LOGINฉันใช้เวลาทั้งวันในการสำรวจบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ฟุ่มเฟือยจนน่าตกใจ โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่พี่โรมซื้อมาให้เมื่อวาน ถึงจะบอกไปแล้วก็ตามว่าเพียงแค่ลบข้อมูลหรือรีเซ็ตเครื่องเก่ามันก็คงจะกลับมาใช้งานได้เช่นเคย แต่ก็อย่างที่เห็นฉันได้รับโทรศัพท์เครื่องใหม่ทันที
ฉันเปิดใช้งานพร้อมกับเบอร์ใหม่เอี่ยมที่ปลอดจากข้อมูลติดต่อของ โมเน่คนก่อน ที่ไม่ต้องการให้กลับมากวนใจทว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของฉันตอนนี้ไม่ใช่เรื่องเสื้อผ้า น้ำหอม หรือเครื่องเพชรราคาแพง แต่มันคือ... ใบทะเบียนสมรสที่กำลังจะมาในไม่ช้า ห้องนอนของโมเน่สวยงามหรูหราจนน่าอิจฉา ผ้าม่านกำมะหยี่สีครีมหนาทึบบดบังแสงแดดยามบ่าย แต่ความหรูหราเหล่านั้นกลับทำให้ฉันรู้สึกเหมือนติดอยู่ในกรงทองที่มีของเล่นราคาแพงกองอยู่เต็มไปหมด ทุกอย่างดูดียกเว้นความจริงที่ว่าร่างนี้กำลังจะถูกพระเอกฆ่าตาย! จะถอนหมั้นยังไงให้รอดตายและไม่น่าสงสัยเนี่ย โอ๊ย! ฉันเดินวนไปวนมาในห้องจนพื้นแทบจะสึก พยายามคิดหาทางออกที่ดูสมเหตุสมผลที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยง "ไค" ผู้เป็นธงแดงผืนใหญ่ของชีวิต ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ โมเน่คนเก่าหมั้นกับ ไค โดยอ้างผลประโยชน์ทางธุรกิจก็จริง แต่เธอดันใช้การหมั้นนี้เป็นเครื่องมือในการเข้าหาและผูกมัดพระเอกที่เธอชอบซึ่งนั่นก็เท่ากับว่ามันไปเป็นการ เตะตัดขา อริณ นางเอกของเรื่องที่แอบชอบพระเอกมานานกว่าสิบปี และยังเป็นเพื่อนสนิทของพระเอกอีกด้วย! การหมั้นบ้าๆ นี่คือตัวจุดชนวนความแค้นเลยนะ! ยิ่งฉันถอนหมั้นได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่ฉันจะอยู่รอดก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ฉันไม่อยากตายด้วยน้ำมือของพระเอกที่เกลียดฉันเข้าไส้หรอกนะ! ฉันต้องทำ! ไม่ว่าจะต้องใช้อาการความจำเสื่อมเป็นข้ออ้าง หรือต้องทำตัวแปลกประหลาดแค่ไหนก็ตาม! ฉันตัดสินใจทันที... ต้องเริ่มจากการยกเลิกงานหมั้นจากทางฝั่งครอบครัวของฉันก่อน! “พี่โรมมมม!” ฉันตะโกนเรียกพี่ชาย ถึงเขาจะไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของฉันจริง ๆ ก็เถอะ ทันทีที่ลงมาจากชั้นบน ก็เห็นเขากำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องนั่งเล่น โรมเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ มองฉันด้วยสายตาเรียบเฉยตามสไตล์ของเขา “อะไรของเธอ ตะโกนทำไม” “คือว่า พ่อ พ่ออยู่ไหนหรอ” โรมวางหนังสือพิมพ์ลง เลิกคิ้วมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “เธอจะถามหาพ่อไปทำไม? หรือว่าพอความจำกลับมาก็คิดจะก่อเรื่องอะไรเลยรึไง” ฉันสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด พยายามไม่ให้เสียงสั่น “หึ้ย! ไม่ใช้เรื่องของพี่สักหน่อย! บอกมาเถอะค่ะว่าพ่ออยู่ไหน” “พ่อทำงานอยู่ในห้องทำงานด้านบน” โรมตอบปัดๆ พร้อมกับหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านต่ออย่างไม่ใส่ใจ “ตอนนี้อย่าไปกวนดีกว่าเพราะพ่อ..เห้ย!” “ไปละน๊า” ฉันรีบวิ่งแจ้นขึ้นชั้นบนเพื่อไปหาพ่อที่ห้องทันที ทิ้งให้โรมอยู่กับความสงสัย “อะไรของยัยนั่น” โรมบ่นพึมพำกับตัวเองแล้วหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านต่อ ฉันรีบออกตัววิ่งขึ้นบันไดอย่างรวดเร็วเพื่อตรงไปที่ห้องทำงานของพ่อ... แต่แล้วก็ชะงักกึก! “หื้ม” พี่โรมเงยหน้าขึ้นมองออกอีกครั้งเมื่อฉันเดินกลับไปหาเขา “มีอะไรอีกรึไง” “คือ เอ่อ!” ฉันทำท่าครุ่นคิด พลางยกมือเกาหัว แล้วส่ง ยิ้มแห้งที่ไม่เข้ากับใบหน้าสวยเฉี่ยวของโมเน่ให้พี่ชาย “เอ่อ... ห้องทำงานพ่ออยู่ไหนนะ?” โรมจ้องฉันอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง เขาพับหนังสือพิมพ์ลงด้วยท่าทางหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ยังคงพยายามควบคุมน้ำเสียง “ถามจริง!?” “อื้อ แหะ ๆ” พี่จะหงุดหงิดฉันไม่ได้นะเว้ย ท่องไว้ว่าน้องตัวเองความจำเสื่อมอะ ท่องไว้! เขาทำสีหน้าเหมือนกำลังข่มอารมณ์หงุดหงิดไว้สุดชีวิตแล้วกรอดฟันแน่นก่อนตอบ “ห้องทำงานพ่ออยู่ที่สุดทางเดินใหญ่ด้านบน!” “อ๋อ! ใช่! ขอบคุณค่ะ!!” ฉันตะโกนกลับไปอย่างร่าเริงผิดปกติ แล้วรีบวิ่งแจ้นไปตามทางที่เขาบอกทันที ทิ้งให้โรมส่ายหัวอย่างหนักหน่วง “อะไรของยัยนั่น เฮ้อ... ต้องเรียกหมอมาตรวจซ้ำแล้วสิ สงสัยตกบันไดในครั้งนั้นจะทำให้สมองของเธอเสื่อมไม่พอยังเพี้ยนไปด้วยหรือไง ” โรมบ่นพึมพำกับตัวเอง “สุดทางเดิน สุดทางเดิน ห้องนี้รึเปล่านะ” ขณะที่เท้ากำลังแตะพื้นพรมราคาแพง ใจฉันก็คิดทบทวนไปด้วยว่า พ่อของโมเน่คนเก่ามีนิสัยแบบไหนนะ? เท่าที่จำได้ โมเน่เป็นลูกคนโปรดที่ถูกตามใจ แต่ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนในเรื่องธุรกิจเสมอ ถ้าเขาจับได้ว่าฉันไม่ใช่ลูกสาวจะทำยังไง... ช่างมันเถอะ! นาทีนี้ต้องถอนหมั้นก่อน! ฉันผลักประตูห้องทำงานของพ่อแล้วค่อยๆ โผล่หัวเข้าไป “พ่อคะ! เอ่อ ว่างมั้ยคะ” รัชตะ พ่อของโมเน่เงยหน้าขึ้นจากเอกสาร กิริยาของฉันทำให้ท่านขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีอะไร โมเน่ เข้ามาไม่รู้จักเคาะประตู” “พอดีหนูมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยด้วยค่ะ!..” ฉันค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง แม้จะรู้ว่าโมเน่คนเก่าไม่เคยจะเกรงใจผู้เป็นพ่อเสียเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังแอบรู้สึกเกร็งอยู่ดี "คือ... ช่วงนี้หนูรู้สึกเบื่อๆ น่ะค่ะ ไม่ได้ออกไปไหนเลย" คุณพ่อถอดแว่นตาออกวางบนโต๊ะ “เบื่อ? เธอก็ไปเดินห้าง หรือช้อปปิ้งเหมือนเมื่อก่อนสิ” “หนูหมายถึงเบื่อการอยู่เฉยๆอะไรแบบนี้ค่ะ... แต่ก็ช่างเรื่องนั้นเถอะค่ะ หนูขอถอนหมั้นกับคุณไคได้ไหมคะ!” ฉันตัดสินใจพูดออกไปอย่างกล้าหาญ พ่อนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหึๆ ออกมาอย่างขบขัน “ฮะ ฮะ โมเน่ พ่อนึกว่าลูกจะไม่มีอารมณ์ขันเสียอีก เห็นพี่ลูกบอกว่าลูกกำลังป่วยอยู่ดูจะเป็นเอามากนะเนี่ย” “หนูไม่ได้พูดเล่นนะคะ หนูรู้สึกว่าเราเข้ากันไม่ได้ หนูไม่อยากหมั้นแล้วค่ะ” พยายามใช้ข้ออ้างที่ฟังดูมีเหตุผลที่สุด "ไม่ได้!" เสียงของพ่อดังขึ้นจนฉันสะดุ้ง “เฮ้อ โมเน่! ลูกคิดว่าเรื่องงานหมั้นมันเป็นเรื่องล้อเล่นเหรอ! ลืมแล้วหรอว่าใครกันที่วิ่งมาอ้อนวอนขอร้องให้พ่อช่วยจัดการเรื่องงานหมั้นนี้ให้” พ่อลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาเท้าแขนกับโต๊ะทำงาน มองฉันด้วยสายตาที่ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “การหมั้นครั้งนี้คือเรื่องธุรกิจ! มันมีมูลค่ามหาศาลที่ลูกไม่มีทางเข้าใจได้ และจะไม่มีการถอนหมั้นอะไรทั้งนั้น ผลประโยชน์นั้นมันมีค่ายิ่งกว่าอะไรลูกรัก“ ฉันยืนตัวแข็งทื่อ... พ่อไม่ได้โกรธ แต่คำปฏิเสธและเหตุผลทางธุรกิจก็แข็งแกร่งกว่ามาก “...” ฉันเดินออกจากห้องทำงานของพ่อมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก ความพยายามถอนหมั้นครั้งแรกพังไม่เป็นท่า! ใครจะไปคิดว่าไอ้งานหมั้นบ้าๆ นี่จะผูกพันกับเส้นเลือดใหญ่ทางธุรกิจขนาดนี้! To be continuedความอดทนของฉันขาดสะบั้นทันที! อุส่าตั้งใจว่าจะต้องทำตัวดีๆ และแกล้งเป็นนางเอกสายแบ๊ว แต่มาเจอคำเหน็บแนมจากไอ้คนปากสุนัขแบบนี้... ใครจะไปทน!ฉันยิ้มกลับไปให้เขาด้วยรอยยิ้มที่สวย (และร้ายกาจที่สุด) เท่าที่ฉันจะทำได้ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อให้ประโยคของฉันได้ยินเพียงแค่เราสองคน“คุณไคคะ... ถ้าคุณไม่รู้จักคำว่า มารยาท ก็กรุณาเปิดพจนานุกรมอ่านบ้างนะคะ” ฉันเงียบไปช่วงหนึ่งเพื่อเว้นจังหวะให้เขานิ่งอึ้งไปก่อนจะพูดต่อ “การที่คุณมีปมด้อยเรื่องความสามารถในการเข้าสังคม หรือถูกอบรมมาไม่ดีพอ จนต้องใช้คำพูดต่ำๆ มาเหน็บแนมผู้หญิงที่กำลังจะมาเป็นคู่หมั้นเนี่ย มันไม่ได้ทำให้คุณดูน่าสนใจขึ้นหรอกนะคะ มันยิ่งทำให้คุณดูเหมือน ไก่ที่ขันเสียงดังแต่ไร้สมอง เท่านั้นเองค่ะ”ไคนิ่งอึ้งไปทันที ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความไม่พอใจอย่างที่ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน“เธอ!” เขาเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงต่ำ“ทำไมคะ พี่ไก่” ฉันเน้นคำเรียกใหม่ที่เอาไว้ล้อชื่อเขาอย่างจงใจ “หรือว่าโมเน่คนนี้พูดไม่จริงคะ” ฉันยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ หึ ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร“นี่!”“ถ้าไม่พอใจงั้นเรามาถอนหมั้นกัน
พอกลับถึงห้องฉันก็ทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียงอย่างหมดแรง มองนาฬิกาเรือนทองที่ข้อมือแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวเหยียดชีวิตใหม่ในร่างโมเน่คนก่อน ไม่ได้สวยหรูเหมือนในนิยายเลยสักนิด!ประเด็นมันไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ของวงค์ตระกูลแต่คืออนาคตที่ฉันต้องตาย แล้วใครมันอยากจะตายซ้ำซากกันบอกเลยว่าไม่มี! ครั้งเดียวก็เกินพอ ให้ตายเสียสิ ชีวิตก่อนก็ใช้ไม่คุ้มชีวิตนี้ยังไม่ทันได้ใช้ก็เหมือนจะตายในเร็ววัน!โมเน่คนก่อนเกลียดความพ่ายแพ้และไม่ชอบให้ใครเด่นกว่าตัวเอง เธอใช้การหมั้นครั้งนี้เป็นเหมือน มีดสั้นเล่มแรกที่ใช้แทงข้างหลัง อริณ นางเอกของเรื่อง! อริณรักไคมานานกว่าสิบปี ตั้งแต่สมัยเด็ก และไคก็รักและหวงอริณยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่โมเน่กลับเข้ามาในฐานะคู่หมั้นด้วยเหตุผลทางธุรกิจเพื่อผูกมัดไคไว้กับตัวเองอย่างไม่ชอบธรรมนี่แหละคือการเตะตัดขา ที่แท้ทรู!สุดท้าย โมเน่คนก่อนก็ลงเอยด้วยการพยายามฆ่าอริณ ซึ่งทำให้อริณไม่ตาย แต่ตัวเองกลับถูกพระเอกฆ่าตายอย่างเลือดเย็น! แล้วฉันที่ทะลุมาอยู่ในร่างนี้ก็ต้องมาแบกรับ กรรม ที่เธอสร้างไว้ทั้งหมด!“ฮือออ! ใครก็ได้ช่วยเอาฉันออกไปจากนิยายบ้า ๆ เรื่องนี้ที!” ฉันได้แต่บ่น
ฉันใช้เวลาทั้งวันในการสำรวจบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ฟุ่มเฟือยจนน่าตกใจ โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่พี่โรมซื้อมาให้เมื่อวาน ถึงจะบอกไปแล้วก็ตามว่าเพียงแค่ลบข้อมูลหรือรีเซ็ตเครื่องเก่ามันก็คงจะกลับมาใช้งานได้เช่นเคย แต่ก็อย่างที่เห็นฉันได้รับโทรศัพท์เครื่องใหม่ทันที ฉันเปิดใช้งานพร้อมกับเบอร์ใหม่เอี่ยมที่ปลอดจากข้อมูลติดต่อของ โมเน่คนก่อน ที่ไม่ต้องการให้กลับมากวนใจทว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของฉันตอนนี้ไม่ใช่เรื่องเสื้อผ้า น้ำหอม หรือเครื่องเพชรราคาแพง แต่มันคือ... ใบทะเบียนสมรสที่กำลังจะมาในไม่ช้าห้องนอนของโมเน่สวยงามหรูหราจนน่าอิจฉา ผ้าม่านกำมะหยี่สีครีมหนาทึบบดบังแสงแดดยามบ่าย แต่ความหรูหราเหล่านั้นกลับทำให้ฉันรู้สึกเหมือนติดอยู่ในกรงทองที่มีของเล่นราคาแพงกองอยู่เต็มไปหมด ทุกอย่างดูดียกเว้นความจริงที่ว่าร่างนี้กำลังจะถูกพระเอกฆ่าตาย!จะถอนหมั้นยังไงให้รอดตายและไม่น่าสงสัยเนี่ย โอ๊ย!ฉันเดินวนไปวนมาในห้องจนพื้นแทบจะสึก พยายามคิดหาทางออกที่ดูสมเหตุสมผลที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยง "ไค" ผู้เป็นธงแดงผืนใหญ่ของชีวิตในเนื้อเรื่องต้นฉบับ โมเน่คนเก่าหมั้นกับ ไค โดยอ้างผลประโยชน์ทางธุร
ตัวรถเริ่มชะลอความเร็ว บ่งบอกว่าถึงที่หมายแล้วฉันขยี้ตาเล็กน้อยหลังจากที่นอนมาตลอดทาง พร้อมกับมองภาพตรงหน้าบ้านหลังใหญ่ที่ออกแบบมาอย่างดีมันดูสวยงามไม่ใช่น้อยและก็ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้มีโอกาสมาอยู่ในบ้านหลังใหญ่แบบนี้แต่ขอแบบไม่ตายแล้งสิงร่างคนอื่นสิ เฮ้อเมื่อรถจอดเทียบกับบันไดก็มีคนมาเปิดประตูรถให้ ฉันขอบคุณก่อนจะลงจากรถ บ้านเงียบเหมือนไม่มีใครอยู่จนโรมต้องพูดออกมาว่าพ่อกับแม่จะกลับจากลอนดอนก็อีกสองสัปดาห์ ตอนนี้ที่นี่มีแค่แม่บ้านกับคนขับรถซึ่งทุกคนก็น่าจะทำงานของตัวเองอยู่“อยากจะสำรวจบ้านก่อนไหม ความทรงจำจะได้กลับมา”“ถึงฉันสำรวจไปความทรงจำก็ไม่กลับมาหรอกค่ะ” เพราะว่าฉันไม่ได้ความจำเสื่อมยังไงละคะ“ก็ดี อย่าไปจำ มันมีแต่เรื่องแย่ ๆ ของเธอก็เท่านั้น”“เอ้า”พูดแล้วก็จากไป อันนี้หลอกด่ากันทางอ้อมหรือเปล่า แต่พี่เขาก็พูดไม่ผิดนะวีรกรรมของโมเน่ไม่ใช่เรื่องที่น่าจะจดจำเพราะมันไม่มีเรื่องอะไรดี ๆ เลยมีดีแค่เรื่องเดียวคือเธอบริจาคเสื้อผ้าให้กับเด็กยากไร้ แค่ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายเลยที่เธอทำอะไรดี ๆ แบบนั้น“เฮ้อ”ฉันนอนแผ่กิ่งก้านอยู่บนที่นอนหลังจากที่โรมพาฉันมาส่งที่ห้อง
ฉันนอนมองเพดานอยู่อย่างนี้มาได้หลายนาทีแล้วตั้งแต่คนที่ชื่อโรมออกจากห้องไป ฉันก็ได้แต่ครุ่นคิดกับตัวเองว่าถ้าฉันตายแล้วอุ้มละ มันยังมีชีวิตอยู่หรือตาย? แต่ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่มันจะรู้สึกผิดหรือเปล่า บอกตรงๆ ว่าเป็นห่วงไม่ใช่น้อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ ฉันหวังว่ามันจะรอดแล้วไม่รู้สึกผิดหรอกนะเป็นห่วงคนอื่นแล้วก็ต้องมาเป็นห่วงตัวเอง จะทำยังไงให้มีชีวิตรอดโดยที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพระเอก จริง ๆ มันก็ทำได้แค่ไม่เข้าไปสุงสิงกับพระเอกต่างคนต่างใช้ชีวิต แต่ประเด็นเลยก็คือโมเน่เนี่ยดันไปทำเรื่องที่น่าปวดหัวเอาไว้เนี่ยสิ โดยที่ไปขอให้ผู้เป็นพ่อช่วยพูดกับครอบครัวของพระเอกให้หน่อยว่าทั้งคู่จะหมั้นกัน พ่อเธอก็ตกลงโอเคเลยไปช่วยพูดให้ โดยยกเรื่องธุรกิจขึ้นมาพูด และผลประโยชน์ที่จะได้รับถ้าครอบครัวของพระเอกยอมที่จะตกลงให้ทั้งคู่หมั้นกันพอมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามา ครอบครัวของพระเอกก็ตอบตกลง เป็นใครก็ตอบตกลงเพราะครอบครัวโมเน่รวยจะตายใคร ๆ ก็อยากทำธุรกิจด้วย ถึงครอบครัวพระเอกจะพอๆ กับครอบครัวโมเน่ก็ตามแต่เรื่องผลประโยชน์ถ้าส่งผลดีต่อธุรกิจใคร ๆ ก็ต้องการ สรุปเลยก็คือหมั้นทางธุรกิจถ้าไปขอยกเลิกงา
ติ๊งงงงงงง เสียงสัญญาณจากลำโพงดังขึ้น เพื่อเป็นการบอกเวลาให้ทุกคนทราบ ว่าใกล้จะหมดเวลาในการทำข้อสอบและควรวางปากกาไว้บนโต๊ะ นักศึกษาแต่ละคนเริ่มทยอยลุกขึ้น พากันไปต่อแถวเพื่อส่งกระดาษข้อสอบให้กับผู้คุมสอบ หน้าตาของแต่ละคนห่อเหี่ยวไม่ใช่น้อย นั่นก็รวมถึงฉันด้วย ข้อสอบมันยากหรือเพราะฉันโง่กันแน่ แต่อ่านหนังสือเกือบจะทุกวันและทุกคืน อ่านทุกหน้าที่อ่านจารย์บอกว่ามีออกสอบ ใช่มันมีแต่มันก็น้อยแถมยังออกยากกว่าที่เรียนอยู่บ้าง ถ้าหนูไม่ได้เอ ก็ขอให้ได้บีบวกเถอะค่ะ “เป็นไงมึง” อุ้มเดินมาจับไหล่ฉันด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม สดใสแบบนี้แปลว่ามันทำข้อสอบได้ชัวร์หรือบางทีมันอาจจะไม่ได้ตอบอะไรเลยลงไปในกระดาษแล้วรอแก้อีกที“ใกล้ตายละ ข้อสอบออกเหมือนไม่อยากให้กูได้เอ”“อย่างน้อยก็ดีกว่าเอฟนะมึง”“เออ ก็จริง”พูดคุยกันอยู่อย่างนั้นก่อนจะตัดสินใจพากันลงมาจากตึกเพื่อไปกินข้าวที่โรงอาหาร เดินกันอยู่สองคนต่างจากคนอื่นๆ ที่จะพากันเดินมาเป็นกลุ่มใหญ่ พวกฉันสองคนลองพยายามที่จะหาเพื่อนเพิ่มแล้วแต่ก็ได้แค่พยายาม ตอนแรกคิดว่าสังคมไม่เอาแต่เปล่าเลยพวกฉันดันไม่เอาสังคมเสียเอง อาจจะเพราะไลฟ์สไตล์ด้วยละมั้ง เม







