Masuk“กูจะให้แม่นี่หนี...แล้วพวกมึงก็ไล่จับมาให้กู จับไม่ได้ก็ปล่อย แต่ถ้าจับกลับมาได้ กูให้ต่อจากกูครบทุกคน”
“ฮ่า ๆ ๆ” กลุ่มชายฉกรรจ์ที่คาดว่าคงเป็นลูกน้องหัวเราะร่วนถูกใจ แต่คนตัวเล็กกลับยืนสั่นแล้วสั่นอีก เธอกลั้นหายใจและแทบไม่กล้ากระดิกเพราะความกลัว
“ไปสิ....ไปให้ไกลที่สุด อีกห้านาที ฉันจะตามไปเล่นซ่อนแอบเธอ” ใบหน้าเหี้ยมเกรียมแสยะยิ้มเหมือนรู้มั่นใจเหลือเกินว่าทุกอย่างตกอยู่ในการควบคุมของเขาโดยไม่มีทางผิดพลาด
มือใหญ่ผลักไปตรงหัวไหล่มนของหญิงสาว เธอเหลือบมองปราดแล้วหันไปสำรวจเส้นทางพร้อมแลบลิ้นเลียริมฝีปากขบคิด หากเธอไม่รอด...ก็จะต้องตกนรกทั้งเป็นโดยเงื้อมมือของพวกคนใจทรามเหล่านี้ “!” ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแต่ไม่นึกลังเล เธอรีบกระโจนลงบันไดแล้วสาวเท้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตท่ามกลางสายตาและเสียงหัวเราะที่ดังตามหลัง เสียงนั้นหลอกหลอนให้เธอกลัวจนสติกระเจิดกระเจิง มุ่งหน้าสู่ป่ารกทึบที่ไม่คุ้นเคย แม้อาจมีอันตรายรออยู่ข้างหน้าแต่ก็คงน้อยกว่าเดรัจฉานในร่างคนเหล่านั้น “คุณแดน...ถ้าแม่ฝรั่งนั่นหนีหายเข้าป่าไปจะทำยังไงครับ กว่าจะจับตัวมาได้ดักรออยู่ตั้งหลายวัน” เจ้าของชื่อเล่นสั้นๆ หันมองคนถามแล้วยิ้มมุมปาก สายตายังคงมองไปยังทางที่ร่างเล็กเพิ่งจะวิ่งหายลับไปตามลำเนาไพรที่มีต้นไม้ใบหญ้ารกสูง“จะไปได้สักกี่น้ำ...ป่าทางนั้นก็เป็นเหว” เขาหันไปทางขวาเมื่อสื่อถึงทิศทางนั้น แล้วพยักหน้าหันไปทางฝั่งซ้ายแต่สายตาไม่ได้กะพริบเคลื่อนไปจากทิศทางเดิม
“ทางนั้น...ก็เป็นลำธารใหญ่ อีกอย่างแม่นั่นก็ทิ้งร่องรอยให้ตามได้ไม่ยากเสียหน่อย”
“งั้นตามไปเลยไหมครับ นี่ก็จะมืดแล้วเดี๋ยวจะตกใจเสียสติเอาได้นะครับ” อีกคนเสนอความคิดเห็น“หึ...เป็นบ้าไปเลยก็ดี แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอกมันง่ายไป พวกพี่ไปเตรียมหุงหาอาหารกินกันเถอะส่วนแม่นั่นเดี๋ยวฉันจัดการเอง” เขาพูดพลางเดินไปหยิบปืนยาวที่วางอยู่บนแคร่ซึ่งคนอื่นๆ นั่งดื่มเหล้ากันอยู่
ทุกคนหันมองแต่ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร “อย่าเล่นสนุกนานนักนะครับคุณแดนสรวง ในป่าในดงเวลามืดค่ำมันอันตราย” “อืม...” แดนสรวงเช็กความเรียบร้อยของปืนกระบอกนั้น แล้วยกตั้งขึ้นบนบ่า ก้าวเท้าเร็วไปตามล่าเหยื่อ ที่เขาเพิ่งปล่อยให้หนีรอบตัวมีแต่ป่า และป่า...กับเสียงสัตว์ร้องจับใจความไม่ได้ว่าคือตัวอะไร แต่มันยังความหวาดกลัวเหลือคณามาสู่จิตใจของเธอ ด้วยไม่รู้เส้นทางหญิงสาวจึงบุกป่าฝ่าพงหญ้ารกวิ่งไปเรื่อยๆแม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อยแต่เธอก็ไม่ยอมหยุด กิ่งไม้ใบไม้บาดข่วนตามเนื้อตัวจนเป็นรอยเลือดซิบซึมเข้าไปติดถึงเสื้อผ้า แต่ก็ไม่ได้สนใจมันเลย “ทำไงดี ไปทางไหนดี...” ยิ่งไกลก็ยิ่งลึก เข้าไปในป่าที่มีต้นไม้ใบหญ้ารกหนาและมีขนาดใหญ่เข้าไปทุกที หากเธอไม่ถูกเดนคนเหล่านั้นลากตัวกลับไปก็คงหลงทางตายในป่านี้อย่างแน่นอน เพราะหนทางจะรอดออกไปนั้นริบหรี่เสียยิ่งกว่าแสงจันทร์ในคืนเดือนดับเสียอีก แต่แล้วเธอก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจึงหยุดวิ่งชั่วขณะ และตั้งใจเงี่ยหูฟังพลางหายใจหอบด้วยความเหนื่อย “น้ำ...แถวนี้มีน้ำ” เธอเริ่มกวาดสายตามองไปยังทิศทางที่มาของเสียง แม้จะมีต้นไม้และหญ้าสูงเกือบท่วมศีรษะ แต่หากเธอเดินตามเสียงนั้นไปพบแหล่งน้ำจริงๆ ก็เชื่อว่าตัวเองต้องมีทางรอดแน่นอน หนึ่งเธอมีน้ำสะอาดได้ดื่มคงพอยังชีพได้ดีกว่าอดอยาก แม้จะไม่มีอาหารเลย สอง...หากเดินตามลำน้ำไปอาจได้พบหมู่บ้านหรือทางออกจากป่านี้ เพราะอย่างไรเสียสายน้ำก็ต้องไหลไปรวมตัวกันที่ไหนสักแห่ง มือเล็กยกมือขึ้นปาดเหงื่อตามใบหน้าแล้วเดินแหวกพงไพรไปเรื่อยๆ เสียงน้ำไหลก็ดังชัดขึ้นทุกที และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกโจรป่าเหล่านั้นจะตามมาไม่ทันก่อนเธอจะได้ไปไกลจากบริเวณนี้ “มีน้ำจริงๆ ด้วย แกรอดตายแล้วมาเรียม...” เสียงเล็กอุทานเบาหวิว ริมฝีปากคลี่ยิ้มน้อยๆ ด้วยความยินดีแต่กระนั้นก็ยังไม่อาจขจัดความกลัวทั้งหมดออกไปจากความรู้สึก
ตรงหน้าของเธอเป็นลำธารไม่ใหญ่มากนักแต่ก็ไม่เล็กนัก รอบๆ ยังห้อมล้อมไปด้วยความเขียวชอุ่มของต้นไม้ต้นหญ้า มีก้อนหินขนาดน้อยใหญ่วางสะเปะสะปะอยู่โดยทั่ว อากาศตรงนี้เย็นจัดขึ้นมาทันที
มาเรียมตัดสินใจถอดรองเท้าหุ้มส้นที่เธอสวมอยู่มาถือเอาไว้เพื่อความสะดวกในการเดินข้ามลำธารไปยังอีกฝั่ง คงช่วยอำพรางเธอจากกลุ่มโจรได้ในระดับหนึ่งระดับน้ำไม่ลึกนักแต่ไหลแรงเชี่ยวกราก อีกทั้งพื้นน้ำยังเต็มไปด้วยหินขนาดต่างกัน ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากในแต่ละย่างก้าว เพราะหินทั้งลื่นและมีคม
แต่ในที่สุดเธอก็ข้ามมายังอีกฝั่งจนได้ หญิงสาวถอนหายใจโล่งในระดับหนึ่งเมื่อมองกลับไปข้างหลังก็ไม่พบว่ามีใครตามมาทัน เธอจึงก้มตัวลงวักน้ำล้างหน้าและทำความสะอาดเนื้อตัว แล้วสวมรองเท้าดังเดิม คิดไม่ตกเลยจริงๆ ว่าทำไมจู่ๆ ชีวิตถึงพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังเท้าได้โดยไม่คาดฝันเช่นนี้ ไม่อยากให้ทุกอย่างเป็นความจริงเลยแต่ก็เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ชัดเจนจนเธอไม่รู้จะหลอกตัวเองอย่างไร เมื่อได้น้ำชโลมร่างกายให้พอทุเลาความร้อนในตัว และชะล้างคาบเหงื่อไคล รวมถึงทำความสะอาดบาดแผลขีดข่วนตามแขนขาเสร็จแล้ว มาเรียมก็เริ่มเดินทางต่อโดยตั้งใจจะลัดเลาะไปตามทางน้ำที่ไหลผ่าน เธอพยายามข่มความกลัวทั้งหลายแหล่เพื่อจะเอาชีวิตให้รอดออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด “จะมีใครรู้หรือยังว่าเราหายตัวมาแบบนี้ จะมีใครเริ่มตามหาเราหรือยัง” คิดเรื่องตัวเองไปพลาง ก็นึกภาพข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และตามสื่อต่างๆ แล้วก็ยิ่งทำให้จิตหลอนยิ่งนัก การฆ่าแกง การทำร้ายทารุณในสมัยนี้กลายเป็นเรื่องที่พบเห็นกันได้ทุกวี่ทุกวัน แต่เธอก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าตัวเองจะต้องมาผจญชะตากรรมอย่างไม่ได้ตั้งตัว เข้าใจความรู้สึกของเหยื่อเหล่านั้นเลยว่ามันทุกข์ทรมานขนาดไหน เสียงของป่ายังดังระงม ทั้งหรีดหริ่งเรไรและสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกระทบวัตถุ แสงแดดเริ่มลดความแรงกล้า บอกให้รู้ว่าในไม่ช้าความมืดจะมาเยือน นั่นคงเป็นช่วงเวลาที่น่าวังเวงที่สุดสำหรับเธอ สองมือเรียวกอดรัดตัวเองเพื่อผ่อนคลายความเย็นยะเยือก เธอก้าวเร็วอย่างระแวดระวังและกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วก็ต้องหยุดชะงักด้วยสัญชาตญาณบางอย่างมันสื่อให้รู้ถึงความผิดปกติ เสียง...ที่ไม่ใช่แค่ลมพัดกิ่งไม้ใบไม้ไหว ไม่ใช่สายน้ำ ไม่ใช่แมลงในผืนป่า บางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังของเธอ... “ล...ลิง” เธอขยับตัวหันกลับไปมองช้าๆ ภาพของลิงป่าขนาดตัวเท่าสุนัขเต็มวัยกำลังแยกเขี้ยวมองเธอด้วยสายตาพิฆาต ท่าทางของมันไม่ได้เป็นมิตร และพร้อมจะจู่โจมทำร้ายได้ทุกเมื่อหากเธอขยับตัวอีกเพียงนิดเดียว อันตรายในป่าใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม แต่เธอไม่ได้มีทางเลือก “ว้าย!” ลิงป่าตัวนั้นกระโดดเข้าหาเธอด้วยความรวดเร็ว ร่างเล็กหลบมันได้ทัน แต่ก็ต้องเสียหลักล้มกองลงกับพื้นดิน เสียงสัตว์ร้ายคำรามเกรี้ยวกราดน่ากลัว และหันกลับมามองเธอพร้อมตั้งท่ากระโจนประทุษร้ายอีกครั้ง “ช่วยด้วย!” เธอตะโกนสุดเสียง ยกมือขึ้นป้องกันตัวเองโดยอัตโนมัติ หลับตาปี๋ใจเต้นระทึกเตรียมตัวรับความเจ็บปวดที่ไม่อาจคาดเดา หรืออาจจะถึงแก่ชีวิต แต่แล้วเสียงอาวุธร้ายก็ดังลั่นสนั่นป่าทำให้เธอสะดุ้งซ้ำด้วยความตกใจ ลิงตัวนั้นหวีดร้องระงมป่าและค่อยๆ ห่างออกไป “จับตัวได้แล้ว...” มาเรียมลืมตาขึ้นมองทันที...เธอผงะเล็กน้อยเมื่อพบว่าปืนยาวในมือเจ้าของเสียงกำลังเล็งจ่ออยู่ตรงหน้าอกของเธอ ห่างจากตัวเพียงคืบ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเจ้าลิงร้ายตัวนั้นถึงได้ล่าถอยหนีเข้าป่า เพราะมันรู้ว่ามีบางสิ่งที่อันตรายกว่า... “...” ดวงตาคมดุจ้องร่างเล็กด้วยความสาแก่ใจ หมดเวลาเล่นสนุกแล้ว...“สองคนจะคุยดีกันไม่ได้เลยจริงๆ เหรอคะ” มาเรียมกอดอกรั้งผ้าคลุมไหล่สีขาวเอาไว้แล้วก้าวเข้ามายืนข้างๆ เขา แดนสรวงยิ้มให้แล้วประคองเธอกอดพาหันไปทางด้านทะเล เดินไปจนชิดติดรั้วไม้ “เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว” “พี่พจน์ดูจะรักคุณริกามากนะคะ ฉันก็ไม่เคยเห็นเขาเอาใจใครเท่านี้มาก่อนเหมือนกัน” “ผู้ชายแบบมันก็ปากหวานก้นเปรี้ยวไปทั่ว” “นั่นพี่ชายฉันนะแดน แล้วฉันก็มั่นใจว่ารักครั้งนี้ของพี่พจน์เป็นรักที่จริงจัง คุณริกาน้ำใจงามน่านับถือมาก ถ้าพี่พจน์เสียเธอไปฉันก็ไม่ยอมเหมือนกัน” มาเรียมเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาของเธอจับจ้องอยู่ตรงผืนทะเลที่ดวงอาทิตย์กำลังจมลับลงไปทีละน้อย แสงสีแดงสีส้มระบายฝืนฟ้าและฝืนน้ำเป็นปรากฏการทางธรรมชาติที่ชวนมองจนไม่อยากละสายตา “ที่ฉันปล่อยให้มันคบกับริกาก็เพราะน้องฉันโตแล้ว คิดเองเลือกเองดูแลตัวเองได้แล้ว เราถูกเลี้ยงมาแบบให้อิสระในการตัดสินใจกัน แต่ถ้ามันทิ้งริกาไปอีกคน มันได้ตายด้วยมือฉันแน่ๆ” “ค่ะ...พ่อคนเก่ง พ่อคนโหด พ่อจอมโจร” หญิงสาวล้อเลียน เขาจึงรั้งเธอมากอดเอาไว้เต็มอ้อมแขน ให้ร่างเล็กพิงพักแผ่นหลังของเธอลง
“พี่เรียม!!” ร่างเล็กในชุดใหม่ที่เธอไม่เคยมีวิ่งตัวลิ่วพร้อมตะโกนเรียกมาเรียมเสียงดัง เธอจำได้แม้จะเห็นเพียงด้านหลังในขณะที่หญิงสาวกำลังปิ้งบาบีคิวอยู่ริมสระว่ายน้ำ “อูซา...อูซาจริงๆ ด้วย มาได้ยังไงเนี่ย” มาเรียมหันกลับไปอ้าแขนรับอูซาเข้ามากอดด้วยความคิดถึงและแปลกใจปนเปกัน เด็กสาวดูซูบผอมลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนเดิม “นายแดนให้ลุงแสงพามาส่งค่ะ หนูคิดถึงพี่เรียมมากๆ ร้องไห้ทุกวันเลย” “พี่ก็คิดถึงอูซาที่สุด พี่ตั้งใจว่าจะให้แดนไปรับอูซามาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ไม่คิดว่าเขาจะรู้ใจพี่ขนาดนี้” “คงเหลือแต่เดือนกับดาวแล้วล่ะค่ะ ที่พี่เรียมยังไม่ได้” เด็กสาวเอ่ยปากหยอกล้อ จนอีกฝ่ายหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี “เด็กแก่แดดนี่...ออ กินอะไรมาหรือยัง อูซามากับใคร แล้วลุงแสงล่ะ” “ลุงแสงพามาส่งขึ้นเครื่องบินที่เชียงใหม่ค่ะ หนูกลัวเกือบตายแล้วนายแดนก็ให้คนไปรับมาจากสนามบินดอนเมืองพามาส่งที่นี่แหละ” เด็กสาวผละออกจากร
“แดน...นายกลับมาแล้ว ฉันรอนายทุกวัน” มาเรียมโผเข้ามากอดเขาหลังจากหมอและพยาบาลตรวจอะไรต่อมิอะไรเสร็จแล้วในวันที่ตื่นขึ้นมาครั้งแรก เธอร้องไห้ตัวโยนซบอยู่บนแผงอกเขาจนน้ำตาเปียกชื้นเสื้อที่สวมอยู่ เขายังขยับตัวไม่ได้มาก ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ทั้งร่างปวดระบมไปหมด เขาดีใจ...ที่สัมผัสแรกเป็นของเธอ อยากกอดอยากปลอบโยนเธอบางแต่ก็ทำไม่ได้ นึกย้อนถึงความฝันประหลาดได้พบกับวาเลนเซียร์ ไม่แน่ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่งเขาอาจจะตายไปแล้วจริง แต่เพราะสำนึกฝังใจเรื่องลูกนี่แหละที่ผลักดันให้เขาไม่ยอมแพ้... “นายต้องปลอดภัยนะ...ลูกกับฉันจะไม่ไปไหนจนกว่านายจะหายดี” เธอกล่าวย้ำ และผละห่างเล็กน้อยดึงมือเขาไปกุมเอาไว้ ในขณะที่เขาพยายามเหลือบมองไปที่หน้าท้องของเธอและกระตุกมืออยากไปจับตรงส่วนนั้นด้วยความเป็นห่วง มาเรียมจึงวางมือของเขาแนบทาบไปที่ท้องน้อย “ลูกของเรา...” มาเรียมเอยได้เพียงเท่านั้น เธอยิ้มให้กับเขา “...” มันคือความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก ชีวิตน้อยๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์ของมาเรียมคือโลกทั้งใบของเขา น้ำตาลูกผู้ชายเอ่อล้นออกมาเองโด
สองเท้าก้าวเหยียบลงบนความว่างเปล่า...รอบตัวขาวโพลนไปหมดไม่มีจุดสิ้นสุด ชายหนุ่มก้มมองตัวเองในชุดสีขาวสะอาดตาแล้วลูบแรงๆ ไปตามหน้าท้อง แขนและส่วนต่างๆ...ไม่เจ็บ ไม่ปวด บาดแผลที่มีอยู่เต็มตัวก็หายไปเขาตายแล้วใช่ไหม...ความงุนงงปนเปเข้ามาในสภาวะที่ไม่คุ้นเคย เขาไม่แน่ใจนักหรอกว่าที่นี่คือที่ไหนถ้าหากว่าเขาหมดลมหายใจไปแล้วจริงๆ นี่ควรจะเป็นสวรรค์หรือนรกดีล่ะ “พี่แดน...” “มาลัย!” เขาหันรอบตัวทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคย แต่ไม่เห็นใคร ชายหนุ่มขมวดคิ้วสงสัยว่าใยเขายังได้ยินเสียงเรียกที่เคยฝันถึงทุกๆ คืนหากว่าเขาตายไปแล้ว “!!” แดนสรวงผงะเมื่อร่างบางในชุดขาวฟูฟ่องมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วค่อยๆ เลือนรางหายไปปรากฏอยู่ห่างกันเล็กน้อย หญิงสาวในชุดสีขาวยิ้มเศร้าให้กับเขาชายกระโปรงของเธอยาวระพื้นจนปิดเท้า สองมือขนาบข้างลำตัว รอบๆ ตัวเธอมีหมอกจางๆ ลอยฟุ้งจนมองเห็นได้ไม่ชัดเจน “พี่แดน...” เธอเรียกเขา แต่แดนสรวงไม่เห็นริมฝีปากบางนั้นขยับ “มาลัย...มาลัยมาทำอะไรที่นี่ พี่ตายไปแล้วใช่ไหม” เขาถาม...และพยายามเดินไปหาร่างแบบบางระหง ทว่า...เธอกลับห่าง
คมพจน์นึกย้อนกลับไป สมัยที่เขาเพิ่งได้รับตำแหน่งประธานบริษัทใหม่ๆ แทนบิดาซึ่งโรคภัยรุมเร้าและกลับไปปักหลักที่ต่างประเทศบ้านเกิดอย่างเป็นทางการ เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือบิดาอยากมีเวลาดูแลมารดากับน้องสาวของเขาอย่างเต็มที่ด้วย หลังจากปล่อยให้สองคนนั้นอยู่กันตามลำพังเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเขาและบิดาก็บินไปบินมาสลับกันด้วยเพราะต่างก็มีภาระหน้าที่เขารู้สึกกับพอวา...ในตอนที่ยังเป็นผู้ช่วยแพทย์ เธอทั้งสวยทั้งเก่ง ดูเป็นผู้หญิงทันสมัยมีความมั่นใจสูง ด้วยความเป็นนักรักผู้ช่ำชอง และบริษัทของเขาได้ทำสัญญาประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลที่พอวาทำงานอยู่ในตอนนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากเมื่อต้องการจะเข้าถึงตัวคุณหมอสาวการที่พอวานิสัยไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เคยผ่านมา มันดึงดูดให้เขาหลงใหลในตัวเธอมาก ถึงกับถอดเขี้ยวเล็บและคบหากันอย่างจริงจังอยู่นานแต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป...ความหลง ความแปลกใหม่ก็เริ่มชาชิน พอวาจริงจังกับหน้าที่การงานมากจนเขาแทบไม่มีตัวตน เธอเป็นสาวมั่นที่ตัดสินใจเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเองทุกอย่างจนเหมือนเขาไม่ได้มีความหมายเขาเป็นผู้ชาย...ในขณะที่เธอเป็นผู้หญิงแต่กลับมีภาวะความเ
“คุณไม่ควรพาเด็กมาในที่แบบนี้...”“...” ชายหนุ่มวางเด็กชายในอ้อมให้ยืนลงบนพื้น ละสายตาจากภาพทิวทัศน์ตรงหน้าจากหน้าผาสูงสู่เบื้องล่างอันเวิ้งว้าง เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เขาหันกลับไปมองเจ้าของเสียงเรียกทัก ที่ในอดีต...เขาคุ้นเคยกับน้ำเสียงนี้เป็นอย่างดี“ผมไม่อยากห่างกับเขา...แล้วริกาก็ต้องดูแลมาเรียม”“บนดอยยังอันตราย เรายังฟื้นฟูพื้นที่ไม่ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ” เธอกล่าว...สีหน้าเคร่งเครียดเมื่อเหลือบมองเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ยืนเกาะขาของเขาไว้แน่นแม้ว่าคมพจน์จะมีเงินสร้างที่อยู่ชั่วคราวได้อย่างสะดวกสบายในระดับหนึ่ง แต่บนดอยที่เพิ่งถูกภัยธรรมชาติกระหน่ำไปหมาดๆ แห่งนี้ก็ไม่ได้เหมาะสมกับเด็กเล็กๆ อยู่ดี“ผมกับลูกไม่ได้ทำตัวเป็นภาระใคร แล้วก็ไม่ได้ขัดขวางการทำงานของคุณด้วย เจอตัวไอ้แดนเมื่อไหร่เราก็จะกลับกันทันที”“ตามใจ...ฉันเตือนด้วยความหวังดี เพราะถ้าเด็กมันป่วยขึ้นมามันจะลำบาก บุคลากรเราไม่พอ การเดินทางก็ลำบากแสนเข็ญ” เธอถอนหายใจแล้วส่ายหน้า พร้อมกับหันหลังกลับ เพื่อจะไปทำงานของตัวเองต่







