Share

ลูกพวกท่านเป็นคนดี?

last update Last Updated: 2026-03-15 13:22:32

“มีเรื่องอะไรกันหรือ? เหตุใดพวกพวกท่านถึงได้ยกกันมามากมายเช่นนี้”

นางฟานซื่อที่เห็นว่าเหตุการณ์ดูไม่สู้ดีก็รีบลุกขึ้นมายืนบังบุตรสาวของตนเองเอาไว้อย่างปกป้อง พร้อมกับเอ่ยถามพวกชาวบ้านที่พากันมาบ้านของตนด้วยใบหน้าบึ้งตึง

“ก็จะอะไรอีกละถ้าไม่ใช่เพราะลูกสาวตัวดีของเจ้าไปรังแกลูกสาวของพวกข้าจนพวกข้าตามมาเอาเรื่องถึงบ้านเช่นนี้”

เสียงของนางหลิวซื่อดังขึ้นเพื่อตอบคำถามของน้องสะใภ้ พร้อมกับเดินแหวกพวกชาวบ้านมาหยุดลงตรงหน้าของนางฟานซื่อในที่สุด

“อะไรนะ? คงจะมีอะไรเข้าใจผิดกันอย่างแน่นอน โม่เอ๋อร์ของข้าไม่เคยรังแกใครสักครั้งย่อมเป็นไปไม่ได้ที่นางจะรังแกใครได้”

นางฟานซื่อที่รู้จักนิสัยของบุตรสาวตนเองดีว่าลูกสาวของนางนั้นไม่มีนิสัยใช้ความรุนแรงเหมือนที่พี่สะใภ้ใหญ่เอ่ยบอกจึงได้เอ่ยแก้ต่างให้กับบุตรสาวของตน

“เช่นนั้นเจ้าก็ถามพวกเด็ก ๆ ที่โดนลูกสาวของเจ้าตบตีเมื่อเช้าเองก็แล้วกัน”

นางหลิวซื่อที่เห็นว่าน้องสาวของสามีไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ตนเองพูด นางจึงได้เอ่ยถึงพวกเด็กสาวที่เป็นสหายของบุตรสาวนางให้ออกมายืนยันเองแทน

ซึ่งพอจบคำพูดของนางหลิวซื่อพวกของจ้าวจื่อถงก็เดินออกมาจากด้านหลังของชาวบ้านพร้อมกับใบหน้าบวมแดงอย่างเด่นชัดอยู่บนใบหน้า

จะมีก็เพียงจ้าวจื่อถงที่ใบหน้ายังคงไร้รอยฝ่ามือ เมื่อนางฟานซื่อได้เห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับนิ่งเงียบไปอย่างไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดด้วยความตกใจ

แต่แล้วเสียงของจ้าวโม่ที่ดังขึ้นก่อนที่นางจะเดินออกมาจากด้านหลังของผู้เป็นมารดาด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใด ๆ

“ข้าไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อนเสียหน่อย เป็นลูก ๆ ของพวกท่านเองที่จะเข้ามาทุบตีข้า ข้าก็แค่ปกป้องตัวเองมีอะไรผิดเช่นนั้นรึ?”

“ปกป้องตัวเอง? แต่จากสภาพของเจ้าที่ข้าเห็นดูเหมือนจะไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่น้อยนะ”

“แต่เจ้าดูสภาพของพวกนางสิ มีคนไหนบ้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บจากฝีมือของเจ้ากัน!”

นางหลิวซื่อที่ได้ยินคำพูดของหลานสาวสามีก็รู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก นางจึงได้เอ่ยกลับขาวให้กลายเป็นดำ ทำให้คำพูดของจ้าวโม่ฟังดูไร้น้ำหนักลงไป

และก็เป็นไปตามที่นางหลิวซื่อคาดเดาเอาไว้ เพราะพวกมารดาของเด็กสาวทั้งหมดต่างก็เห็นด้วยกับคำพูดของนางหลิวซื่อมากกว่าคำพูดของเด็กสาวอย่างจ้าวโม่ที่เป็นผู้ลงมือทุบตีลูกสาวของพวกเขา

“จริงอย่างที่นางหลิวเอ่ยมา ลูกสาวของข้านั้นมีแต่แผลกลับบ้านไปหมด สภาพราวกับถูกหมาฟัดมา แต่ดูสภาพของเจ้าสิกลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเลยด้วยซ้ำ!”

มารดาของเด็กสาวคนแรกที่ถูกจ้าวโม่ตบคว่ำลงไปนั่งงงอยู่ที่พื้นเป็นคนเอ่ยสำทับคำพูดของนางหลิวซื่อขึ้นมาอย่างเห็นด้วย

“ใช่แล้ว พวกเจ้าดูหน้าของลูกสาวข้าสิ ทั้งบวมแดงจากฝ่ามือของจ้าวโม่ทั้งนั้น แต่บนตัวของนางกลับไม่มีบาดแผลสักที่เช่นนี้จะยังบอกว่าลูกสาวของข้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อนได้อย่างไรกัน”

“ใช่แล้ว ถ้าลูกสาวบ้านพวกข้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อนจริง เจ้าจะไร้บาดแผลเช่นตอนนี้ได้อย่างไรกัน แต่นี่กลับมีแค่ลูกสาวของพวกเราที่เจ็บตัว เจ้าอย่าได้มาใส่ร้ายเพื่อหนีความผิดหน่อยเลย!”

“นั่นนะสิ พวกนางมีกันตั้งหลายคนถ้าเกิดว่าพวกนางเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเจ้าหรือจะมีสภาพที่สมบูรณ์ดีอยู่เช่นนี้ได้”

หลังจากคำพูดชักจูงของนางหลิวซื่อจบลงพวกมารดาของเด็กสาวที่เหลือต่างก็เห็นด้วยในเหตุผลของนางจนพากันต่อว่าจ้าวโม่อย่างไม่ยินยอมและยอมรับความผิดของบุตรสาวของพวกตน

“นั่นก็เพราะพวกนางอ่อนแออย่างไรเล่า ถ้าเป็นข้าเมื่อก่อนป่านนี้ข้าคงมีสภาพย่ำแย่กลับมาบ้านแล้ว”

“แต่นี่ข้าไม่ได้อ่อนแอให้พวกนางรังแกอีกต่อไปอย่างไรเล่าพวกนางถึงได้มีสภาพเช่นนั้น”

แต่คำพูดสวนกลับของจ้าวโม่ก็ทำเอาพวกแม่ ๆ ทั้งหลายที่ยังคิดว่าบุตรสาวของตนเองเป็นคนดีถึงกับพูดไม่ออกได้แต่ยืนเงียบอย่างคนน้ำท่วมปาก

เมื่อจ้าวโม่เห็นว่าอีกฝั่งได้เงียบลงไปแล้วก็ไม่รอให้เสียโอกาสนางรีบเอ่ยสำทับยกเอาเหตุผลขึ้นมาฟาดเข้าแสกกลางหน้าของพวกมารดาที่แสนจะรักลูกอีกครั้ง

“ถ้าพวกท่านคิดจะโต้เถียงข้าว่าลูก ๆ ของพวกท่านไม่ได้อ่อนแอ เช่นนั้นท่านก็ช่วยบอกข้ากับทุกคนหน่อยเถิดว่าเพราะอะไรพวกนางที่มีกันถึงห้าคนจึงได้สู้ข้าที่มีเพียงคนเดียวไม่ได้กัน?”

“ทั้งที่พวกนางมีคนมากกว่า แถมยังอายุมากกว่าข้ากันทุกคน เช่นนั้นพวกท่านจะอธิบายเรื่องพวกนี้อย่างไรกันหรือ?”

“...”

จบคำพูดของจ้าวโม่ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที เพราะว่าสิ่งที่เด็กสาวเอ่ยขึ้นมานั้นล้วนมีเหตุผลที่ยากจะโต้แย้งได้

“ณ็แต่ถึงจะอย่างนั้นเจ้าก็ไม่ควรจะลงไม้ลงมือกับพวกนางหนักเช่นนี้ เจ้าควรจะพูดคุยกันดี ๆ เสียก่อนสิ”

นางหลิวซื่อที่เงียบไปสักพักก็เริ่มคิดหาทางลงในเรื่องนี้จนได้ในที่สุด จึงได้เอ่ยกับจ้าวโม่ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเสแสร้ง

เมื่อพวกมารดาทั้งหมดได้เห็นทางลงที่นางหลิวซื่อเปิดให้ต่างก็รีบเอ่ยเปลี่ยนเรื่องมาโยนความผิดทั้งหมดให้กับจ้าวโม่ที่เป็นฝ่ายลงมืออย่างโหดร้ายในทันที

“นั่นนะสิ พวกเจ้าต่างก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันเหตุใดจึงไม่ยอมพูดคุยกันดี ๆ แต่กลับลงไม้ลงมือกันเช่นนี้เล่า”

“ใช่ ๆ ถึงแม้ว่าพวกนางจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่การที่เจ้าลงมือหนักถึงเพียงนี้ก็ใช่ว่าจะถูกต้องนะ”

“นั่นนะสิ”

“ใช่แล้ว พวกนางพูดมาล้วนถูกต้อง”

“จริง บุตรสาวนางฟานซื่อก็ทำไม่ถูกจริง ๆ นั่นแหละ”

และเสียงของพวกชาวบ้านนับสิบคนก็เริ่มแสดงความเห็นด้วยกับคำพูดของพวกนางหลิวซื่อและเริ่มพากันต่อว่าจ้าวโม่กัน

“แล้วถ้ากลับกันเป็นลูกสาวของข้าที่สู้ไม่ได้ แล้วลูกสาวของพวกเจ้าจะยอมหยุดพูดคุยกันอย่างดี ๆ หรือไม่!”

“เหตุใดพวกเจ้าถึงได้ตามืดบอดเชื่อคำพูดที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ของพวกนางกัน ถ้าเกิดว่าลูก ๆ ของพวกเจ้าในนี้โดนเช่นโม่เอ๋อร์ของข้าบ้าง พวกเจ้าจะยังมีหน้ามายืนเข้าข้างคนผิดเช่นนี้อยู่ไหมข้าขอถามหน่อยเถิด!”

นางฟานซื่อที่เอาแต่เงียบมาโดยตลอดเอ่ยสวนกลับทุกคนอย่างเหลืออด หลังจากที่นางเงียบเพื่อฟังความจากปากของบุตรสาวและพวกชาวบ้านที่มาต่อว่าบุตรสาวของตนเองจนเข้าใจเหตุการณ์ได้แล้วนั้น

นางฟานซื่อก็ไม่สามารถทดเห็นบุตรสาวที่น่ารักของนางต้องมารับผิดในสิ่งที่ไม่ใช่ความผิดของนางอีกต่อไป

นางฟานซื่อจึงได้เอ่ยโต้กลับคำพูดด่าทอที่พวกชาวบ้านเอ่ยกับลูกสาวของนางอย่างไม่ยินยอม ดวงตาแข็งกร้าวกวาดมองไปรอบ ๆ ตัวจนดูน่าหวาดกลัวและน่าตกใจสำหรับทุกคน

เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นท่าทางสู้คนเช่นนี้ของนางฟานซื่อมาก่อน แต่นี้เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง

“ท่านแม่...”

แม้แต่จ้าวโม่เองก็ยังอดรู้สึกตกใจกับท่าทางปกป้องตนเองของมารดาไม่ได้ จนเผลอเอ่ยเรียกอีกฝ่ายออกมา

“ไม่เป็นไรนะลูกรักแม่อยู่นี่ ใครหน้าไหนกล้าแตะต้องเจ้าข้าจะสู้ตายกับพวกนั้นเสีย!”

นางฟานซื่อหันไปเอ่ยปลอบใจบุตรสาวด้วยใบหน้ายิ้มอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง จากนั้นนางจึงหันกลับไปเผชิญหน้ากับชาวบ้านทุกคน

ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดังพร้อมทำสีหน้าจริงจังเพื่อแสดให้เห็นว่าคำพูดของนางในตอนนี้ล้วนพูดจริงทำจริงอย่างแน่นอน

เมื่อพวกของนางหลิวซื่อเห็นว่าในครั้งนี้พวกตนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วต่างก็รีบหันไปหาลูกสาวของตนเองแล้วลากตัวกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

เพื่อหนีความอับอายและความผิดโดยไม่คิดจะเอ่ยขอโทษจ้าวโม่กับมารดาที่พวกตนมาหาเรื่องในวันนี้แม้แต่น้อย

ส่วนพวกชาวบ้านที่เหลือเมื่อเห็นว่าตนเองผิดที่ต่อว่า ด่าทอเด็กสาวไปโดยผิด ๆ ก็รู้สึกผิดขึ้นมาจึงได้พากันเอ่ยขอโทษเด็กสาวกับมารดาด้วยความจริงใจ ก่อนจะพากันแยกย้ายกลับบ้านในที่สุด

หลังจากที่พวกชาวบ้านกลับกันไปหมดแล้วนางฟานซื่อถึงได้ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะนั่งด้านหลังอย่างหมดเรี่ยวแรง

“ท่านแม่!”

จ้าวโม่หลุดเสียงร้องมารดาออกมาด้วยความตกใจพร้อมกับรีบพุ่งตัวเข้าไปหาร่างของมารดาที่นั่งหน้าซีดอยู่ไม่ไกล

“แม่ไม่เป็นไรแค่ตกใจและรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น แม่ขอโทษเจ้าด้วยนะโม่เอ๋อร์ที่แม่ปกป้องเจ้าได้ไม่ดีพอจนทำให้เจ้าถูกรังแกอยู่บ่อย ๆ เช่นนี้”

นางฟานซื่อเอ่ยบอกกับบุตรสาวด้วยใบหน้าเศร้าโศกอย่างรู้สึกผิดที่ตนนั้นเป็นมารดาที่ไม่ดีพอ ไม่สามารถปกป้องลูกสาวให้ดีได้

==========================================================================================

เป็นไงละหน้าแหกกันหมด ยัยน้องด่าได้สะใจมากจ้า

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   มะม่วงน้ำปลาหวาน

    หลังจากที่จ้าวโม่ได้พูดคุยกับเจียงทงเสร็จเรียบร้อยนางพร้อมกับเจียงซวี่ก็ได้เดินทางกลับบ้านของตนเอง ส่วนเจียงซวี่ที่เมื่อส่งเด็กสาวกลับบ้านเรียบร้อยก็ได้ขอตัวกลับบ้านของตนเองไปซึ่งเป็นเวลาอาหารเย็นของบ้านสกุลจ้าวแล้วเช่นกัน หลังจากที่ทุกคนได้ทานมื้อเย็นกันเสร็จเรียบร้อย จ้าวโม่จึงได้เริ่มพูดคุยเรื่องวัตถุดิบที่นางยังขาดไปอย่างมะพร้าวกับคนในครอบครัวขึ้นมา“ท่านตาเจ้าคะ ที่หมู่บ้านของเรามีมะพร้าวอยู่หรือไม่?”“อะไรนะโม่เอ๋อร์ มะพร้าวมันคือผลไม้ชนิดใดเช่นนั้นรึ?”จ้าวเหว่ยที่ได้ยินชื่อของผลไม้ที่ฟังไม่คุ้นจึงได้เอ่ยถามกับหลานสาวขึ้นอีกครั้ง“เอ่อ...มันจะมีเปลือกแข็ง ๆ ต้นมันชอบขึ้นอยู่แถวที่มีน้ำใบยาว ๆ เป็นก้าน ผลดิบจะเป็นสีเขียวแต่เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลลูกมีลักษณะกลม ๆ เจ้าค่ะ”จ้าวโม่เริ่มเอ่ยบอกลักษณะของลูกมะพร้าวให้กับผู้เป็นตาได้ฟังเผื่ออีกฝ่ายจะพอเคยเห็นมาบ้าง“เหมือนว่าพี่จะเคยเห็นเจ้าผลไม้ที่เจ้าเอ่ยมาเลยนะ มันขึ้นอยู่ตรงริมแม่น้ำอีกฝั่งของภูเขา ในตอนนี้ข้าบังเอิญไปพบมันเข้าพอดี”แต่กลับเป็นจ้าวหยางที่เป็นคนเอ่ยถึงเจ้าลูกมะพร้าวที่เด็กสาวกำลังตามหาอยู่เสียอย่างนั้น“จริงห

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   บ้านสกุลเจียง

    “จะได้อย่างไรกัน ถึงอย่างไรเจ้าก็ถือว่ามีบุญคุณต่อสกุลกู้ของเรา ในภายภาคหน้าหากเจ้าต้องการความช่วยเหลือก็ให้รีบไปหาพวกเราที่บ้านสกุลกู้นะ”“ส่วนนี้เป็นสินน้ำใจถึงจะไม่ได้มากมายแต่ก็ช่วยรับไว้ด้วยเถอะ ห้ามปฏิเสธถือว่าเห็นแก่หน้าท่านพ่อข้าก็แล้วกันนะ ข้าขอตัวกลับไปดูแลเป้ยเอ๋อร์ก่อนนะ”กู้เจินที่เห็นถึงความจริงใจจากจ้าวโม่และมารดาของนางก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนอีกฝ่ายเขาจึงได้เอ่ยปากถึงการให้ความช่วยเหลือในวันข้างหน้ากับครอบครัวจ้าวขึ้นมาพร้อมกับหยิบถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะตรงหน้าของสองแม่ลูกสกุลจ้าว ก่อนจะรีบเอ่ยดักทางอีกฝ่ายเอาไว้แล้วรีบขอตัวกลับบ้านของตนเองก่อนอย่างรวดเร็วจ้าวโม่กับนางฟานซื่อที่ยังคงตามไม่ทันกับความรวดเร็วของชายวัยกลางคนที่มาแล้วกลับไปเลยทำได้เพียงมองตามหลังของอีกฝ่ายที่หายวับไปจากบ้านของพวกนางเสียแล้ว“ท่านลุงกู้ช่างเป็นคนที่รวดเร็วยิ่งนักว่าหรือไม่เจ้าคะท่านแม่?”จ้าวโม่แสร้งเอ่ยติดตลกขึ้นอย่างขบขันต่อท่าทางเมื่อครู่ของกู้เจินกับมารดาของตน“อื้อ แม่เห็นด้วยกับเจ้านะ นี่มันเงินห้าตำลึงเชียวรึ?”นางฟานซื่อเอ่ยสำทับคำพูดของ

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   ผู้มีพระคุณของสกุลกู้

    แคก แคก แคกกู้เป้ยเป้ยที่รู้สึกตัวขึ้นมาในที่สุดนั้นก็ได้สำลักน้ำที่กลืนลงท้องไปในตอนที่จมน้ำออกมาจนหมด แล้วหมดสติไปอีกครั้ง“เป้ยเอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรไป”กู้เชาที่ในตอนแรกรู้สึกโล่งใจที่หลานสาวสุดรักนั้นฟื้นคืนสติกลับมาได้ แต่เมื่อเห็นว่าเด็กสาวได้หมดสติลงไปอีกครั้งชายชราถึงได้ร้องออกมาด้วยเสียงดังด้วยความตกใจ“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านรีบพานางกลับบ้านแล้วไปตามท่านหมอมาดูอาการของนางเถิดเจ้าค่ะ”จ้าวโม่ที่รู้ดีว่าเด็กสาวเพียงหมดสติไปเพราะตกน้ำละอ่อนหล้า นางจึงได้เอ่ยบอกชายชราให้รีบพาหลานสาวของเขาไปพักแล้วรีบตามท่านหมอมาดูอาการของอีกฝ่ายเสีย“ได้ ๆ พวกเจ้ารีบเอาเปลมาหามหลานของข้ากลับบ้านเร็วเข้า ส่วนเจ้ารีบเดินทางไปตามท่านหมอจากหมู่บ้านข้าง ๆ มาให้ข้าที”กู้เชารีบเอ่ยปากตอบรับคำพูดของจ้าวโม่ จากนั้นเขาก็รีบหันไปเอ่ยสั่งชาวบ้านชายสามสี่คนที่ตามมาด้วยให้ไปทำตามสิ่งที่ตนเองต้องการขึ้น“ขอรับ!”ชาวบ้านที่เป็นบุรุษสองคนรีบนำเปลสำหรับใช้หามมาวางลงตรงข้างร่างของเด็กสาวก่อนที่หญิงออกเรือนอีกสองคนจะมาช่วยยกร่างของกู้เป้ยเป้ยขึ้นไปยังเปลแล้วให้บุรุษทั้งสองรีบหามกลับไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านในทันที

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   ปั้มหัวใจช่วยเหลือ

    ด้านชาวบ้านสตรีที่ออกมาซักผ้ากันอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเรื่องมากนัก พอได้ยินเสียงทะเลาะกันดังขึ้นไม่ไกลต่างก็พากันวางมือจากผ้าที่กำลังซักอยู่แล้วพากันรีบไปดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นซึ่งทั้งหมดไปถึงตอนที่จ้าวโม่กระโดดลงน้ำเพื่อจะไปช่วยกู้เป้ยเป้ยพอดี หนึ่งในเหล่าแม่บ้านที่พากันมาดูเหตุการณ์จึงได้ร้องถามเด็กสาวที่เหลือขึ้นด้วยความตกใจ“ว๊ายย นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน แล้วเหตุใดพวกนางถึงได้ตกลงไปในน้ำเช่นนั้นได้”“เอ่อ...คือว่าจ้าวจื่อถงกับกู้เป้ยเป้ยพวกนางสองคนทะเลาะกันแล้วพลัดตกลงไปในน้ำเจ้าค่ะ”จ้าวหนิงรีบเอ่ยบอกกับพวกผู้ใหญ่ที่มีแต่สตรีด้วยนำเสียงสั่น ๆ อย่างหวาดกลัว“เช่นนั้นเจ้ารีบวิ่งไปตามคนมาช่วยพวกนางเร็วเข้า! แล้วจ้าวโม่ละนางกระโดดลงน้ำไปทำไมกัน?”หญิงวัยกลางคนอีกนางรีบหันไปเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เหลืออยู่อีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามถึงจ้าวโม่ที่พวกตนเห็นว่านางกระโดดลงน้ำแล้วจมหายไป“ข้าคิดว่านางคงจะลงไปช่วยกู้เป้ยเป้ยที่กำลังจะจมน้ำ เพราะว่าจ้าวจื่อถงนางสามารถคว้ากิ่งไม้เอาไว้ได้ทันจึงไม่เป็นอะไรมาก”“แต่กู้เป้ยเป้ยนางลอยไปตามกระแสน้ำแล้วเจ้าค่ะ”เด็กสาวที่เป็นสหายของกู้เป้ยเป้ยนามว่า ซิน

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   เกิดเรื่องอีกแล้ว

    หลังจากนั้นในช่วงสองวันต่อมาคนบ้านจ้าวก็ได้เทียวขึ้นเขาเพื่อเก็บผลไม้กันตลอดจนแล้วเสร็จในช่วงปลายยามเว่ย (13.00-14.59) ของวันที่สองจ้าวโม่ในตอนนี้กำลังนั่งมองกองของมะม่วงที่เพิ่งจะแยกผลสุกผลดิบเสร็จลงด้วยความเหนื่อยหล้า นั่นเป็นเพราะว่าตลอดสองวันที่ผ่านมานางได้ทำการแยกผลมะม่วงอยู่ที่บ้านตลอดส่วนบุรุษของบ้านก็เป็นคนขึ้นเขาไปเก็บผลมะม่วงลงมาให้นางกับมารดาช่วยกันคัดผลอยู่ที่บ้านถือเป็นความโชคดีของจ้าวโม่ที่ในตอนเด็ก ๆ นางได้ไปอาศัยอยู่กับยายที่ทำสวนผลไม้ขาย นางจึงพลอยได้ความรู้ในเรื่องพวกนี้ติดตัวมาด้วยในชาติก่อน ก่อนที่นางจะกลายไปเป็นทายาทนักธุรกิจพันล้านนางก็เคยมีชีวิตที่ยากลำบากมาก่อนเพราะหลังจากที่แม่ของนางเลิกกับพ่อนั้นก็ได้ตั้งท้องนางแล้ว แม่ของจ้าวโม่อุ้มท้องนางกลับไปหาท่านยายที่ประเทศบ้านเกิดดังนั้นตั้งแต่นางคลอดจนอายุได้ห้าขวบล้วนเป็นแม่ของนางกับคุณยายเลี้ยงดูมาตลอดแต่เมื่อนางอายุได้ 13 ปีมารดาของนางก็เสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย หลังจากเสียมารดาไปนางก็ถูกเลี้ยงดูมาโดยคุณยายที่รักนางมากมาโดยตลอดจนเมื่อนางอายุได้ 18 ปีคุณยายก็จากนางไปด้วยโรคของคนแก่ หลังจากงานศพของผู้เป็นยายผ่า

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   ขึ้นเขาอีกครั้ง

    “ข้ารู้ว่าท่านแม่ทำอย่างเต็มที่แล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่อย่าได้กล่าวโทษตัวเองเลยข้าไม่เป็นไร”จ้าวโม่เอ่ยปลอบใจมารดาอย่างเข้าใจในความรู้สึกผิดที่อีกฝ่ายมีต่อลูกสาวคนเล็ก“ขอบใจมากนะลูก”หลังจากนั้นสองแม่ลูกบ้านจ้าวก็พากันแยกไปทำสิ่งที่ตนเองต้องการต่อจนเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่รู้พอทั้งสองแม่ลูกรู้ตัวอีกทีก็ในตอนที่พวกบุรุษของบ้านทั้งสี่ได้กลับมาถึงบ้านในช่วงบ่ายคล้อยใกล้จะเย็นแล้วนั่นเองจากนั้นคนบ้านจ้าวก็ได้ทานมื้อเย็นแล้วเข้านอนกันตามปกติ โดยที่บุรุษทั้งสี่คนไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านของตนเองในวันนี้เลยเช้าวันต่อมา จ้าวโม่รีบตื่นมาตั้งแต่เช้าเพื่อจะได้เตรียมตัวขึ้นเขากับบิดาของตน เพราะหลังจากที่เข้านอนเมื่อวานนางได้เอ่ยขอบิดาเพื่อตามขึ้นเขาแล้วและจ้าวเหยียนเองก็อนุญาตให้นางตามไปด้วย ดังนั้นในช่วงเช้าหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จกลุ่มของจ้าวโม่จึงได้เดินทางขึ้นเขากันตั้งแต่เช้าส่วนจ้าวเหว่ยกับนางฟานซื่อนั้นถูกข้าวโม่ไหว้วานให้ช่วยไปหาวัตถุดิบบางอย่างที่นางจะนำมาใช้ปลูกผักที่ซื้อมาอยู่ที่บ้านตลอดเส้นทางที่จ้าวโม่เดินขึ้นเขาไปนั้นก็มีจ้าวจินฮ่าวและจ้าวหยางเดินประกบหน้าหลังอย่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status