تسجيل الدخولเขาพูดเสียงหนักแน่นเย็นชา สายตาจับจ้องไปที่วรโชติอย่างไม่หวั่นเกรง
"ไค นี่มันเรื่องของครอบครัวฉัน แกไม่มีสิทธิ์มายุ่ง!" วรโชติตะโกนกลับด้วยความโกรธ พยายามจะก้าวเข้ามาใกล้อีกครั้งแต่ถูกไคขวางไว้อย่างมั่นคง "ผมมีสิทธิ์เต็มที่ครับ เพราะโมเน่คือคู่หมั้นของผม" ไคตอบกลับทันทีโดยไม่หวั่นไหว น้ำเสียงเย็นชาแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่มีใครกล้าท้าทาย ไม่รอให้พี่โรมกับวรโชติอ้าปากพูดอะไรต่อ ไคก็ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ใส่ทันที สายตาเหลือบไปทางอริณที่ยืนแอบดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ด้วย เขาสังเกตเห็นเธอมาตั้งแต่แรกแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น "อีกอย่างนึงครับ...ถ้าโมเน่ต้องไปรับการบำบัดอย่างที่คุณพ่อว่า ลูกในท้องของเธอที่เป็นทายาทคนเดียวของผม ใครจะรับผิดชอบ?" คำพูดนั้นทำให้ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบไปชั่วขณะ วรโชติถึงกับอ้าปากค้าง มือที่เอื้อมไปคว้าตัวลูกสาวหยุดชะงักกลางอากาศ แม้แต่พี่โรมก็อึ้งไปเหมือนกัน หันมามองโมเน่ด้วยสายตาตกใจสุดขีด "ท...ท้อง?" วรโชติพึมพำด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง เสียงสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำพูด โมเน่ที่ได้ยินคำพูดของไคก็ตกใจไม่แพ้กัน เธอกำลังจะเถียงกลับทันทีว่า "ฉันไม่ได้ท้อง!" แต่ยังไม่ทันได้พูดคำไหนออกมา อาการคลื่นไส้ที่สะสมมาตั้งแต่เช้าก็ถาโถมขึ้นมาอย่างรุนแรงเสียก่อน ท้องไส้ปั่นป่วนราวกับมีอะไรบางอย่างพลิกกลับไปมาอยู่ข้างใน "อ๊วก..." เธอรีบเอามือปิดปาก ก่อนจะอาเจียนออกมาต่อหน้าทุกคนที่ยืนอยู่ในนั้นทั้งหมด ร่างกายที่อ่อนล้าและตกใจสุดขีดทำให้เธอหมดสติไปทันทีในอ้อมกอดของไคที่รีบเข้าประคองไว้ทัน "โมเน่!" เสียงตะโกนของทุกคนดังขึ้นพร้อมกัน บรรยากาศในคฤหาสน์ที่เคยตึงเครียดด้วยความโกรธเปลี่ยนเป็นความชุลมุนของความตกใจในทันที พี่โรมรีบวิ่งเข้ามาช่วย ในขณะที่วรโชติยืนนิ่งด้วยความตกตะลึง ความโกรธที่เคยมีเมื่อครู่มลายหายไปในทันที เหลือเพียงความกังวลใจที่ท่วมท้นแทน เขายืนมองลูกสาวที่หมดสติอยู่ในอ้อมกอดของไคด้วยมือที่ยังคงสั่นอยู่ไม่หยุด "หมอ! ต้องเรียกหมอด่วน!" วรโชติตะโกนออกมาด้วยความตื่นตระหนก ลืมความโกรธที่มีเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น อริณที่ยืนแอบดูอยู่ห่าง ๆ ใบหน้าซีดเผือดลงทันที มือที่กำอยู่ข้างลำตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ความจริงที่ว่าโมเน่กำลังตั้งท้องเป็นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ทำลายแผนการทั้งหมดที่เธอวางไว้อย่างแนบเนียนให้พังทลายลงในพริบตา "ไม่นะ...มันเป็นไปไม่ได้..." เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง สายตาจ้องมองภาพที่ไคอุ้มร่างไร้สติของโมเน่วิ่งไปที่รถอย่างไม่ยอมละสายตา ทุกอย่างที่เธอวางแผนมาตลอดหลายสัปดาห์กำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ไคสั่งให้คนขับรถพาโมเน่ไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอช้า เขาอุ้มร่างของเธอขึ้นรถด้วยความรีบร้อน สีหน้าเคร่งเครียดสุดขีดที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน ทิ้งให้วรโชติกับพี่โรมยืนตะลึงอยู่หน้าคฤหาสน์ ก่อนทั้งคู่จะรีบตามขึ้นรถของตัวเองไปด้วยความกังวล ส่วนอริณเองก็ได้แต่ยืนกำหมัดแน่นมองรถที่ค่อย ๆ เลี้ยวออกไปจนลับตา ความรู้สึกพ่ายแพ้เริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอยืนอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานจนกระทั่งพนักงานในบ้านต้องเดินมาเชิญให้กลับ เธอถึงได้รู้ตัวว่าตัวเองเผลอยืนนิ่งไปนานแค่ไหนแล้ว ระหว่างทางไปโรงพยาบาล ไคนั่งอยู่ในรถกอดร่างของโมเน่ไว้แน่น มือลูบผมเธอเบา ๆ อย่างกังวลใจสุดขีด สายตาจับจ้องใบหน้าซีดเผือดของเธอไม่ละไปไหน ทุกวินาทีที่รถแล่นผ่านไปรู้สึกยาวนานราวกับเป็นชั่วโมง "อดทนหน่อยนะ อีกแป๊บเดียวก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว" เขากระซิบข้างหูเธอซ้ำ ๆ ทั้งที่รู้ดีว่าเธอไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นในตอนนี้ แต่ก็อดพูดออกมาไม่ได้ ราวกับคำพูดเหล่านั้นจะช่วยให้เขาเองรู้สึกสงบลงได้บ้าง วรโชติที่นั่งรถตามมาข้างหลังก็ไม่ต่างกัน เขานั่งนิ่งอยู่ในรถด้วยสีหน้าซีดเผือด มือกุมหน้าผากแน่นด้วยความรู้สึกผิดที่ท่วมท้น หากลูกสาวหรือหลานในท้องเป็นอะไรไป เขาคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้เลยตลอดชีวิต "พ่อครับ ใจเย็น ๆ ก่อนนะ ตอนนี้ต้องรอฟังหมอก่อน" พี่โรมพยายามปลอบใจพ่อที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แม้ในใจตัวเองก็รู้สึกกังวลไม่แพ้กัน "ถ้าโมเน่เป็นอะไรไป พ่อคงไม่ให้อภัยตัวเองแน่ ๆ" วรโชติพึมพำเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว เขานึกย้อนไปถึงคำพูดที่ตะโกนใส่ลูกสาวเมื่อครู่ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง หากรู้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ เขาคงไม่มีวันทำแบบนั้นลงไปเด็ดขาด รถทั้งสองคันแล่นเข้าสู่ประตูโรงพยาบาลพร้อมกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ทีมแพทย์ที่เตรียมพร้อมรออยู่แล้วรีบนำเปลมารับตัวโมเน่จากอ้อมกอดของไคทันที ทุกคนวิ่งตามหลังเปลไปจนถึงประตูห้องฉุกเฉินด้วยใจที่เต้นระทึกไม่แพ้กัน ประตูห้องฉุกเฉินปิดลงเบื้องหน้าทุกคน เหลือเพียงไฟสัญญาณสีแดงที่กะพริบอยู่เหนือประตู ไค วรโชติ และพี่โรมยืนนิ่งอยู่หน้าห้องด้วยความกังวลที่ท่วมท้น ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ มีเพียงเสียงนาฬิกาบนผนังที่เดินเข็มอยู่เงียบ ๆ ราวกับกำลังนับถอยหลังความอดทนของทุกคนในที่นั้น To be continued"ทำไมมันถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้" เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว มือกำแก้วกาแฟแน่นจนข้อนิ้วขาวเธอนึกถึงคืนหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อนที่ไคทำงานดึกจนดึกดื่น เธอเป็นคนเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนเขาจนถึงเช้า ทั้งคู่นั่งคุยกันเรื่องต่าง ๆ นานาจนเธอเผลอคิดไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากำลังจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นเพียงความเข้าใจผิดของเธอฝ่ายเดียวเท่านั้นเธอจ่ายเงินค่ากาแฟแล้วเดินออกจากร้านด้วยสีหน้าที่แข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม ระหว่างเดินไปที่รถ โทรศัพท์ของเธอสั่นขึ้นพร้อมข้อความจากเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่แจ้งว่าบริษัทกำลังจะจัดงานเลี้ยงพันธมิตรอีกครั้งในสัปดาห์หน้า และคราวนี้ไคประกาศชัดเจนว่าจะพาโมเน่ไปร่วมงานด้วยอย่างเป็นทางการในฐานะภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ข่าวนี้ยิ่งจุดไฟความแค้นในใจอริณให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือ ในหัวเริ่มคิดแผนการใหม่ที่อันตรายกว่าเดิมหลายเท่า แผนที่เธอจะไม่ยอมพลาดอีกต่อไปไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามคืนนั้น เธอนั่งอยู่คนเดียวในห้องพักส่วนตัว ไล่เรียงรายชื่อคนสนิทที่ยังทำงานอยู่ในคฤหาสน์ของไคที่เธอเคยให้ควา
หลังจากโมเน่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่กี่วัน ไคก็สั่งรื้อห้องว่างที่อยู่ใกล้ห้องนอนของตัวเองทันที เปลี่ยนให้กลายเป็นห้องเด็กอ่อนสีพาสเทลน่ารักน่าชัง ผนังถูกทาสีฟ้าอ่อนสลับเหลืองอ่อน มีตุ๊กตาหมีตัวใหญ่วางอยู่มุมห้อง เขาซื้อหนังสือ "คู่มือคุณพ่อมือใหม่" มาอ่านทุกคืนอย่างตั้งใจ พร้อมสั่งอาหารออร์แกนิกทุกมื้อมาให้โมเน่กินอย่างพิถีพิถัน"วันนี้ต้องกินผักใบเขียวเยอะ ๆ นะ ดีต่อลูกในท้อง" ไคยื่นจานสลัดให้พลางนั่งเฝ้าดูจนกว่าเธอจะกินหมดจาน"พี่จู้จี้เหมือนคุณยายเลยนะคะเนี่ย" โมเน่บ่นพึมพำแต่ก็ยอมกินตามที่บอกอยู่ดี แอบยิ้มในใจกับความเอาใจใส่ที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อนไคปฏิเสธการเข้าออฟฟิศแทบทุกวัน สั่งให้ยกเลิกการประชุมสำคัญที่มีอริณเป็นคนดูแลทั้งหมด เพราะรู้ดีว่าโมเน่ไม่สบายใจทุกครั้งที่รู้ว่าทั้งคู่ยังต้องติดต่อกันเรื่องงานการกระทำนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของอริณในบริษัทดูด้อยค่าลงทันที เพราะแม้แต่บอสของเธอเองก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ให้พูดคุยเรื่องงานด้วยซ้ำ อริณต้องเดินเข้าไปทำงานท่ามกลางสายตานินทาของพนักงานคนอื่นที่รู้กันทั่วบริษัทแล้วว่าตอนนี้คุณไคติดคู่หมั้นหนักมาก จนไม่สนใจเรื่องงานเหมือนเดิม"ได้ย
เธอเอื้อมมือมาลูบผมของไคเบา ๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะกระซิบกับตัวเองเบา ๆ ว่า "นี่ฉันกำลังจะตกหลุมรักไอ้พี่ไก่คนนี้จริง ๆ แล้วสินะ" เธอนอนมองเพดานห้องเงียบ ๆ อยู่นาน ครุ่นคิดถึงเส้นทางชีวิตที่พลิกผันไปไกลจากแผนเดิมที่วางไว้มากมายเหลือเกิน จากที่ตั้งใจจะถอนหมั้นหนีไปให้ไกลที่สุด กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เธอกำลังจะมีลูกกับชายคนที่เธอเคยคิดว่าเป็นแค่ตัวร้ายในนิยาย 'ถ้าโมเน่คนเก่ารู้เรื่องนี้เข้า เธอจะโกรธฉันไหมนะ' โมเน่คิดในใจพลางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย ปล่อยให้ความคิดวุ่นวายทั้งหมดพักผ่อนไปพร้อมกับเธอในค่ำคืนนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น ไคตื่นขึ้นมาก่อนโมเน่ตามเคย เขานั่งมองเธอที่ยังหลับสนิทอยู่ด้วยสายตาอ่อนโยน มือลูบท้องเธอเบา ๆ ผ่านผ้าห่มอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังทักทายลูกน้อยที่ยังไม่รู้จักหน้าตา "อรุณสวัสดิ์ลูก" เขากระซิบเบา ๆ กับหน้าท้องของโมเน่ น้ำเสียงอ่อนโยนที่ไม่มีใครเคยได้ยินจากเขามาก่อนตลอดชีวิตการทำงาน โมเน่ที่แอบตื่นมาได้ยินคำพูดนั้นพอดี รีบหลับตาแกล้งทำเป็นยังหลับอยู่ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความประหลาดใจปนซาบซึ้งใจ เธอไม่เคยคิดเลยว่าไคจะมีด้านที่อ่อนโยน
ข่าวการตั้งท้องของโมเน่แพร่ไปถึงพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายอย่างรวดเร็ว ความโกรธเคืองเรื่อง "ข่าวลบ" ที่เคยเป็นปัญหาใหญ่เมื่อวานถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นดีใจที่จะได้หลานทายาทคนแรกของทั้งสองตระกูลในทันทีวรโชติที่เคยโกรธจัดจนบุกมาที่คฤหาสน์ไค ตอนนี้กลับนั่งยิ้มแก้มปริอยู่ที่โรงพยาบาล พูดคุยกับพ่อของไคทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับลืมเรื่องที่ทะเลาะกันไปเมื่อวานจนหมดสิ้น"งั้นเราจัดงานแต่งงานให้เร็วที่สุดเลยไหมครับ อ้างเรื่องสุขภาพของโมเน่ก็ได้ครับ จะได้ไม่มีใครมาว่าอะไรได้" วรโชติเสนอด้วยความกระตือรือร้น มือถือโทรศัพท์แนบหูอย่างใกล้ชิดทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันทันทีที่จะจัดงานแต่งงานอย่างสมเกียรติและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกอย่างถูกวางแผนใหม่หมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทั้งสถานที่ วันเวลา และรายชื่อแขกที่ต้องเชิญในห้องพักฟื้น พี่โรมแอบเข้ามาคุยกับโมเน่สองต่อสองระหว่างที่ไคออกไปคุยธุระข้างนอก เขายืนยันกับน้องสาวว่าตอนนี้พ่อสงบลงแล้วและรู้สึกผิดที่ด่วนตัดสินใจโดยไม่ฟังเหตุผลก่อน"พี่กำลังสืบหาคนปล่อยข่าวอยู่นะ" พี่โรมกระซิบเบา ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง "พี่มั่นใจว่าเป็นฝีม
นอกห้องพักฟื้น อริณยืนแอบฟังอยู่หน้าประตูอย่างเงียบ ๆ มือของเธอกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือจนแทบเลือดซิบ ความจริงเรื่องที่โมเน่ตั้งท้องเป็นเหมือนจุดจบของความฝันทั้งหมดที่เธอเฝ้าถนอมมานาน เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดลงทุกวินาที'ไม่มีทาง...ไม่มีทางที่ไคจะทิ้งเด็กคนนี้ไปได้แน่ ๆ' เธอคิดในใจพลางกัดฟันแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บแค้นและสิ้นหวัง มือที่กำอยู่ข้างลำตัวสั่นเทาจนต้องพิงผนังไว้เพื่อประคองตัวพี่โรมที่เดินมาเยี่ยมน้องสาวพอดีก็เห็นอริณยืนแอบฟังอยู่หน้าห้องพักฟื้นแบบนั้น เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อยแล้วสังเกตเห็นแวว ตาของเลขาคนนี้ที่ดูผิดปกติไปจากที่เคยเห็น มีอะไรบางอย่างในสายตานั้นที่ทำให้เขาเริ่มสงสัยขึ้นมาทันที"คุณอริณมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ครับ" พี่โรมถามด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่สายตากลับจับจ้องอย่างสังเกตการณ์ พยายามอ่านสีหน้าของเธอให้ออกให้ได้มากที่สุดอริณสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบยิ้มกลบเกลื่อน "อ๋อ...มาเยี่ยมคุณโมเน่น่ะค่ะ เป็นห่วงมากเลยค่ะพอดี" เธอตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูฝืน ๆ ผิดปกติจากที่เคยเห็นพี่โรมพยักหน้ารับคำแต่ในใจกลับเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ต
โมเน่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตาของห้องพักฟื้น เธอกะพริบตาสองสามครั้งเพื่อปรับสายตา ก่อนจะรู้ตัวว่ากำลังนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในห้องวีไอพีที่หรูหราที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา สายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ที่หลังมือข้างขวา เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะเบา ๆ อยู่ข้างเตียงคนแรกที่เธอเห็นไม่ใช่พ่อหรือพี่โรมอย่างที่คาดคิด แต่กลับเป็นไคที่นั่งไขว่ห้างอ่านเอกสารอยู่บนโซฟาข้างเตียง สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ดวงตาจะยังคงมีร่องรอยความอ่อนล้าให้เห็นอยู่ลาง ๆโมเน่ค่อย ๆ นึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่คฤหาสน์ ภาพพ่อที่มาบุกเข้ามาด้วยความโกรธ ภาพไคที่ทิ้งระเบิดคำพูดใส่ทุกคน แล้วเธอก็อาเจียนออกมาต่อหน้าคนทั้งบ้านก่อนจะหมดสติไป เธอได้แต่ถอนหายใจยาวด้วยความอึดอัดใจ พยายามขยับตัวเล็กน้อยแต่รู้สึกอ่อนแรงไปทั้งร่าง"ตื่นแล้วเหรอ" ไคเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงขยับตัว เขาวางเอกสารลงแล้วรีบลุกขึ้นเดินมาที่ข้างเตียงด้วยท่าทีรีบร้อนกว่าที่สีหน้าแสดงออก"หนู...หนูเป็นอะไรไปคะ" โมเน่ถามด้วยเสียงแหบแห้ง ลำคอแห้งผากจนแทบพูดไม่ออกไคยื่นแก้วน้ำมาให้เธอจิบก่อนจะตอ







