้ำมาให้เธอจิบก่อนจะตอ







