تسجيل الدخولเมื่อถึงยามค่ำคืน ท้องฟ้าเริ่มมืดมิด มีเพียงแสงจากดวงจันทร์ที่สาดส่องลงมาในห้องนอนของเศรษฐีไกรสร เขากำลังยืนอยู่ริมระเบียงพลางคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ มือใหญ่หยิบซิการ์ขึ้นมาจุดสูบ พ่นควันออกมาอย่างช้าๆ แล้วปล่อยให้มันล่องลอยไปในอากาศ
ในใจยังคงก้องกังวานด้วยเสียงของปาริชาติที่กล่าวว่า "เธอจะเป็นเกราะกำบังให้เขา" คำพูดนั้นทำให้หัวใจที่เคยแข็งกระด้างราวกับหินผาเริ่มอ่อนยวบลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “เจ้าตัวเล็กนี่...” เสียงทุ้มต่ำพึมพำออกมาเพียงลำพัง “ช่างกล้าหาญเกินตัวจริง ๆ ”เศรษฐีไกรสรที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆก็มักจะแว๊บนึกถึงปาริชาติในวันนี้แล้วเผลอยิ้มมุมปากออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขารู้สึกถึงความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น เขามองไปยังหน้าต่างห้องนอนของปาริชาติ เห็นแสงไฟสลัวๆ ผ่านม่านบางๆ รู้สึกอบอุ่นในใจอย่างประหลาด ความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อน... ความรู้สึกที่เรียกว่า "ห่วงใย" เช้าวันรุ่งขึ้น ปาริชาติรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยแสงแดดที่ลอดผ่านม่านเข้ามาในห้อง เธอลุกขึ้นจากเตียงและเดินออกไปที่ระเบียงห้องทันที เธอเห็นเศรษฐีไกรสรยืนสูบบุหรี่อยู่ที่หน้าระเบียงเธอพอดีไม่รู้ว่าท่านเศรษฐีไกรสรของเธอแอบย่องเข้ามาตอนไหน เขาดูเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ปาริชาติจึงส่งเสียงเรียกเขาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น “ท่านเศรษฐี!” เสียงใสๆ ทำให้เศรษฐีไกรสรหันกลับมา เขามองเห็นปาริชาติในชุดนอนลายลูกหมีน่ารักๆ ที่ป้าหน่อยเอามาให้ เขาเก็บซ่อนรอยยิ้มไว้ในใจ แล้วเอ่ยถามอย่างเรียบเฉย “ตื่นแล้วเหรอ” “จ้ะ ท่านเศรษฐีมาทำอะไรตรงนี้จ้ะ” ปาริชาติถามอย่างสงสัยพลางชะเง้อมองผ่านราวระเบียง “มาสูบบุหรี่”ขณะที่เขาพูดอยู่ก็พ่นควันบุหรี่ลอยฟุ้งเต็มระเบียงหน้าห้องของปาริชาติ “สูบบุหรี่ไม่ดีนะคะ” ปาริชาติพูดเสียงอ่อน “ไม่ว่าจะเป็นควันของท่านเศรษฐีเองหรือคนที่สูบอยู่รอบข้างก็ไม่ดีทั้งนั้นเลยจ้ะ คุณครูบอกกับปาริชาติมาจ้ะ”เสียงของปาริชาติเจื้อยแจ้วแต่เช้ายิ่งทำให้เศรษฐีไกรสรนึกขบขันอยู่ในใจแม่เด็กคนนี้นับวันยิ่งมีอิทธิพลกับความรู้สึกของเขา หลังจากคิดอะไรเพลิน ๆ เศรษฐีไกรสรนิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองปาริชาติด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา แต่ปาริชาติไม่ได้สังเกต เธอพูดต่ออย่างจริงจัง “หนูไม่อยากให้ท่านเศรษฐีเป็นอะไรไปเลยนะจ๊ะ หนูเป็นห่วงท่านเศรษฐีที่สุด” พูดจบปาริชาติเธอก็ทำตามสัญชาตญาณของเด็กโดยทั่วไปเข้าไปกอดเอวของเศรษฐีไกรสรเอาไว้แน่นความสูงของเธอยังไม่ถึงหน้าอกของเศรษฐีไกรสรเลยด้วยซ้ำ คำพูดของปาริชาติทำให้เศรษฐีไกรสรหยุดชะงัก เขามองไปยังดวงตาบริสุทธิ์ของเด็กหญิงตรงหน้า แล้วเขาก็ยอมรับอย่างเงียบๆ ว่าคำพูดของเธอทำให้เขารู้สึกผิดอย่างประหลาดใจ “ทำไมหนูถึงห่วงฉัน”เศรษฐีไกรสรตั้งคำถามออกมาให้ร่างบางที่กำลังยืนกอดเขาอยู่ขณะนั้นเขาเองก็ยังยืนสูบบุหรี่ด้วยมือข้างหนึ่งส่วนมืออีกข้างก็โอบกอดไปที่ด้านหลังของปาริชาติอย่างรักใคร่และเมตตา “ก็... ท่านเศรษฐีเป็นคนช่วยหนูไว้ แล้วก็ใจดีกับหนูมากเลยนี่จ๊ะ ตอนนี้ท่านเศรษฐีเป็นทุกอย่างในชีวิตหนูนะจ๊ะหนูรักท่านเศรษฐีที่สุด”คำว่ารักและเป็นห่วงของเด็กหญิงปาริชาติคนนี้ได้ละลายกำแพงหินของชายหนุ่มแทบหมดสิ้น ปาริชาติเธอพูดพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เศรษฐีไกรสรหันกลับไปมองยังทิวทัศน์รอบคฤหาสน์ เขานึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่ร้านเสื้อผ้าเมื่อวานนี้ เขานึกถึงปาริชาติที่กล้าหาญและไม่กลัวอันตราย เขาเอื้อมมือไปหยิบซิการ์ออกจากปาก แล้วโยนมันลงไปในถังขยะที่อยู่ใกล้ๆ อย่างไม่มีความลังเล “ฉันจะเชื่อเธอปาริชาติ”เศรษฐีไกรสรเขาโยนซิก้าทิ้งอย่างไม่ใยดีโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องทำตามคำขอของเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่กำลังยืนกอดเขาไว้แน่นเธอช่างมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขาจริงๆ ปาริชาติเงยหน้าขึ้นมองตามมือของเศรษฐีไกรสร แล้วมองหน้าของเขาด้วยความประหลาดใจ เธอไม่คิดว่าเขาจะทำตามที่เธอพูดจริงๆ “ท่านเศรษฐี... ท่านยอมทำตามที่หนูบอกจริง ๆ เหรอจ้ะ”ปาริชาติถามด้วยความใสซื่อเธอรู้สึกดีใจยิ้มจนแก้มปริ “ใช่” เขาตอบสั้นๆ แต่แววตาของเขากลับดูอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด “ไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวลงมาทานอาหารเช้า”เศรษฐีไกรสรรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อเด็กขี้อ้อนอย่างปาริชาติเอาแต่ยืนกอดเขาเอาไว้แน่น ปาริชาติยิ้มกว้าง เธอไม่คิดว่าเศรษฐีไกรสรจะยอมทำตามที่เธอพูดได้อย่างง่ายดายแบบนี้ เธอจึงรู้สึกดีใจอย่างสุดซึ้งที่ได้รับความห่วงใยจากเขา และเธอก็หวังว่าเขาจะตอบแทนเธอด้วยความรักและความห่วงใยเช่นกัน "งั้นปาริชาติรีบไปอาบน้ำก่อนนะจ๊ะ จะได้รีบไปโรงเรียน เดี๋ยวสาย" พูดจบเธอก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องคว้าเสื้อผ้าเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าส่วนเศรษฐีไกรสรที่ชอบตื่นแต่เช้าเป็นปกติก็ลงมารอที่ห้องทานอาหาร หลังจากรับประทานอาหารเช้า เศรษฐีไกรสรก็พาปาริชาติไปส่งที่โรงเรียนเหมือนกับทุกๆวันโดยมีไอ้เข้มเป็นคนขับรถ ปาริชาติเห็นเพื่อนๆ ของเธอที่กำลังเดินเข้าประตูโรงเรียน เธอยิ้มและโบกมือให้พวกเขา เธอรู้สึกว่าชีวิตของเธอช่างโชคดีเหลือเกินแต่เธอก็ยังไม่ลืมป้าแม้นที่อยู่โรงเลื่อยวันนี้เธอตั้งใจจะขอท่านเศรษฐีไปเยี่ยมป้าแม้นที่โรงเลื่อยเป็นครั้งคราวเพราะพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์อาทิตย์เธอจึงอยากจะไปช่วยงานป้าแมนที่โรงเลื่อยบ้าง “บ๊ายบายนะคะท่านเศรษฐี”พูดจบปาริชาติกอดคอของเศรษฐีไกรสรเอาไว้แน่นแล้วหอมแก้มของเขาทั้งสองข้างอย่างที่ไม่เคยทำเธอรู้สึกว่าท่านเศรษฐีใจดีเปรียบเสมือนพ่อของเธออีกคนเธอจึงทำตามสัญชาตญาณด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูแต่เธอจะรู้หรือไม่ว่าเข้มที่เห็นเหตุการณ์นี้ก็ถึงกับตกใจน่าเบื่อขณะที่มองผ่านกระจกรถมองหลัง “ตั้งใจเรียนล่ะ แล้วอย่าไปทำแบบนี้กับใครรู้ไหมถ้าไม่ใช่ฉัน” เขากำชับเสียงเข้มแม้จะรู้สึกตกใจกับการกระทำของปาริชาติแต่เขาก็ต้องเก็บอาการเอาไว้ ปาริชาติพยักหน้าแล้วรีบวิ่งเข้าไปในโรงเรียน เศรษฐีไกรสรยืนมองปาริชาติเดินหายไปในหมู่เพื่อนๆ ของเธอจนไม่เห็น เขาจึงสั่งให้เข้มขับรถกลับไปที่โรงเลื่อย แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้... “ลืมไปเลยว่าปาริชาติสั่งไม่ให้ฉันสูบบุหรี่ แล้วถ้าฉันมีธุระที่ต้องไปพบเจอคนที่มีกลิ่นบุหรี่ในตัว... จะเป็นอย่างไรนะ ปาริชาติเธอจะโกรธฉันหรือเปล่า” เขาก้มลงมองนาฬิกาข้อมือแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา “อีก 15 นาทีเอง... ยังไงก็ต้องไปแล้ว” เขานึกถึงเมื่อวานที่เขาได้ทำตามสิ่งที่ปาริชาติบอก เขายิ้มอย่างมีความสุขกับตัวเองส่วนเข้มก็ได้แต่นั่งมองเจ้านายผ่านกระจกหลังด้วยความประหลาดใจที่เขาหยิบซิก้าขึ้นมาแล้ววางลงกับที่เดิม นายทำไมถึงไม่ดูดซิก้าล่ะครับเห็นวางจับวางจับอยู่หลายรอบเข้มที่รอบมองเจ้านายที่มีอาการแปลกไปเขาจึงได้ถามขึ้น กูสัญญากับปาริชาติว่ากูจะไม่สูบซิก้าอีกปาริชาติบอกว่ามันไม่ดีนั่นเป็นคำพูดของเศรษฐีไกรสรผู้ยิ่งใหญ่หรือ เข้มถึงกับตกใจเพราะปกติไม่มีใครสามารถออกคำสั่งให้เศรษฐีไกรสรทำตามได้เพียงแค่ลมปากคำพูดจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งแค่เธอบอกว่าการสูบซิก้ามันไม่ดีเศรษฐีไกรสรแม้จะอยากสูบมากแค่ไหนก็ถึงกับทำได้เพียงแค่จับและวางจับและวางเท่านั้น...ไกรสรนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานของเขา มองดูแผ่นหลังเล็กๆ ของปาริชาติที่กำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือภาพเล่มหนา เขาไม่อยากจะให้เธอต้องมาเจอกับเรื่องวุ่นวายที่เขาก่อขึ้นในอดีตอีกแล้ว แต่เขาก็ไม่อาจจะควบคุมได้ เมื่อคนบางคนเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในความแค้น ไม่ยอมปล่อยวางเขาตัดสินใจเดินเข้าไปหาปาริชาติและนั่งลงข้างๆ เธอ ปาริชาติเงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วยิ้มกว้าง "ท่านเศรษฐีคะ ท่านเศรษฐีจะมาอ่านหนังสือกับหนูเหรอคะ"เปล่าหรอก" ไกรสรพูดด้วยเสียงที่อ่อนโยน "ฉันแค่อยากจะมานั่งอยู่ข้างๆ เธอ"ปาริชาติวางหนังสือลงบนตัก แล้วหันมามองเขาด้วยสายตาที่สงสัย "ท่านเศรษฐีมีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่าคะ"ปาริชาติเธอลุกขึ้นยืนแล้วนั่งไปบนตักของเศรษฐีไกรสรอย่างคุ้นชินแล้วใช้สองมือเล็กๆคล้องคอของเศรษฐีไกรษรเธอจุ๊บลงบนแก้มสากๆของเขาไปมาซ้ายขวาสลับกันเพราะเธอคิดว่าเศรษฐีน่าจะอารมณ์ดีขึ้นไกรสรที่โดนทำแบบนี้เป็นประจำเขาก็คุ้นชินกับการที่โดนยัยหนูปาริชาติหอมแก้มเขาทั้งก่อนนอนไปโรงเรียนก็เป็นแบบนี้จนทุกคนในบ้านพากันชินตากับภาพที่เห็นยกเว้นนางน้ำตาลเห็นทีไรก็ปรี๊ดแตกต้องไประบายอารมณ์กับห้องครัวหลังคฤหาสน์เป็นประจำจนทุกคนหัวเราะมันว
"ผู้กำกับฯ ครับ...""ผู้กำกับฯ ครับ..." สารวัตรดอนพูดด้วยเสียงสั่นเครือ "ผม...""ไปได้แล้ว สารวัตรดอน" ผู้กำกับฯ พูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ไปคิดทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำลงไปให้ดี"สารวัตรดอนได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่ง เขาเดินออกจากห้องของผู้กำกับฯ ด้วยความรู้สึกที่พังทลาย เขาเคยคิดว่าการล้มเศรษฐีไกรสรจะทำให้เขาเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียง แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคต เขาได้แต่โทษตัวเองที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจที่คฤหาสน์ของไกรสร บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ปาริชาติที่หลับไปแล้วในอ้อมแขนของไกรสร ได้รับการประคบประหงมอย่างดีจากเขา เขานำเธอขึ้นไปนอนบนเตียง แล้วจัดหมอนและผ้าห่มให้เธออย่างเบามือ ไกรสรนั่งลงข้างเตียง มองดูใบหน้าใสซื่อของเด็กหญิงที่กำลังหลับใหล"หนูไม่ควรต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เลย" เขาพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องมาเผชิญหน้ากับความอันตราย เขาไม่เคยคิดว่าความบาดหมางในอดีตของเขาจะส่งผลกระทบต่อคนที่เขารักและห่วงใย ตอนนี้ปาริชาติเปรียบเสมือนลมหายใจและดวงใจของเขาเขาไม่สามารถขาดทั้งลมหายใจและดวงใจได้ เขาเห็นทุกการกระทำของปาริชาติตั้งแต่เรื่องที่เธอใช้ตัวกระโดดบังคนร้า
“ท่านผู้กำกับฯ” ทนายความของไกรสรเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความจริงจัง “การกระทำของสารวัตรดอนนี่ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ครับ”ผู้กำกับฯ หน้าถอดสี เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “คุณไกรสร... เรื่องนี้ผมต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ครับ ผมไม่ทราบเรื่องนี้เลย” เขาหันไปตวาดใส่สารวัตรดอนอย่างเหลืออด “ไอ้ดอน! แกไปทำอะไรไว้ แกทำแบบนี้ได้ยังไง!”“คุณผู้กำกับฯ! ผมแค่ทำตามหน้าที่ ผมได้รับแจ้งว่าไกรสรมีไม้พยุงหมายและพรากผู้เยาว์!” สารวัตรดอนโต้เถียงอย่างร้อนรนไกรสรหัวเราะในลำคอ ไม้พยุงเหรอ? คุณสารวัตรเห็นมันแล้วหรือยัง” เขาชี้ไปที่เด็กหญิงปาริชาติที่ยังคงหลบอยู่หลังเขา “ส่วนพรากผู้เยาว์... ผมรับเธอมาอุปการะเลี้ยงดูเพราะเธอเป็นเด็กกำพร้า มีเอกสารรับรองถูกต้องทุกอย่าง แล้วที่สำคัญ...ใครเป็นคนแจ้งคุณว่าผมทำแบบนั้น”สารวัตรดอนหันไปมองพิมพ์ภัทราด้วยสายตาตำหนิ พิมพ์ภัทราหน้าซีดเผือด เธอรู้ดีว่าเธอเป็นคนให้ข้อมูล แต่เธอไม่ได้คิดว่าเรื่องจะบานปลายขนาดนี้“ไม่มีใครแจ้งหรอกครับ” ไกรสรพูดตัดบทพร้อมรอยยิ้มเย็นชา “คุณแค่ต้องการจัดการผม...เพราะคุณคิดว่าผมเป็นคนที่คุณจัดการได้ง่าย ๆ สินะ”“ค
ภาพของเด็กหญิงที่กำลังถูกกระทำเหมือนกับถูกไฟช็อตเข้าที่กลางใจของไกรสร เขารู้สึกเหมือนมีคลื่นความโกรธแล่นผ่านทุกอณูของร่างกาย ความสุขุมที่เคยมีหายไปหมดสิ้น เขาก้าวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว“ไอ้สารวัตรชั่ว!”ไกรสรยกขาขึ้นเตะเข้าที่หน้าอกของสารวัตรดอนเต็มแรงจนเขาล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะรีบคว้าตัวปาริชาติเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมแขน“ปาริชาติ ไม่เป็นไรแล้วนะ”ไกรสรพูดด้วยเสียงสั่นเครือ เขาลูบหัวของปาริชาติที่ยังคงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวอยู่ไม่ขาดปาก สายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากความโกรธที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางทางให้มอดไหม้จนหมดสิ้น ไกรสรปล่อยออร่าสังหารออกมาจากร่างกาย เขาต้องการสังหารคนที่บังอาจแตะต้องเด็กน้อยคนนี้!ไกรสรกอดปาริชาติไว้แน่น เขาลูบผมเธอปลอบโยนความหวาดกลัวที่ยังคงเกาะกุมจิตใจของเด็กน้อยอยู่ น้ำเสียงที่เคยเกรี้ยวกราดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน “หนูปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”สารวัตรดอนที่ถูกเตะกระเด็นไปกองกับพื้น ลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เขามองไกรสรด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น “แก...ไอ้ไกรสร!”เขาเห็นไกรสรหันหลังให้ เขารู้ว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่จะจัดการกั
"ไม่น่าเลยจริง ๆ” เศรษฐีไกรสรพูดเสียงแผ่ว แต่แววตาของเขากลับฉายชัดถึงความผิดหวัง“ไกรสร!” พิมพ์ภัทราตะโกน “คุณไม่น่ามาทำแบบนี้กับฉันเลย!”เธอก้าวเข้ามาข้างหน้าด้วยท่าทางที่ดูมั่นใจ พร้อมกับจ้องมองเศรษฐีไกรสรด้วยสายตาเกรี้ยวกราด “คุณทิ้งฉันไปเพราะอะไรละค่ะ!”พิมพ์ภัทราที่เพิ่งเลิกกับเศรษฐีไกรสรไปได้ไม่นานก็เริ่มมีน้ำเสียงที่แผ่วลง แล้วเธอก็ชี้ไปที่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่กำลังยืนหลบอยู่ด้านหลังของเขา"เพราะเหตุผลเดียวคือฉันไม่ได้รักเธอมันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันพิมพ์เลย คุณก็รู้อยู่แล้วว่าเราไม่ได้รักกัน”คำพูดราบเรียบแต่กรีดแทงหัวใจของพิมพ์หญิงสาวตรงหน้าแทบจะกระอักออกมาเป็นเลือดเธอรู้สึกโกรธเคืองแค้นและเสียหน้าไปทั้งเมืองระยองเมื่อถูกปฏิเสธการแต่งงานเศรษฐีไกรสรไม่ได้ต้องการเธอเป็นเจ้าสาวเพียงเพราะพ่อของทั้งสองสนิทกันทำให้พิมพ์คิดไปเองว่าเธอจะได้ไกลสรมาเป็นสามีในอนาคต“ไม่จริง! ถ้าไม่รักกันแล้วทำไมถึงมาหมั้นกับฉันตั้งแต่แรก” พิมพ์ภัทราสวนกลับทันทีทั้งที่เธอก็รู้อยู่แก่ใจว่าเหตุผลมันเกิดจากอะไรพิมพ์ภัทราเริ่มพรั่งพรูความในใจออกมา “เพราะคุณพ่อของคุณกับคุณพ่อของฉันเป็นเพื่อนกันใช่ไหมล่ะ”พิมพ
ไอ้กรที่เดินโซซัดโซเซออกมาจากโรงเลื่อย พลางสบถคำหยาบออกมาไม่หยุด เขานึกโกรธแค้นเศรษฐีไกรสรที่มาขัดขวางไม่ให้เขาได้เงินจากป้าแม้น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัวดวงตาที่ราวกับพญาเหยี่ยวของชายคนนั้นที่จ้องมองมายังเขาเพราะสายตายิ่งมองลุ่มเล็กลงไปยิ่งเผยถึงความเยือกเย็น ไอ้กรนักเลงขี้คลอกถึงกลับไม่กล้าที่จะแตะต้องเศรษฐีไกรสรเลย“มึงเป็นใครวะ…” ไอ้กรพึมพำกับตัวเอง “กูจะไม่มีวันลืมเลย”เขาเดินเตลิดไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ในหัวคิดแต่เรื่องการหาเงินไปใช้หนี้พนันที่ติดไว้กับเจ้าพ่อเงินกู้รายใหญ่ ยิ่งนึกถึงเรื่องหนี้สินก็ยิ่งรู้สึกร้อนรนเหมือนถูกไฟสุม“เหลือบ่ากว่าแรง” เขาถอนหายใจ “จะทำยังไงดีวะ”ในเมื่อป้าแม้นก็ไม่ยอมให้เงินส่วนพ่อก็ไม่รู้หายไปไหนทันใดนั้นเองก็มีเสียงเรียกจากข้างหลัง ไอ้กรหันไปมองเห็นชายร่างใหญ่สองคนกำลังเดินเข้ามาหาเขา พวกเขาคือลูกน้องของเจ้าพ่อเงินกู้ที่เขาติดหนี้อยู่“ไงไอ้กร นึกว่าจะหนีรอด” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น “เงินที่ติดไว้เมื่อไหร่จะเอามาคืน”ชายร่างใหญ่ที่เห็นไอ้กรก็รีบมาดักหน้าดักหลังแล้วตะโกนถามเพราะกลัวไอ้กรจะหนีไปอีก“เดี๋ยว… เดี๋ยวนี้ยังไม่มีจริงๆ” ไอ้กรพูดเสียงสั่







