LOGIN“ฮายาบุสะหรือคะ”
กว่าจะรู้ตัวว่าพลาดไปแล้วก็ไม่อาจหยุดยั้งตัวเองเอาไว้ได้ แต่กระนั้นเขาก็กลับมามีท่าทีสงบเช่นเดิม ดวงตาที่บ่งบอกถึงการผ่านร้อนผ่านหนาวมามากฉายแววครุ่นคิด
“หนูมั่นใจหรือว่ามองเห็นจริงๆ ว่าดวงตาของเขาเป็นสีเขียว เขาอายุประมาณเท่าไรล่ะ”
“ก็...น่าจะราวๆ สามสิบต้นๆ ค่ะ ตัวสูงใหญ่ ผิวขาว ดูท่าทางเหมือน...”
หยุดไปครู่หนึ่งกระทั่งชายชราเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“เหมือนอะไรหรือ”
“เหมือน...นักรบค่ะ”
รสสุคนธ์เอ่ยเสียงแผ่วเพราะความคิดเหลวไหลของตัวเอง ทว่าชายชรากลับเผยรอยยิ้มเอ็นดูออกมาแทนที่จะหัวเราะเยาะความคิดของเธอ
กระทั่งมือเหี่ยวย่นตามกาลเวลา เอื้อมไปหยิบหนังสือบนชั้นมาส่งให้หญิงสาว หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นหนังสือเก่าจนแทบจะขาด อย่างเล่มที่รสสุคนธ์ซื้อมา
เมื่อพลิกดูวันเดือนปีที่พิมพ์ หนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งได้รับจากชายชรานั้น กลับได้รับการตีพิมพ์ก่อนหน้าเล่มแรกหลายปี รสสุคนธ์จึงคิดว่าน่าจะเพราะการเก็บรักษาที่ต่างกัน
“วิถีแห่งไรเดน” รสสุคนธ์อ่านชื่อของหนังสือออกมาช้าๆ
“สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ หรืออาจจะเป็นโชคชะตา คำตอบที่จะได้รับมันขึ้นอยู่กับตัวหนูเอง ชาวไรเดนเชื่อถือเรื่องการทำนาย ความฝันที่หนูเล่ามาบางทีมันอาจจะเป็นลางบอกเหตุ ตามความเชื่อของไรเดนว่ากันว่าหากฝันถึงพยัคฆ์ขาวผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในเทพเจ้าของชาวไรเดน ไม่นานหลังจากนี้จะเกิดเรื่องมงคลขึ้น แต่หนูไม่ใช่ไรเดน ดังนั้นฉันเองก็บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่ฉันขอเตือนการบุกเข้าไปในอาณาเขตไรเดนโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเลย แม้ว่ามิยาโมโต้จะมีคนของโอโตกะไปด้วยก็ตาม”
“โอโตกะ คุณหมายถึงคุณโอโตกะกับคนของเขาหรือเปล่าคะ”
ตอนประชุมคณะสำรวจครั้งล่าสุด รสสุคนธ์ก็สงสัยอยู่ว่าการเดินทางเข้าไปสำรวจครั้งนี้ นอกจากทีมงานและคนงานแล้ว เหตุใดมิยาโมโต้จึงจำเป็นต้องส่งคนคุ้มกันมากมายถึงสามสิบคน อีกทั้งแต่ละคนยังดูราวกับเป็นทหารรับจ้างก็ไม่ปาน
“ถ้าฉันบอกอะไรหนูตอนนี้หนูจะเชื่อและทำตามที่ฉันบอกไหม”
“อะไรหรือคะ”
“ถอนตัวจากการสำรวจครั้งนี้ซะ” เอ่ยจบทั้งสองคนต่างก็นั่งจ้องตากันนิ่งโดยที่ไม่มีใครพูดอะไร ซึ่งนั่นก็คือคำตอบที่หญิงสาวมอบให้ชายชราได้อย่างชัดเจน
“หรือถ้าไม่... ก็พกหนังสือเล่มนี้ไปด้วย หากมีโอกาสพบพวกเขาก็มอบมันให้ใครคนใดคนหนึ่ง ทันทีที่เห็นหนังสือเล่มนี้ พวกเขาจะรู้ว่าฉันคือคนที่มอบมันให้หนู”
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ชายชราซึ่งเป็นหัวหน้าตระกูลคามิยะบอกกับรสสุคนธ์ เขานั่งมองหญิงสาวเดินออกไปจากห้องพร้อมกับถอนใจออกมา
“หรือนายหญิงแห่งไรเดนจะเป็นชาวต่างชาติจริงๆ ตอนนี้ฮายาบุสะ อากิ พยัคฆ์ขาวตัวนั้นคงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำแล้วสินะ” ชายชราหลับตาลงอย่างอ่อนล้า “ถึงเวลากลับบ้านแล้ว”
ความทรงจำในยามที่เขาคือหนึ่งในนักรบแห่งไรเดนค่อยๆ ปรากฏขึ้นในห้วงแห่งความคิด แม้จะเสียใจที่เลือกละทิ้งสหายและครอบครัวไรเดน แต่เขาก็ไม่เสียดายในการเลือกของตัวเอง
เขาทำหน้าที่ปกป้องความลับเอาไว้ไม่แพร่งพรายให้ใครล่วงรู้ แม้แต่คนรักที่เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตด้วยกระทั่งเธอได้จากไป เขาก็ไม่เคยบอกให้ใครรู้ว่าเขาก็เป็นหนึ่งในนักรบไรเดน
แต่ครั้งนี้การที่เขาได้มอบหนังสือเป็นแนวทางเกี่ยวกับไรเดน ทั้งยังบอกความลับบางอย่างของไรเดนออกไป ให้หญิงสาวชาวต่างชาติคนหนึ่งได้รับรู้ เขาเองก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา จากการเปิดเผยความลับของเผ่าพันธุ์ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยละทิ้งมา
หลังจากรสสุคนธ์กลับออกมาพร้อมกับหนังสือวิถีแห่งไรเดน ซึ่งเธอหมายมาดว่าเย็นนี้จะต้องอ่านให้ได้ แต่ไหนเลยจะคาดว่าเธอจะยุ่งจนหัวหมุนเพราะต้องเตรียมตัวเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น
กลุ่มสำรวจของมิยาโมโต้เลื่อนวันออกเดินทางเข้ามาหนึ่งวัน โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งยังอ้างว่าข่าวการเดินทางแพร่ออกไปจนไม่อาจควบคุม การเดินทางก่อนกำหนดจะทำให้ไม่มีใครไหวตัวทัน
ซึ่งคำว่า ‘ใคร’ ในที่นี้ ไม่มีคณะร่วมเดินทางคนใดระบุว่าหมายถึงผู้ใดกันแน่
รสสุคนธ์เลิกคิ้วมองชายหนุ่มหล่อเหลาทว่าเย็นชาตรงหน้านิ่ง เธอเดาไม่ถูกว่าเขามีอารมณ์เช่นไรในตอนนี้ และเขาต้องการอะไรจากเธอ จึงจับเธอมาแล้วปฏิบัติกับเธอประหนึ่งแขกผู้มาเยือนฮายาบุสะเองก็จ้องมองหญิงสาวด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขายังไม่แน่ใจในสถานะของหญิงสาว แต่ก็สงสัยเหลือเกินว่าเธออาจเป็นสตรีที่คำทำนายบอกไว้ว่าสักวันหนึ่งจะมาสตรีที่พยัคฆ์ขาวเลือกเอาไว้ให้เขาสตรีที่จะมาเป็นนายหญิงของฮายาบุสะคำทำนายนี้เขาได้ยินมาจากพ่อและแม่ของเขา ซึ่งอยู่ในพิธีทำนายชะตาในขณะที่เขาอายุได้เพียงสิบขวบ“เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคุณคามิยะ เขามาที่นี่หรือ แล้วคนอื่นล่ะ เพื่อนๆ นักสำรวจของฉัน คุณโอโกตะกับคนของเขา”รสสุคนธ์เอ่ยถามอย่างร้อนใจ เพราะดูจากสภาพกระโจมที่ถูกโจมตีเมื่อคืนที่คนของโอโกตะซึ่งมีอาวุธครบมือ ยังไม่อาจเอาชนะไรเดนเหล่านี้ได้ อีกทั้งตัวเธอที่ถูกจับมาเช่นนี้ ก็เป็นการย้ำชัดถึงผลการปะทะว่าใครคือผู้กำชัยชนะ“เป็นห่วงพวกเขาหรือ”น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเยาะหยันของฮายาบุสะ ทำให้หญิงสาวรู้สึกหงุดหงิด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่โง่ที่จะแสดงออกมา เพราะสถานการณ์เป็นเชลยของตัวเองในยามนี้ท่าทีของเธอทำให้ฮายาบุสะ
ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่ถือว่าใหญ่มาก ห้องนี้นอกจากฟูกนอนแล้วด้านหลังของเธอยังมีตู้สองใบตั้งอยู่ คิดว่าน่าจะเป็นตู้เสื้อผ้าหรือเอาไว้ใช้เก็บของ แต่นอกเหนือจากนั้นห้องนี้ก็ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิงเสียงประตูถูกเลื่อนเปิดทำให้รสสุคนธ์สะดุ้ง หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดกิโมโนเรียบๆ สีน้ำเงินซีดๆ เดินเข้ามาก่อนจะนั่งลงตรงฟูกอีกด้านใบหน้าเรียบเฉยก้มนิ่งราวกับไม่กล้าเงยขึ้นมามองหญิงสาว ซึ่งนั่นทำให้รสสุคนธ์ประหลาดใจเล็กน้อย“หลังจากท่านอาบน้ำแต่งตัวแล้ว นายท่านให้มาเชิญเจ้าค่ะ”“นายท่านหรือคะ”“ท่านฮายาบุสะเจ้าค่ะ”“อ้อ” รสสุคนธ์นั่งนิ่งราวกับกำลังใช้ความคิดเธอแปลกใจเล็กน้อยกับความสุขุมของตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเธอเองหากทีท่าทีหวาดกลัวคงจะโวยวายเสียงดัง หรือไม่ก็คงพยายามหาทางหนี แต่ตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นของเธอกลับเข้ามาแทนที่ความรู้สึกเหล่านั้นจนแทบไม่เหลือเธออยากรู้เหลือเกินว่าสิ่งที่เธอเผชิญอยู่คืออะไรกันแน่ ทั้งความฝันประหลาดๆ นั้น ทั้งพยัคฆ์ขาวตัวใหญ่ และฮายาบุสะผู้มีดวงตาสีเดียวกันกับพยัคฆ์ขาวหลังจากอาบน้ำเปลี่ยนชุดเป็นชุดกิโมโนสีแดงเข้มแบบเรียบง่าย โดยมีซึชิวาระให้ความช่วยเหลือรสสุคน
“ฮายาบุสะ”รสสุคนธ์กระซิบกับตัวเองเสียงเบา แต่กระนั้นคนที่กำลังพันธนาการเธอเอาไว้ก็ยังได้ยิน ดวงตาคมดุสีเขียวหรี่ลงและเพิ่มความกระด้างแรงรัดรอบเอวที่เพิ่มขึ้นทำให้หญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ แต่กระนั้นคนตัวใหญ่กว่าก็ไม่แยแส เขาสบตากับหญิงสาวนิ่ง ในขณะที่สั่งการด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังโกรธจัด“เอาตัวไปให้มาริที่หมู่บ้าน เฝ้าเอาไว้อย่าให้หนีไปได้!”“คนที่หลงไปเล่าขอรับนายท่าน”“ต้อนออกไปจากป่าให้หมด”“นายท่าน แล้วโอโตกะ”“ฉันจะจัดการเอง ไปได้แล้ว” เสียงเฉียบขาดเอ่ยขึ้น ก่อนจะออกเดินไป โดยไม่หันหลังกลับไปมองหญิงสาวที่ถูกชายชุดดำอีกคนพาเดินแยกออกไปอีกทางตอนนั้นเองรสสุคนธ์รู้สึกว่าตัวเองทานทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เรื่องราวที่เธอเพิ่งจะเผชิญช่างหนักหนาเหลือเกิน สติรับรู้และเรี่ยวแรงของเธอมลายหายไป หลงเหลือเพียงความดำมืดที่คืบคลานเข้าหา“นายท่าน!!” ฮาโระอุทานเพราะหญิงสาวที่เขากำลังจะใช้เชือกมัดมือหมดสติลงฮายาบุสะที่ตั้งท่าจะผละไปหันหลังกลับมาทันที เขาอุ้มร่างอรชรขึ้น ก่อนหันไปสั่งการให้คนของตนนำม้าของเขามาอย่างเร่งด่วนอ้อมแขนแข็งแรงส่งตัวหญิงสาวให้ฮาโระอีกครั้ง ในตอนที่อีกฝ่ายขึ้นม้าเรียบร้อยแล
คลองสายตาของหญิงสาวเหลือบไปเห็นอุ้งเท้าสีขาว ซึ่งกำลังจมหายลงไปในพื้นหิมะ แม้จะไม่อยากมองแต่เมื่อลืมตาขึ้นและค่อยๆ ไล่สายตาไปตามขาหน้าของเจ้าสัตว์ตัวใหญ่ในที่สุดรสสุคนธ์ก็สบเข้ากับสายตาสีเขียวคมกล้าของพยัคฆ์ขาว ซึ่งในยามนี้มันกำลังยืนค้ำอยู่เหนือร่างของเธอที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกแตะออกมาจากวงการต่อสู้ แต่กระนั้นเธอก็เจ็บระบมจากแรงกระแทกเสียงสูดดมฟุดฟิดของพยัคฆ์ขาวดังสลับกันไป ในตอนที่เจ้าตัวใหญ่เดินวนไปรอบร่างเล็กหญิงสาวตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว แม้ว่าจะมองไม่เห็นแววมุ่งร้ายในดวงตาสีเขียวคู่นั้นแล้วก็ตามเจ้าสัตว์ร้ายตัวใหญ่สีขาวลายสลับเทา ดูเหมือนกำลังประหลาดใจ มากกว่าการสำรวจเหยื่ออันโอชะ ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ไม่อาจวางใจได้เสียงฝีเท้าคนหลายคนกำลังเดินใกล้เข้ามา รสสุคนธ์ละสายตาไปจากพยัคฆ์ขาว ทว่าเธอกลับสานสบสายตาเข้ากับดวงตาสีเขียวอีกคู่ของชายหนุ่มชุดดำแทนเขายืนอยู่ห่างออกไปหลายก้าว จากจุดที่เธอนอนแผ่อยู่บนพื้นใกล้กับอุ้งเท้าอันใหญ่โตของเจ้าตัวใหญ่ ชายหนุ่มผู้นั้นชะงักเมื่อมองเห็นเช่นนั้นเขาไม่ไ
ร่างเล็กค่อยๆ กระเสือกกระสนไปข้างหน้า พร้อมกับหอบหายใจเข้าอย่างหนักหน่วง เพราะความเหน็ดเหนื่อย แต่เท้าทั้งสองข้างก็ยังพยายามออกเดินไปช้าๆ กระทั่งหูทั้งสองข้างได้ยินเสียงลมหายใจหนักๆ ยาวๆ ทว่าหนักแน่นดังฝ่าความเงียบอยู่ด้านหลังไม่รู้ว่าทำไมรสสุคนธ์จึงไม่กล้าหันหลังกลับไป อาจเพราะเธอรับรู้ถึงสัญญาณอันตรายบางอย่าง หรือเพราะเธอได้กลิ่นสาบสางโชยออกมาจากเจ้าสิ่งที่อยู่ด้านหลังก็สุดรู้หญิงสาวพยายามปรับลมหายใจให้ช้าลง กระทั่งร่างอรชรค่อยๆ หมุนตัวช้าๆ แต่ดูเหมือนเจ้าสิ่งที่อยู่ด้านหลังไม่ได้หยุดอยู่กับที่ดังที่เธอคิด เพราะทันทีที่หญิงสาวหมุนตัวไปได้เพียงนิด เงาของเสือโคร่งตัวใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในคลองสายตา มันเดินอ้อมเข้ามาเผชิญหน้ากับเธอ ราวกับกำลังหยั่งเชิงเหยื่ออันโอชะภาพตรงหน้าที่ดูคุ้นเคยอย่างประหลาด เนื่องจากเธอเคยฝันแบบนี้ซ้ำๆ เพียงแต่ในความฝันนั้นจะต่างกันเล็กน้อยเสือตัวที่อยู่ตรงหน้าคือเสือโคร่งลายพาดกลอนที่ดูหิวโซ ไม่ใช่เสือขาวตัวใหญ่ที่ดูสง่างาม และดวงตาของเจ้าเสือโคร่งก็เป็นสีอำพันแวววาว ไม่ใช่สีเขียวล้ำลึกราวกับห้วงแห่งมหรรณพ‘ฉันกำลังจะตาย’รสสุคนธ์บอกตัวเองแบบนั้น แต่เท้าทั้งสองข
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวของผู้ที่พลังชีวิตกำลังจะถูกพรากไป ทำให้รสสุคนธ์ยืนตัวแข็งอย่างตื่นตระหนก“ไรเดน พวกไรเดน!!” เสียงแตกตื่นเสียงหนึ่งตะโกนขึ้น พร้อมกับเสียงปืนและเสียงระเบิดของผู้คุ้มกัน ตอกย้ำว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นถูกต้องแล้ว‘ไรเดน’ นามเรียกขานของกลุ่มคนที่ทำให้เสียงกรีดร้องดังขึ้นกว่าที่เป็นกลุ่มคนที่กำลังยืนละล้าละลังเหมือนรสสุคนธ์มีสีหน้าหวาดกลัวขึ้นมาทันตา หลายคนรีบวิ่งหนีเอาตัวรอด โดยไม่ห่วงข้าวของมีค่าของตน เนื่องจากนามของไรเดนนั้น ไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินถึงความโหดเหี้ยมพวกเขาเป็นนักล่าค่าหัว เป็นนักฆ่า และกลุ่มคนที่โหดเหี้ยมไร้ปรานี ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาทำอะไร และซ่อนตัวอยู่ที่ไหน พวกเขาเหมือนเงามืดยามค่ำคืน เหมือนมัจจุราชที่มากับความมืด และกลิ่นอายแห่งความตายการปรากฏตัวของไรเดน คือการปรากฏตัวของพญามัจจุราชแห่งความตาย ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่อาจหนีเงื้อมมือของไรเดนไปได้ รสสุคนธ์มองไปรอบๆ จนกระทั่งต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีเสียงปืนดังขึ้นข้างๆ หู หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้ยินเสียงคล้ายของมีคมตวัดกับบางสิ่ง พร้อมๆ กับเสียงของหนักตกลงบนพื้น สิ่งนั้นกำลังกลิ้งมายังปลายเ







