LOGINแคก แคก แคก
กู้เป้ยเป้ยที่รู้สึกตัวขึ้นมาในที่สุดนั้นก็ได้สำลักน้ำที่กลืนลงท้องไปในตอนที่จมน้ำออกมาจนหมด แล้วหมดสติไปอีกครั้ง
“เป้ยเอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรไป”
กู้เชาที่ในตอนแรกรู้สึกโล่งใจที่หลานสาวสุดรักนั้นฟื้นคืนสติกลับมาได้ แต่เมื่อเห็นว่าเด็กสาวได้หมดสติลงไปอีกครั้งชายชราถึงได้ร้องออกมาด้วยเสียงดังด้วยความตกใจ
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านรีบพานางกลับบ้านแล้วไปตามท่านหมอมาดูอาการของนางเถิดเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่ที่รู้ดีว่าเด็กสาวเพียงหมดสติไปเพราะตกน้ำละอ่อนหล้า นางจึงได้เอ่ยบอกชายชราให้รีบพาหลานสาวของเขาไปพักแล้วรีบตามท่านหมอมาดูอาการของอีกฝ่ายเสีย
“ได้ ๆ พวกเจ้ารีบเอาเปลมาหามหลานของข้ากลับบ้านเร็วเข้า ส่วนเจ้ารีบเดินทางไปตามท่านหมอจากหมู่บ้านข้าง ๆ มาให้ข้าที”
กู้เชารีบเอ่ยปากตอบรับคำพูดของจ้าวโม่ จากนั้นเขาก็รีบหันไปเอ่ยสั่งชาวบ้านชายสามสี่คนที่ตามมาด้วยให้ไปทำตามสิ่งที่ตนเองต้องการขึ้น
“ขอรับ!”
ชาวบ้านที่เป็นบุรุษสองคนรีบนำเปลสำหรับใช้หามมาวางลงตรงข้างร่างของเด็กสาว
ก่อนที่หญิงออกเรือนอีกสองคนจะมาช่วยยกร่างของกู้เป้ยเป้ยขึ้นไปยังเปลแล้วให้บุรุษทั้งสองรีบหามกลับไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านในทันที
ส่วนชาวบ้านชายอีกคนก็เร่งฝีเท้าเพื่อไปตามท่านหมอจากหมู่บ้านข้าง ๆ ตามคำสั่งของผู้นำหมู่บ้านอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
หลังจากที่เหตุการณ์ได้สงบลงไปแล้วจ้าวโม่จึงมีโอกาสมองสบตาไปยังกลุ่มเด็กสาวที่เหลืออยู่ ก่อนที่คนทั้งหมดจะแยกย้ายกันกลับบ้านของตนเอง
ส่วนสองพี่น้องบ้านจ้าวญาติผู้พี่ของนางนั้นได้หนีกลับบ้านไปตั้งแต่ที่ช่วยเหลือจ้าวจื่อถงขึ้นมาจากน้ำได้แล้ว
จ้าวโม่ที่เห็นว่าเรื่องราวทุกอย่างจบลงไปแล้วนางก็ได้เดินกลับบ้านของตนเองไปแทนที่จะเป็นบ้านของเจียงทง เพราะนางในตอนนี้มีสภาพเปียกไปทั้งตัวย่อมไม่เหมาะที่จะไปพบใครอีก
ทันทีที่จ้าวฟานซื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนกลับมาถึงบ้านด้วยสภาพตัวเปียกชุ่ม มีอาการหนาวสั่นเล็กน้อยก็รู้สึกตกใจจนทำตะกร้าผักที่ถือในมือร่วงลงกับพื้น
ก่อนที่นางฟานซื่อจะรีบวิ่งเข้ามาดูบุตรสาวด้วยความเป็นห่วงพร้อมทั้งเอ่ยถามอีกฝ่ายว่ามันเกิดอะไรขึ้นกัน
“โม่เอ๋อร์! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากัน เหตุใดเจ้าถึงได้กลับมาในสภาพเปียกปอนเช่นนี้ลูกรัก”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าเพียงแค่โดดน้ำลงไปช่วยกู้เป้ยเป้ยที่พลัดตกลงน้ำเท่านั้น”
“ว่าอย่างไรนะ!”
จ้าวโม่ที่ตั้งใจเอ่ยบอกมารดาเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความเป็นห่วงลง แต่กลับกลายเป็นว่าในตอนนี้สีหน้าของนางฟานซื่อกลับซีดเผือดลงไปกว่าเดิมเสียอีก
“เรื่องอื่นช่างมันก่อน เจ้ารีบไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวจะจับไข้เอาได้”
ถึงแม้ว่านางฟานซื่อยังมีเรื่องมากมายที่ต้องการสอบถามกับบุตรสาวของตน แต่ความเป็นห่วงของมารดาย่อมมีมากกว่านางจึงได้รีบเอ่ยไล่ให้เด็กสาวรีบไปจัดการกับตนเองให้เรียบร้อยเสียก่อน
“เจ้าค่ะท่านแม่”
ด้าวจ้าวโม่เองก็พอจะอ่านใจของผู้เป็นมารดาออกจึงได้ไม่เอ่ยโต้แย้งหรือขัดคำสั่ง เด็กสาวรีบเดินกลับเข้าไปภายในบ้านเพื่อจัดการกับตัวเองอย่างว่าง่ายในทันทีที่เอ่ยรับคำของมารดาจบ
ผ่านไปราว ๆ สองก้านธูปจ้าวโม่ก็เดินกลับออกมานั่งลงที่โต๊ะนั่งฝั่งตรงข้ามกับมารดาที่กำลังนั่งซ่อมชุดให้กับพวกพี่ชายของนางอยู่
“เอาละเล่ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้นกัน”
เมื่อนางฟานซื่อเห็นว่าบุตรสาวนั่งลงเสร็จเรียบร้อย นางจึงได้เอ่ยขึ้นอย่างต้องการคำตอบจากบุตรสาวของตนกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้
“ในระหว่างทางที่ข้ากำลังเดินไปบ้านของท่านลุงเจียงอยู่นั้น ข้าก็พบว่าพวกของกู้เป้ยเป้ยและพวกของจ้าวจื่อถงกำลังมีปากเสียงกัน”
“จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ลงไม้ลงมือแล้วระหว่างที่เกิดการตบตีกันขึ้นจ้าวจื่อถงกับกู้เป้ยเป้ยก็พลัดตกลงน้ำไปเจ้าค่ะ”
“ข้าเห็นว่ากู้เป้ยเป้ยนั้นกำลังจะจมน้ำจึงได้กระโดดลงไปช่วยนางขึ้นมา แต่ตอนขึ้นมาแล้วนางหยุดหายใจไป ข้าจึงต้องปั้มหัวใจนางเพื่อช่วยชีวิตจนในที่สุดก็ช่วยเอาไว้ได้ทันเจ้าค่ะ”
“!!!”
หลังจากที่จ้าวโม่เอ่ยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้มารดาของจนฟังจนจบ นางฟานซื่อในตอนนี้มีสีหน้าที่ตกใจจนไม่สามารถพูดคำใดออกไปได้
“ท่านแม่เจ้าคะ? ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
จ้าวโม่ที่เห็นท่าทางแน่นิ่งไปของมารดาก็รีบเอ่ยเรียกสติอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง
“อะ...อื้มแม่ไม่เป็นไรแค่ตกใจมากไปหน่อย เช่นนั้นในตอนนี้กู้เป้ยเป้ยก็ปลอดภัยดีใช่หรือไม่?”
เมื่อคืนสติกลับมาได้นางฟานซื่อจึงได้เอ่ยถามบุตรสาวถึงอาการของเด็กสาวบ้านกู้อีกครั้งด้วยความเป็นห่วง
“นางปลอดภัยดีเจ้าค่ะ แต่น่าจะจับไข้ไปอีกหลายวันกว่าจะกลับมาแข็งแรงได้ ส่วนทางญาติผู้พี่ทั้งสองปลอดภัยดีเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ถึงอย่างไรพวกนางก็ถือว่าเป็นญาติผู้พี่ของเจ้า อย่าทำให้ท่านตาของเจ้าเป็นกังวลในเรื่องนี้อีกเลย”
นางฟานซื่อเอ่ยบอกกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเอ่ยถึงเด็กสาวทั้งสองที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของบุตรสาวอย่างขอร้อง
“ถ้าทางนั้นคิดว่าข้าเป็นน้องสาวของพวกเขาบ้าง ข้าจะทำตามที่ท่านแม่ขอร้องมาเจ้าค่ะ”
คำขอของมารดานั้นจ้าวโม่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยสักเท่าไหร่ แต่เพื่อความสบายใจของอีกฝ่ายนางจึงได้เอ่ยปากตอบรับโดยมีเงื่อนไขบางอย่างขึ้นมาด้วย
“จ๊ะ แม่แล้วแต่ลูกขอแค่อย่าให้มันเกินเหตุนะลูก”
นางฟานซื่อที่รู้นิสัยของเด็กสาวดีว่าเป็นคนดื้อเงียบ ถ้าไม่ต้องการทำตามสิ่งที่ตนเองไม่เห็นด้วยอีกฝ่ายก็จะทำเพียงตอบรับเช่นในตอนนี้นั่นเอง
เมื่อเห็นว่าบุตรสาวยอมลงให้มากแล้วนางจึงไม่คิดจะไล่ต้อนอีกฝ่ายจนหมดทางเช่นกัน ดังนั้นนางจึงได้หยุดพูถึงหลานสาวทั้งสองของตนแทน
“มีใครอยู่หรือไม่!”
หลังจากที่สองแม่ลูกต่างฝ่ายต่างก็ทำเพียงนั่งเงียบ ๆ กันอยู่นั้น เสียงร้องตะโกนของชายวัยกลางคนก็ดังขึ้นจากหน้าบ้านของพวกเขา
เมื่อเจ้าโม่กับนางฟานซื่อเห็นว่าคนที่มาพบพวกตนในวันนี้คือกู้เจินบิดาของกู้เป้นหยวนเด็กสาวจึงได้รีบเดินออกไปรับแขกที่หน้าทางเข้าบ้าน
“ท่านลุงกู้มีเรื่องอะไรหรือไม่เจ้าคะ?”
จ้าวโม่เอ่ยถามชายวัยกลางคนที่อายุมากกว่าบิดาของตนอยู่สองปีด้วยความสงสัย
เพราะโดยปกติแล้วอีกฝ่ายนั้นจะไม่เคยมาที่บ้านของพวกนางแม้แต่ครั้งเดียว
“โม่เอ๋อร์ ลุงมาพบเจ้านั่นแหละ”
กู้เจินบุตรชายเพียงคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านกู้ เป็นว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านคนต่อไปต่อจากบิดาเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เป็นผู้มีพระคุณของเขาไปแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นเชิญท่านลุงเข้าไปกินน้ำให้หายเหนื่อยก่อนเจ้าค่ะ”
เมื่อจ้าวโม่พอจะเดาออกแล้วว่าอีกฝ่ายมาพบตนในวันนี้คงด้วยเรื่องของบุตรสาวเพียงคนเดียว
นางจึงได้เอ่ยชวนอีกฝ่ายให้เข้าบ้านไปดื่มน้ำตามมารยาทเสียหน่อย และเพื่อให้มารดาของนางได้รับฟังสิ่งที่ชายวัยกลางคนต้องการจะเอ่ยกับนางในครั้งนี้ด้วย
“ได้ ๆ รบกวนเจ้าแล้ว”
ทางด้านกู้เจินเองก็มีเรื่องที่ต้องเอ่ยกับเด็กสาวมากพอสมควรเขาจึงได้เอ่ยตอบรับน้ำใจของเด็กสาวแล้วเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปนั่งพูดคุยกันที่โต๊ะหน้าบ้านของอีกฝ่ายทันที
“อ้าวพี่กู้เองหรือเจ้าคะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่?”
เมื่อนางฟานซื่อเห็นบุรุษรุ่นพี่ก็เอ่ยทักทายตามมารยาท ก่อนที่นางจะเอ่ยถามเข้าประเด็นที่อีกฝ่ายมาที่บ้านของตนในวันนี้ขึ้นมา
“ไม่มีอะไรหรอก ข้าเพียงต้องการมาเอ่ยขอบใจโม่เอ๋อร์ที่ช่วยชีวิตเป้ยเอ๋อร์ของข้าเอาไว้เท่านั้น”
กู้เจินที่ได้รับคำถามตรงไปตรงมาจึงได้เอ่ยตอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นเดียวกัน
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ โม่เอ๋อร์ของข้านั้นก็เป็นเช่นนี้มีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้ว พี่กู้ไม่ต้องคิดมากไปใช่ไหมลูกรัก?”
นางฟานซื่อที่ได้รู้แล้วว่าอีกฝ่ายมาพบบุตรสาวของตนเพราะเรื่องอะไรจึงได้เอ่ยบอกกับชายหนุ่มรุ่นพี่อย่างรักษาน้ำใจ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับบุตรสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตนเอง
“ใช่เจ้าค่ะ เป็นเช่นที่ท่านแม่ของข้าพูดไป”
จ้าวโม่ที่ไม่ได้คิดมากในเรื่องนี้ก็เอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้าแย้มยิ้มอย่างจริงใจส่งไปให้อีกฝ่าย
======================================================================
ยัยน้องได้ผู้หนุนหลังเพิ่มมาอีกแล้ว
หลังจากที่จ้าวโม่ได้พูดคุยกับเจียงทงเสร็จเรียบร้อยนางพร้อมกับเจียงซวี่ก็ได้เดินทางกลับบ้านของตนเอง ส่วนเจียงซวี่ที่เมื่อส่งเด็กสาวกลับบ้านเรียบร้อยก็ได้ขอตัวกลับบ้านของตนเองไปซึ่งเป็นเวลาอาหารเย็นของบ้านสกุลจ้าวแล้วเช่นกัน หลังจากที่ทุกคนได้ทานมื้อเย็นกันเสร็จเรียบร้อย จ้าวโม่จึงได้เริ่มพูดคุยเรื่องวัตถุดิบที่นางยังขาดไปอย่างมะพร้าวกับคนในครอบครัวขึ้นมา“ท่านตาเจ้าคะ ที่หมู่บ้านของเรามีมะพร้าวอยู่หรือไม่?”“อะไรนะโม่เอ๋อร์ มะพร้าวมันคือผลไม้ชนิดใดเช่นนั้นรึ?”จ้าวเหว่ยที่ได้ยินชื่อของผลไม้ที่ฟังไม่คุ้นจึงได้เอ่ยถามกับหลานสาวขึ้นอีกครั้ง“เอ่อ...มันจะมีเปลือกแข็ง ๆ ต้นมันชอบขึ้นอยู่แถวที่มีน้ำใบยาว ๆ เป็นก้าน ผลดิบจะเป็นสีเขียวแต่เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลลูกมีลักษณะกลม ๆ เจ้าค่ะ”จ้าวโม่เริ่มเอ่ยบอกลักษณะของลูกมะพร้าวให้กับผู้เป็นตาได้ฟังเผื่ออีกฝ่ายจะพอเคยเห็นมาบ้าง“เหมือนว่าพี่จะเคยเห็นเจ้าผลไม้ที่เจ้าเอ่ยมาเลยนะ มันขึ้นอยู่ตรงริมแม่น้ำอีกฝั่งของภูเขา ในตอนนี้ข้าบังเอิญไปพบมันเข้าพอดี”แต่กลับเป็นจ้าวหยางที่เป็นคนเอ่ยถึงเจ้าลูกมะพร้าวที่เด็กสาวกำลังตามหาอยู่เสียอย่างนั้น“จริงห
“จะได้อย่างไรกัน ถึงอย่างไรเจ้าก็ถือว่ามีบุญคุณต่อสกุลกู้ของเรา ในภายภาคหน้าหากเจ้าต้องการความช่วยเหลือก็ให้รีบไปหาพวกเราที่บ้านสกุลกู้นะ”“ส่วนนี้เป็นสินน้ำใจถึงจะไม่ได้มากมายแต่ก็ช่วยรับไว้ด้วยเถอะ ห้ามปฏิเสธถือว่าเห็นแก่หน้าท่านพ่อข้าก็แล้วกันนะ ข้าขอตัวกลับไปดูแลเป้ยเอ๋อร์ก่อนนะ”กู้เจินที่เห็นถึงความจริงใจจากจ้าวโม่และมารดาของนางก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนอีกฝ่ายเขาจึงได้เอ่ยปากถึงการให้ความช่วยเหลือในวันข้างหน้ากับครอบครัวจ้าวขึ้นมาพร้อมกับหยิบถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะตรงหน้าของสองแม่ลูกสกุลจ้าว ก่อนจะรีบเอ่ยดักทางอีกฝ่ายเอาไว้แล้วรีบขอตัวกลับบ้านของตนเองก่อนอย่างรวดเร็วจ้าวโม่กับนางฟานซื่อที่ยังคงตามไม่ทันกับความรวดเร็วของชายวัยกลางคนที่มาแล้วกลับไปเลยทำได้เพียงมองตามหลังของอีกฝ่ายที่หายวับไปจากบ้านของพวกนางเสียแล้ว“ท่านลุงกู้ช่างเป็นคนที่รวดเร็วยิ่งนักว่าหรือไม่เจ้าคะท่านแม่?”จ้าวโม่แสร้งเอ่ยติดตลกขึ้นอย่างขบขันต่อท่าทางเมื่อครู่ของกู้เจินกับมารดาของตน“อื้อ แม่เห็นด้วยกับเจ้านะ นี่มันเงินห้าตำลึงเชียวรึ?”นางฟานซื่อเอ่ยสำทับคำพูดของ
แคก แคก แคกกู้เป้ยเป้ยที่รู้สึกตัวขึ้นมาในที่สุดนั้นก็ได้สำลักน้ำที่กลืนลงท้องไปในตอนที่จมน้ำออกมาจนหมด แล้วหมดสติไปอีกครั้ง“เป้ยเอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรไป”กู้เชาที่ในตอนแรกรู้สึกโล่งใจที่หลานสาวสุดรักนั้นฟื้นคืนสติกลับมาได้ แต่เมื่อเห็นว่าเด็กสาวได้หมดสติลงไปอีกครั้งชายชราถึงได้ร้องออกมาด้วยเสียงดังด้วยความตกใจ“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านรีบพานางกลับบ้านแล้วไปตามท่านหมอมาดูอาการของนางเถิดเจ้าค่ะ”จ้าวโม่ที่รู้ดีว่าเด็กสาวเพียงหมดสติไปเพราะตกน้ำละอ่อนหล้า นางจึงได้เอ่ยบอกชายชราให้รีบพาหลานสาวของเขาไปพักแล้วรีบตามท่านหมอมาดูอาการของอีกฝ่ายเสีย“ได้ ๆ พวกเจ้ารีบเอาเปลมาหามหลานของข้ากลับบ้านเร็วเข้า ส่วนเจ้ารีบเดินทางไปตามท่านหมอจากหมู่บ้านข้าง ๆ มาให้ข้าที”กู้เชารีบเอ่ยปากตอบรับคำพูดของจ้าวโม่ จากนั้นเขาก็รีบหันไปเอ่ยสั่งชาวบ้านชายสามสี่คนที่ตามมาด้วยให้ไปทำตามสิ่งที่ตนเองต้องการขึ้น“ขอรับ!”ชาวบ้านที่เป็นบุรุษสองคนรีบนำเปลสำหรับใช้หามมาวางลงตรงข้างร่างของเด็กสาวก่อนที่หญิงออกเรือนอีกสองคนจะมาช่วยยกร่างของกู้เป้ยเป้ยขึ้นไปยังเปลแล้วให้บุรุษทั้งสองรีบหามกลับไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านในทันที
ด้านชาวบ้านสตรีที่ออกมาซักผ้ากันอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเรื่องมากนัก พอได้ยินเสียงทะเลาะกันดังขึ้นไม่ไกลต่างก็พากันวางมือจากผ้าที่กำลังซักอยู่แล้วพากันรีบไปดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นซึ่งทั้งหมดไปถึงตอนที่จ้าวโม่กระโดดลงน้ำเพื่อจะไปช่วยกู้เป้ยเป้ยพอดี หนึ่งในเหล่าแม่บ้านที่พากันมาดูเหตุการณ์จึงได้ร้องถามเด็กสาวที่เหลือขึ้นด้วยความตกใจ“ว๊ายย นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน แล้วเหตุใดพวกนางถึงได้ตกลงไปในน้ำเช่นนั้นได้”“เอ่อ...คือว่าจ้าวจื่อถงกับกู้เป้ยเป้ยพวกนางสองคนทะเลาะกันแล้วพลัดตกลงไปในน้ำเจ้าค่ะ”จ้าวหนิงรีบเอ่ยบอกกับพวกผู้ใหญ่ที่มีแต่สตรีด้วยนำเสียงสั่น ๆ อย่างหวาดกลัว“เช่นนั้นเจ้ารีบวิ่งไปตามคนมาช่วยพวกนางเร็วเข้า! แล้วจ้าวโม่ละนางกระโดดลงน้ำไปทำไมกัน?”หญิงวัยกลางคนอีกนางรีบหันไปเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เหลืออยู่อีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามถึงจ้าวโม่ที่พวกตนเห็นว่านางกระโดดลงน้ำแล้วจมหายไป“ข้าคิดว่านางคงจะลงไปช่วยกู้เป้ยเป้ยที่กำลังจะจมน้ำ เพราะว่าจ้าวจื่อถงนางสามารถคว้ากิ่งไม้เอาไว้ได้ทันจึงไม่เป็นอะไรมาก”“แต่กู้เป้ยเป้ยนางลอยไปตามกระแสน้ำแล้วเจ้าค่ะ”เด็กสาวที่เป็นสหายของกู้เป้ยเป้ยนามว่า ซิน
หลังจากนั้นในช่วงสองวันต่อมาคนบ้านจ้าวก็ได้เทียวขึ้นเขาเพื่อเก็บผลไม้กันตลอดจนแล้วเสร็จในช่วงปลายยามเว่ย (13.00-14.59) ของวันที่สองจ้าวโม่ในตอนนี้กำลังนั่งมองกองของมะม่วงที่เพิ่งจะแยกผลสุกผลดิบเสร็จลงด้วยความเหนื่อยหล้า นั่นเป็นเพราะว่าตลอดสองวันที่ผ่านมานางได้ทำการแยกผลมะม่วงอยู่ที่บ้านตลอดส่วนบุรุษของบ้านก็เป็นคนขึ้นเขาไปเก็บผลมะม่วงลงมาให้นางกับมารดาช่วยกันคัดผลอยู่ที่บ้านถือเป็นความโชคดีของจ้าวโม่ที่ในตอนเด็ก ๆ นางได้ไปอาศัยอยู่กับยายที่ทำสวนผลไม้ขาย นางจึงพลอยได้ความรู้ในเรื่องพวกนี้ติดตัวมาด้วยในชาติก่อน ก่อนที่นางจะกลายไปเป็นทายาทนักธุรกิจพันล้านนางก็เคยมีชีวิตที่ยากลำบากมาก่อนเพราะหลังจากที่แม่ของนางเลิกกับพ่อนั้นก็ได้ตั้งท้องนางแล้ว แม่ของจ้าวโม่อุ้มท้องนางกลับไปหาท่านยายที่ประเทศบ้านเกิดดังนั้นตั้งแต่นางคลอดจนอายุได้ห้าขวบล้วนเป็นแม่ของนางกับคุณยายเลี้ยงดูมาตลอดแต่เมื่อนางอายุได้ 13 ปีมารดาของนางก็เสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย หลังจากเสียมารดาไปนางก็ถูกเลี้ยงดูมาโดยคุณยายที่รักนางมากมาโดยตลอดจนเมื่อนางอายุได้ 18 ปีคุณยายก็จากนางไปด้วยโรคของคนแก่ หลังจากงานศพของผู้เป็นยายผ่า
“ข้ารู้ว่าท่านแม่ทำอย่างเต็มที่แล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่อย่าได้กล่าวโทษตัวเองเลยข้าไม่เป็นไร”จ้าวโม่เอ่ยปลอบใจมารดาอย่างเข้าใจในความรู้สึกผิดที่อีกฝ่ายมีต่อลูกสาวคนเล็ก“ขอบใจมากนะลูก”หลังจากนั้นสองแม่ลูกบ้านจ้าวก็พากันแยกไปทำสิ่งที่ตนเองต้องการต่อจนเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่รู้พอทั้งสองแม่ลูกรู้ตัวอีกทีก็ในตอนที่พวกบุรุษของบ้านทั้งสี่ได้กลับมาถึงบ้านในช่วงบ่ายคล้อยใกล้จะเย็นแล้วนั่นเองจากนั้นคนบ้านจ้าวก็ได้ทานมื้อเย็นแล้วเข้านอนกันตามปกติ โดยที่บุรุษทั้งสี่คนไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านของตนเองในวันนี้เลยเช้าวันต่อมา จ้าวโม่รีบตื่นมาตั้งแต่เช้าเพื่อจะได้เตรียมตัวขึ้นเขากับบิดาของตน เพราะหลังจากที่เข้านอนเมื่อวานนางได้เอ่ยขอบิดาเพื่อตามขึ้นเขาแล้วและจ้าวเหยียนเองก็อนุญาตให้นางตามไปด้วย ดังนั้นในช่วงเช้าหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จกลุ่มของจ้าวโม่จึงได้เดินทางขึ้นเขากันตั้งแต่เช้าส่วนจ้าวเหว่ยกับนางฟานซื่อนั้นถูกข้าวโม่ไหว้วานให้ช่วยไปหาวัตถุดิบบางอย่างที่นางจะนำมาใช้ปลูกผักที่ซื้อมาอยู่ที่บ้านตลอดเส้นทางที่จ้าวโม่เดินขึ้นเขาไปนั้นก็มีจ้าวจินฮ่าวและจ้าวหยางเดินประกบหน้าหลังอย่







