ANMELDEN“จะได้อย่างไรกัน ถึงอย่างไรเจ้าก็ถือว่ามีบุญคุณต่อสกุลกู้ของเรา ในภายภาคหน้าหากเจ้าต้องการความช่วยเหลือก็ให้รีบไปหาพวกเราที่บ้านสกุลกู้นะ”
“ส่วนนี้เป็นสินน้ำใจถึงจะไม่ได้มากมายแต่ก็ช่วยรับไว้ด้วยเถอะ ห้ามปฏิเสธถือว่าเห็นแก่หน้าท่านพ่อข้าก็แล้วกันนะ ข้าขอตัวกลับไปดูแลเป้ยเอ๋อร์ก่อนนะ”
กู้เจินที่เห็นถึงความจริงใจจากจ้าวโม่และมารดาของนางก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนอีกฝ่ายเขาจึงได้เอ่ยปากถึงการให้ความช่วยเหลือในวันข้างหน้ากับครอบครัวจ้าวขึ้นมา
พร้อมกับหยิบถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะตรงหน้าของสองแม่ลูกสกุลจ้าว ก่อนจะรีบเอ่ยดักทางอีกฝ่ายเอาไว้แล้วรีบขอตัวกลับบ้านของตนเองก่อนอย่างรวดเร็ว
จ้าวโม่กับนางฟานซื่อที่ยังคงตามไม่ทันกับความรวดเร็วของชายวัยกลางคนที่มาแล้วกลับไปเลยทำได้เพียงมองตามหลังของอีกฝ่ายที่หายวับไปจากบ้านของพวกนางเสียแล้ว
“ท่านลุงกู้ช่างเป็นคนที่รวดเร็วยิ่งนักว่าหรือไม่เจ้าคะท่านแม่?”
จ้าวโม่แสร้งเอ่ยติดตลกขึ้นอย่างขบขันต่อท่าทางเมื่อครู่ของกู้เจินกับมารดาของตน
“อื้อ แม่เห็นด้วยกับเจ้านะ นี่มันเงินห้าตำลึงเชียวรึ?”
นางฟานซื่อเอ่ยสำทับคำพูดของบุตรสาวไปพรางหยิบถุงเงินที่กู้เจินทิ้งเอาไว้ออกมาเปิดดู ก่อนจะพบว่าข้างในนั้นมีก้อนตำลึงอยู่ถึงห้าก้อนด้วยกัน
ซึ่งเงินจำนวนห้าตำลึงสำหรับชาวบ้านธรรมดาเช่นบ้านของพวกนางนั้นถือว่ามากมายยิ่งนัก จึงไม่แปลกที่นางฟานซื่อจะตกใจหลังจากได้เห็นจำนวนเงินตรงหน้าของตนเอง
“ถือเสียว่าเป็นความจริงใจที่อยากขอบคุณจากท่านลุงกู้ก็แล้วกันนะเจ้าคะ แต่ตอนนี้ข้าต้องไปบ้านท่านลุงเจียงก่อนแล้ว ท่านแม่ก็รอท่านพ่อกับพวกพี่ชายอยู่ที่บ้านเถิดเจ้าค่ะ ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ”
เด็กสาวรีบเอ่ยปัดเรื่องเงินที่กู้เจินมอบให้หลังจากที่เห็นว่าใบหน้าของมารดาดูไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองยังมีเรื่องต้องไปจัดการถึงได้รีบร้อนเอ่ยบอกกับมารดาแล้ววิ่งออกจากบ้านไปด้วยความรีบร้อนในทันที
จ้าวโม่ใช้เวลาวิ่งไปยังบ้านของเจียงทงไม่นานก็ถึง ในตอนนี้เป็นช่วงต้นยามเซิน (15.00-16.59) พอดี ถือว่ายังไม่เย็นมาก ในตอนนี้เด็กสาวกำลังยืนหอบเหนื่อยอยู่ที่หน้าบ้านชั้นเดียวหลังหนึ่งที่อยู่ห่างจากบ้านหลังอื่นเล็กน้อย
ในความทรงจำของเด็กสาวที่นี่ก็คือบ้านของเจียงทงกับบุตรชายนั่นเอง หลังจากที่หายเหนื่อยแล้วจ้าวโม่ก็รีบส่งเสียงเรียกคนในบ้านเจียงขึ้นหนึ่งครั้ง
“ท่านลุงเจียง พี่เจียงซวี่ อยู่บ้านหรือไม่เจ้าคะ!”
รอไม่นานประตูหน้าบ้านตรงหน้าของเด็กสาวก็เปิดออก ก่อนที่ร่างสูงโปร่งดูองอาจของเจียงซวี่จะปรากฏขึ้นตรงหน้าของจ้าวโม่
ใบหน้าที่ดูดีสะอาดตาของอีกฝ่ายทำให้จ้าวโม่ถึงกับร้องว้าวขึ้นภายในใจไม่ได้ เพราะนางยังไม่เคยเห็นบุรุษในหมู่บ้านคนไหนที่มีใบหน้าหล่อเหลาดูดีเทียบเคียงพี่ชายทั้งสองของนางได้เลย จนมาเจอเจียงซวี่ในวันนี้
“โม่เอ๋อร์? มาหาพี่หรือท่านพ่อเช่นนั้นรึ”
คำทักทายที่ดูแปลกใจในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นเอ่ยคำถามปกติกับเด็กสาวดังขึ้นจากร่างสูงทำให้สติของจ้าวโม่กลับเข้าร่างในทันที
“พี่เจียงซวี่ข้ามาพบท่านลุงเจียงเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่เอ่ยตอบกลับชายหนุ่มตรงหน้าหลังจากที่ได้สติกลับคืนมาแล้ว พร้อมทั้งยังส่งยิ้มสดใสไปให้อีกฝ่าย
“อ้อ เข้ามาก่อนสิ ท่านพ่อกำลังเดินดูแปลงผักอยู่หลังบ้านนะ เดี๋ยวพี่จะไปตามท่านพ่อให้”
เจียงซวี่เอ่ยชวนเด็กสาวที่เป็นน้องสาวของสหายตนเองให้เข้าไปด้านในบ้านก่อนด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“เจ้าค่ะ”
เอ่ยจบจ้าวโม่ก็เดินตามหลังของชายหนุ่มเข้าไปภายในบ้านทันที พร้อมกับค้นข้อมูลเกี่ยวกับชายหนุ่มในความทรงจำของเจ้าของร่างอย่างรวดเร็ว
ในความทรงจำเกี่ยวกับเจียงซวี่ตามที่นางค้นเจอก็คือ เจียงซวี่ นั้นเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเจียงทง อายุ 18 ปี ในตอนนี้เขากำลังศึกษาอยู่ที่สถานศึกษาปีสุดท้ายแล้ว
เจียงซวี่นั้นถือได้ว่าเป็นชายหนุ่มที่พวกหญิงสาวในหมู่บ้านต่างก็พึงใจมากที่สุด แม้แต่ญาติผู้พี่ทั้งสองของนางเองก็เป็นหนึ่งในสตรีเหล่านั้น
นั่นก็เพราะเจียงซวี่นั้นทั้งหน้าตาดี การศึกษาก็ดี แถมฐานะทางครอบครัวก็ถือได้ว่ามีเงินทองไม่น้อยจึงไม่แปลกที่เขาจะถูกสาว ๆ ทั้งในหมู่บ้านและต่างหมู่บ้านหมายจะจับทำสามี
ส่วนหนึ่งที่จ้าวโม่มักจะถูกสาว ๆ ในหมู่บ้านรังแกก็เพราะความสนิทสนมของนางกับชายหนุ่มนั่นเอง
แต่เจียงซวี่ก็คิดกับจ้าวโม่เพียงแค่น้องสาว ด้วยว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นน้องสาวของสหายตนเองด้วย จ้าวโม่เองก็นับถือชายหนุ่มเหมือนพี่ชายเช่นเดียวกัน
แต่คนที่ขี้อิจฉาย่อมมองความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองไม่ออกและคิดว่าจ้าวโม่นั้นแอบชอบพอในตัวของเจียงซวี่จึงได้เกิดความไม่พอใจและคอยรังแก กลั่นแกล้งเด็กสาวอยู่บ่อยครั้ง
คิดมาถึงตรงนี้ก็ทำให้จ้าวโม่คนใหม่ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อนใจ เพราะเด็กสาวเจ้าของร่างนั้นเพิ่งจะอายุเพียงแค่ 11 หนาวเท่านั้นจะไปมีความคิดรัก ๆ ใคร่ ๆ เช่นนั้นได้อย่างไรกัน
“โม่เอ๋อร์เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่เช่นนั้นรึ?”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่จ้าวโม่เดินมาถึงโต๊ะนั่งกลางลานบ้านของอีกฝ่าย เพราะมัวแต่หวนคิดถึงความทรงจำของตนเองจนมารู้สึกตัวก็ตอนที่ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้น
“อ้อ ข้ากำลังคิดว่าที่บ้านของพี่เจียงซวี่จะยังมีข้าวเหนียวที่ข้าต้องการอยู่หรือไม่เจ้าค่ะ”
จ้าวโม่รีบคิดหาคำตอบที่ดูเป็นปกติที่สุดออกมาก่อนที่นางจะรีบเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้า
“ข้าวเหนียว? เจ้าคงหมายถึงข้าวที่พอนำไปหุงแล้วจะสามารถปั้นเป็นก้อนให้ติดกันได้ใช่หรือไม่”
เจียงซวี่นั่นเป็นคนฉลาดทันทีที่ได้ยินเพียงคำพูดของเด็กสาวเขาก็สามารถเข้าใจได้โดยง่าย
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ยังพอมีอยู่หรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวโม่อดที่จะรู้สึกขนลุกกับความหัวไวของอีกฝ่ายไม่ได้ แต่ก็ยังแอบชื่นชมอีกฝ่ายอยู่ในใจถึงความฉลาดนั้นของเขา
“เหมือนว่าจะเหลืออยู่ราว ๆ ห้ากระสอบนะ เจ้าต้องการเท่าไหร่เล่า เดี๋ยวพี่จะได้ช่วยเอาไปส่งให้ที่บ้าน”
เจียงซวี่พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยบอกจำนวนของข้าวที่เหลืออยู่ในตอนนี้กับเด็กสาวไป
“ข้าต้องการทั้งหมดเลยเจ้าค่ะ ท่านลุงขายกระสอบละเท่าไหร่หรือเจ้าคะ”
“ลุงไม่คิดเงินหรอกเจ้าเอากลับไปได้เลย”
ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มตรงหน้าของนางจะทันได้เอ่ยตอบ น้ำเสียงทุ้มดูอบอุ่นก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของนางเสียก่อน
และทันทีที่จ้าวโม่หันกลับไปมองก็พบเข้ากับชายวัยกลางคนที่รูปร่างดูองอาจ แต่ดูผอมเล็กน้อย ใบหน้าที่ยังหลงเหลือความหล่อเหลาของอีกฝ่ายทำให้นางเข้าใจได้ทันทีว่า
เจียงซวี่นั้นได้ความหล่อเช่นนั้นมาจากใครกัน แต่จ้าวโม่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเพราะอะไรภาพใบหน้าของสองพ่อลูกในความทรงจำของจ้าวโม่คนก่อนจึงได้ดูเลือนรางเช่นนั้นกัน
“คารวะท่านลุงเจียงเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่รีบเอ่ยทักทายชายวัยกลางคนขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของนางเองก็ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้งเช่นเดียวกัน
“ฮ่า ฮ่า ไม่เจอกันพักเดียวเจ้าดูโตขึ้นจากเดิมมากเลยนะโม่เอ๋อร์”
คำพูดที่ดูเหมือนหยอกล้อของเจียงทงทำให้จ้าวโม่รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างแฝงอยู่ด้วย
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นสิเจ้าคะ เพราะอีกไม่กี่เดือนข้าก็จะอายุครบ 12 หนาวแล้ว แต่ว่าท่านลุงยังดูหนุ่มเช่นเดิมเลยนะเจ้าคะ”
ยังดีที่จ้าวโม่นั้นฉลาดจึงได้เอ่ยไปตามน้ำของชายวัยกลางคนตรงหน้า แถมยังไม่ลืมเอ่ยหยอกเย้าอีกฝ่ายกลับไปเช่นเดียวกันบ้าง
“ฮ่า ฮ่า เจ้าเด็กคนนี้นี่ช่างพูดเสียจริงเอาละ ๆ ลุงไม่ล้อเจ้าแล้ว เรื่องข้าวที่เจ้าต้องการลุงจะให้อาซวี่เข็ญไปส่งที่บ้านก็แล้วกันนะ”
“ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก ถึงลุงเก็บเอาไว้ก็ไม่ได้กินหรอก มีแต่จะเสียทิ้งเปล่า ๆ ให้เจ้านำไปกินดีกว่า”
เมื่อเอ่ยหยอกล้อกันพอหอมปากแล้วเจียงทงถึงได้เอ่ยเข้าเรื่องของข้าวเหนียวที่เด็กสาวต้องการด้วยท่าทางจริงใจขึ้นมาทันที
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่แล้วถือเสียว่าเจ้าช่วยลุงเอาพวกมันไปกินก็แล้วกัน อาซวี่รีบไปนำข้าวทั้งหมดใส่เกวียนแล้วเข็ญไปส่งน้องที่บ้านพร้อมกันเลย”
ในขณะที่จ้าวโม่กำลังจะเอ่ยปฏิเสธด้วยความเกรงใจอีกฝ่ายอยู่นั้น เจียงทงก็ได้เอ่ยรวบรัดตัดบทขึ้นมาเพื่อไม่ให้เด็กสาวเอ่ยปฏิเสธตนเองได้
จ้าวโม่ทำได้เพียงยืนงงกับนิสัยเผด็จการของชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างไม่รู้จะทำสิ่งใดต่อไป
======================================================================
ใครกันน๊า จะใช่พระเอกไหมเอ่ยหรือจะเป็นแค่พี่ชายกัน
หลังจากที่จ้าวโม่ได้พูดคุยกับเจียงทงเสร็จเรียบร้อยนางพร้อมกับเจียงซวี่ก็ได้เดินทางกลับบ้านของตนเอง ส่วนเจียงซวี่ที่เมื่อส่งเด็กสาวกลับบ้านเรียบร้อยก็ได้ขอตัวกลับบ้านของตนเองไปซึ่งเป็นเวลาอาหารเย็นของบ้านสกุลจ้าวแล้วเช่นกัน หลังจากที่ทุกคนได้ทานมื้อเย็นกันเสร็จเรียบร้อย จ้าวโม่จึงได้เริ่มพูดคุยเรื่องวัตถุดิบที่นางยังขาดไปอย่างมะพร้าวกับคนในครอบครัวขึ้นมา“ท่านตาเจ้าคะ ที่หมู่บ้านของเรามีมะพร้าวอยู่หรือไม่?”“อะไรนะโม่เอ๋อร์ มะพร้าวมันคือผลไม้ชนิดใดเช่นนั้นรึ?”จ้าวเหว่ยที่ได้ยินชื่อของผลไม้ที่ฟังไม่คุ้นจึงได้เอ่ยถามกับหลานสาวขึ้นอีกครั้ง“เอ่อ...มันจะมีเปลือกแข็ง ๆ ต้นมันชอบขึ้นอยู่แถวที่มีน้ำใบยาว ๆ เป็นก้าน ผลดิบจะเป็นสีเขียวแต่เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลลูกมีลักษณะกลม ๆ เจ้าค่ะ”จ้าวโม่เริ่มเอ่ยบอกลักษณะของลูกมะพร้าวให้กับผู้เป็นตาได้ฟังเผื่ออีกฝ่ายจะพอเคยเห็นมาบ้าง“เหมือนว่าพี่จะเคยเห็นเจ้าผลไม้ที่เจ้าเอ่ยมาเลยนะ มันขึ้นอยู่ตรงริมแม่น้ำอีกฝั่งของภูเขา ในตอนนี้ข้าบังเอิญไปพบมันเข้าพอดี”แต่กลับเป็นจ้าวหยางที่เป็นคนเอ่ยถึงเจ้าลูกมะพร้าวที่เด็กสาวกำลังตามหาอยู่เสียอย่างนั้น“จริงห
“จะได้อย่างไรกัน ถึงอย่างไรเจ้าก็ถือว่ามีบุญคุณต่อสกุลกู้ของเรา ในภายภาคหน้าหากเจ้าต้องการความช่วยเหลือก็ให้รีบไปหาพวกเราที่บ้านสกุลกู้นะ”“ส่วนนี้เป็นสินน้ำใจถึงจะไม่ได้มากมายแต่ก็ช่วยรับไว้ด้วยเถอะ ห้ามปฏิเสธถือว่าเห็นแก่หน้าท่านพ่อข้าก็แล้วกันนะ ข้าขอตัวกลับไปดูแลเป้ยเอ๋อร์ก่อนนะ”กู้เจินที่เห็นถึงความจริงใจจากจ้าวโม่และมารดาของนางก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนอีกฝ่ายเขาจึงได้เอ่ยปากถึงการให้ความช่วยเหลือในวันข้างหน้ากับครอบครัวจ้าวขึ้นมาพร้อมกับหยิบถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะตรงหน้าของสองแม่ลูกสกุลจ้าว ก่อนจะรีบเอ่ยดักทางอีกฝ่ายเอาไว้แล้วรีบขอตัวกลับบ้านของตนเองก่อนอย่างรวดเร็วจ้าวโม่กับนางฟานซื่อที่ยังคงตามไม่ทันกับความรวดเร็วของชายวัยกลางคนที่มาแล้วกลับไปเลยทำได้เพียงมองตามหลังของอีกฝ่ายที่หายวับไปจากบ้านของพวกนางเสียแล้ว“ท่านลุงกู้ช่างเป็นคนที่รวดเร็วยิ่งนักว่าหรือไม่เจ้าคะท่านแม่?”จ้าวโม่แสร้งเอ่ยติดตลกขึ้นอย่างขบขันต่อท่าทางเมื่อครู่ของกู้เจินกับมารดาของตน“อื้อ แม่เห็นด้วยกับเจ้านะ นี่มันเงินห้าตำลึงเชียวรึ?”นางฟานซื่อเอ่ยสำทับคำพูดของ
แคก แคก แคกกู้เป้ยเป้ยที่รู้สึกตัวขึ้นมาในที่สุดนั้นก็ได้สำลักน้ำที่กลืนลงท้องไปในตอนที่จมน้ำออกมาจนหมด แล้วหมดสติไปอีกครั้ง“เป้ยเอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรไป”กู้เชาที่ในตอนแรกรู้สึกโล่งใจที่หลานสาวสุดรักนั้นฟื้นคืนสติกลับมาได้ แต่เมื่อเห็นว่าเด็กสาวได้หมดสติลงไปอีกครั้งชายชราถึงได้ร้องออกมาด้วยเสียงดังด้วยความตกใจ“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านรีบพานางกลับบ้านแล้วไปตามท่านหมอมาดูอาการของนางเถิดเจ้าค่ะ”จ้าวโม่ที่รู้ดีว่าเด็กสาวเพียงหมดสติไปเพราะตกน้ำละอ่อนหล้า นางจึงได้เอ่ยบอกชายชราให้รีบพาหลานสาวของเขาไปพักแล้วรีบตามท่านหมอมาดูอาการของอีกฝ่ายเสีย“ได้ ๆ พวกเจ้ารีบเอาเปลมาหามหลานของข้ากลับบ้านเร็วเข้า ส่วนเจ้ารีบเดินทางไปตามท่านหมอจากหมู่บ้านข้าง ๆ มาให้ข้าที”กู้เชารีบเอ่ยปากตอบรับคำพูดของจ้าวโม่ จากนั้นเขาก็รีบหันไปเอ่ยสั่งชาวบ้านชายสามสี่คนที่ตามมาด้วยให้ไปทำตามสิ่งที่ตนเองต้องการขึ้น“ขอรับ!”ชาวบ้านที่เป็นบุรุษสองคนรีบนำเปลสำหรับใช้หามมาวางลงตรงข้างร่างของเด็กสาวก่อนที่หญิงออกเรือนอีกสองคนจะมาช่วยยกร่างของกู้เป้ยเป้ยขึ้นไปยังเปลแล้วให้บุรุษทั้งสองรีบหามกลับไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านในทันที
ด้านชาวบ้านสตรีที่ออกมาซักผ้ากันอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเรื่องมากนัก พอได้ยินเสียงทะเลาะกันดังขึ้นไม่ไกลต่างก็พากันวางมือจากผ้าที่กำลังซักอยู่แล้วพากันรีบไปดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นซึ่งทั้งหมดไปถึงตอนที่จ้าวโม่กระโดดลงน้ำเพื่อจะไปช่วยกู้เป้ยเป้ยพอดี หนึ่งในเหล่าแม่บ้านที่พากันมาดูเหตุการณ์จึงได้ร้องถามเด็กสาวที่เหลือขึ้นด้วยความตกใจ“ว๊ายย นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน แล้วเหตุใดพวกนางถึงได้ตกลงไปในน้ำเช่นนั้นได้”“เอ่อ...คือว่าจ้าวจื่อถงกับกู้เป้ยเป้ยพวกนางสองคนทะเลาะกันแล้วพลัดตกลงไปในน้ำเจ้าค่ะ”จ้าวหนิงรีบเอ่ยบอกกับพวกผู้ใหญ่ที่มีแต่สตรีด้วยนำเสียงสั่น ๆ อย่างหวาดกลัว“เช่นนั้นเจ้ารีบวิ่งไปตามคนมาช่วยพวกนางเร็วเข้า! แล้วจ้าวโม่ละนางกระโดดลงน้ำไปทำไมกัน?”หญิงวัยกลางคนอีกนางรีบหันไปเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เหลืออยู่อีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามถึงจ้าวโม่ที่พวกตนเห็นว่านางกระโดดลงน้ำแล้วจมหายไป“ข้าคิดว่านางคงจะลงไปช่วยกู้เป้ยเป้ยที่กำลังจะจมน้ำ เพราะว่าจ้าวจื่อถงนางสามารถคว้ากิ่งไม้เอาไว้ได้ทันจึงไม่เป็นอะไรมาก”“แต่กู้เป้ยเป้ยนางลอยไปตามกระแสน้ำแล้วเจ้าค่ะ”เด็กสาวที่เป็นสหายของกู้เป้ยเป้ยนามว่า ซิน
หลังจากนั้นในช่วงสองวันต่อมาคนบ้านจ้าวก็ได้เทียวขึ้นเขาเพื่อเก็บผลไม้กันตลอดจนแล้วเสร็จในช่วงปลายยามเว่ย (13.00-14.59) ของวันที่สองจ้าวโม่ในตอนนี้กำลังนั่งมองกองของมะม่วงที่เพิ่งจะแยกผลสุกผลดิบเสร็จลงด้วยความเหนื่อยหล้า นั่นเป็นเพราะว่าตลอดสองวันที่ผ่านมานางได้ทำการแยกผลมะม่วงอยู่ที่บ้านตลอดส่วนบุรุษของบ้านก็เป็นคนขึ้นเขาไปเก็บผลมะม่วงลงมาให้นางกับมารดาช่วยกันคัดผลอยู่ที่บ้านถือเป็นความโชคดีของจ้าวโม่ที่ในตอนเด็ก ๆ นางได้ไปอาศัยอยู่กับยายที่ทำสวนผลไม้ขาย นางจึงพลอยได้ความรู้ในเรื่องพวกนี้ติดตัวมาด้วยในชาติก่อน ก่อนที่นางจะกลายไปเป็นทายาทนักธุรกิจพันล้านนางก็เคยมีชีวิตที่ยากลำบากมาก่อนเพราะหลังจากที่แม่ของนางเลิกกับพ่อนั้นก็ได้ตั้งท้องนางแล้ว แม่ของจ้าวโม่อุ้มท้องนางกลับไปหาท่านยายที่ประเทศบ้านเกิดดังนั้นตั้งแต่นางคลอดจนอายุได้ห้าขวบล้วนเป็นแม่ของนางกับคุณยายเลี้ยงดูมาตลอดแต่เมื่อนางอายุได้ 13 ปีมารดาของนางก็เสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย หลังจากเสียมารดาไปนางก็ถูกเลี้ยงดูมาโดยคุณยายที่รักนางมากมาโดยตลอดจนเมื่อนางอายุได้ 18 ปีคุณยายก็จากนางไปด้วยโรคของคนแก่ หลังจากงานศพของผู้เป็นยายผ่า
“ข้ารู้ว่าท่านแม่ทำอย่างเต็มที่แล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่อย่าได้กล่าวโทษตัวเองเลยข้าไม่เป็นไร”จ้าวโม่เอ่ยปลอบใจมารดาอย่างเข้าใจในความรู้สึกผิดที่อีกฝ่ายมีต่อลูกสาวคนเล็ก“ขอบใจมากนะลูก”หลังจากนั้นสองแม่ลูกบ้านจ้าวก็พากันแยกไปทำสิ่งที่ตนเองต้องการต่อจนเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่รู้พอทั้งสองแม่ลูกรู้ตัวอีกทีก็ในตอนที่พวกบุรุษของบ้านทั้งสี่ได้กลับมาถึงบ้านในช่วงบ่ายคล้อยใกล้จะเย็นแล้วนั่นเองจากนั้นคนบ้านจ้าวก็ได้ทานมื้อเย็นแล้วเข้านอนกันตามปกติ โดยที่บุรุษทั้งสี่คนไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านของตนเองในวันนี้เลยเช้าวันต่อมา จ้าวโม่รีบตื่นมาตั้งแต่เช้าเพื่อจะได้เตรียมตัวขึ้นเขากับบิดาของตน เพราะหลังจากที่เข้านอนเมื่อวานนางได้เอ่ยขอบิดาเพื่อตามขึ้นเขาแล้วและจ้าวเหยียนเองก็อนุญาตให้นางตามไปด้วย ดังนั้นในช่วงเช้าหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จกลุ่มของจ้าวโม่จึงได้เดินทางขึ้นเขากันตั้งแต่เช้าส่วนจ้าวเหว่ยกับนางฟานซื่อนั้นถูกข้าวโม่ไหว้วานให้ช่วยไปหาวัตถุดิบบางอย่างที่นางจะนำมาใช้ปลูกผักที่ซื้อมาอยู่ที่บ้านตลอดเส้นทางที่จ้าวโม่เดินขึ้นเขาไปนั้นก็มีจ้าวจินฮ่าวและจ้าวหยางเดินประกบหน้าหลังอย่







