ตอนที่ 3 ออกสื่อ
ผมมารู้สึกตัวตื่นแต่ไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก เมื่อตอนได้ยินเสียงของพี่รัณดังลั่นอยู่ข้างหู ยังไม่ทันจับต้นชนปลายเรื่องอะไรได้ เสียงเอะอะโครมครามกับฝ่ามือนุ่มก็สะบัดตบลงมาเต็มซีกแก้มจนแทบไม่เว้นช่วงให้ผมได้หายใจ ในขณะที่หัวสมองยังรับรู้เรื่องราวอะไรได้ไม่เต็มส่วน ผมได้ยินแค่ประโยคซ้ำๆ ของพี่รัณที่พร่ำด่ากล่าวหาว่าผมเป็นชู้กับคุณครามเท่านั้นที่พอฟังรู้เรื่องและจับใจความได้ แต่ทำไมพี่รัณถึงพูดออกมาอย่างนั้น ผมกับคุณครามนะหรือจะมีความสัมพันธ์ต่ำช้าน่ารังเกียจ
“พี่รัณผมเปล่า” เรี่ยวแรงที่มีเพียงพอแค่ให้ผมขยับปากบอกปฏิเสธ เพื่อต้องการให้พี่รัณเชื่อและเปิดโอกาสให้ผมได้ลืมตาขึ้นมาอธิบายแก้ต่างความเข้าใจผิดๆ นั้น หากแต่ดูเหมือนมันช่างไร้ประโยชน์
กล้องบันทึกภาพวิดีโอและโทรศัพท์มือถือของใครบางคนถือล่อนชูไว้ในอากาศเห็นผ่านเข้ามาในโสตประสาทการรับรู้ของผม ข้อเท้าสีขาวกับรองเท้าส้นสูงของใครบางคนอยู่ห่างผมไปเพียงไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีแม้แต่ปลายนิ้วที่จะเข้ามาฉุดดึงช่วยเหลือ
“เป็นใครก็ได้รินทร์ แกจะเอากับใครก็ได้แต่ทำไมต้องเป็นผัวฉัน แกทำอย่างนี้ได้ยังไง” ฝ่ามือนุ่มของพี่รัณกระชากคางของผมให้เชิดหงาย ก่อนที่น้ำตาหยดใสๆ จะพร่างพรายร่วงลงมาจากดวงตาคู่สวยของพี่สาวที่ผมรักเสมือนแม่คนที่สอง
“พี่รัณผมเปล่านะ” ผมพยายามรวบรวมสติอันกระเจิดกระเจิงนั้นให้เข้าที่เข้าทางแล้วพูดย้ำปฏิเสธอย่างหนักแน่น หากแต่ผมยังไม่มีโอกาสอธิบายอะไรเพิ่มเติม ความรู้สึกเจ็บแปลบกับเสียงหนักๆ เหมือนมีของแข็งมากระแทกหัวหลายครั้งหยุดโลกทั้งใบของผมค้างนิ่งเอาไว้เพียงเท่านั้นเพราะผมถูกผลักให้ตกกลับลงไปในห้วงเหวแห่งความมืดดำมึนงงพร้อมกับสติดับวูบจมหายสู่ห้วงฝันอีกคราว
“.....มาถึงเรื่องฉาวสุดช็อกของคนวงการบันเทิงเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา หลังจากมีภาพหลุดของนักแสดงหนุ่มซึ่งกำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้กำลังมีความสัมพันธ์ฉันชู้กับไฮโซหนุ่มอย่างคุณคราม....”
เสียงการรายงานข่าวบันเทิงปลุกสติของผมให้ค่อยๆ ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล อาการเจ็บแปลบบริเวณหัวค่อนไปทางหางคิ้วกับอาการแสบชาทั่วทั้งซีกหน้าและริมฝีปากซึ่งเจ็บตึงจนเผลอหลุดร้องครวญออกมาด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย...”
“รินทร์” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยเรียกชื่อของผมห่างออกไปไม่มากนัก แต่เปลือกตาของผมมันหนักจนแทบขยับให้เปิดขึ้นไม่ได้
“ฟื้นสักทีนะพ่อตัวดี” อีกหนึ่งเสียงซึ่งคุ้นหูสะบัดห้วนจนสามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์ขุ่น
“พี่อาร์ตี้” ผมลืมตาขึ้นมาพบกับผู้จัดการส่วนตัวยืนถลึงตาเขียวใส่อยู่ด้านข้าง รอบเตียงนั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ผมรักใคร่คุ้นเคย หากแต่เวลานี้ดูเหมือนพวกเขามีเรื่องบางอย่างให้ขุ่นข้องไม่พอใจในตัวผมเพราะสายตาทุกคู่ซึ่งมองมานั้นดูหยามเหยียดเกลียดชังไม่รักใคร่สนิทใจดังเคย
“พี่อาร์ตี้...พี่รัณล่ะครับ” ความทรงจำอันแสนชุลมุนวุ่นวายแล่นผ่าเข้ามากลางหัวพร้อมกับอาการปวดจี๊ดตรงขมับ
“ยังมีหน้าไปถามหารัณอีกเหรอ เราทำอะไรลงไปรู้ตัวหรือเปล่ารินทร์” เสียงแข็งตวาดกลับมาทันที
“ถ้าเป็นเรื่องเมื่อคืน ผมอธิบายได้นะครับ มันไม่มีอะไรเลยจริงๆ”
“ไม่มีอะไรอย่างนั้นเหรอ อมโบสถ์ทั้งหลังมาพูดยังไม่มีใครเชื่อเลยรินทร์ ภาพมันฟ้องออกมาขนาดนั้น แล้วที่สำคัญตอนนี้ไม่ใช่แค่ข่าวซุบซิบดารานะรินทร์ คลิปนั้นมันถูกคนมือไวอัพโหลดลงเว็บโป๊ไปแล้ว ตอนนี้ปิดยังไงแก้ยังไงมันก็ไม่ทันแล้วรินทร์”
“อะไรครับ” ความรู้สึกหนาวยะเยือกแล่นพุ่งเข้ามาปะทะความรู้สึกของผม มันอึดอัดบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออกนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ข่าวซุบซิบดารา...เว็บโป๊?
"หมายความว่ายังไงครับ" ผมกวาดตามองกลับไปรอบตัวโดยหวังว่าจะมีใครสักคนช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้ฟัง
“ช่วงแรกที่มันออกอากาศไปน่ะ มีคนอัดคลิปแล้วเอาภาพของรินทร์...ไปปล่อยลงเว็บโป๊ พวกเราพยายามแก้ไขแล้วแต่...มันถูกแชร์ไปเยอะมากจนไม่รู้จะทำยังไง กดรายงานให้เขาลบคลิปไปแล้วแต่มันก็มีคนเอาไปลงใหม่อยู่ดี...แล้วมันก็ไม่ได้มีแค่คลิปเดียวด้วย...” จินนี่เพื่อนสนิทของผมเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว
“ภาพของรินทร์เหรอ?” ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตากับพี่อาร์ตี้ผู้จัดการสาวประเภทสองรู้สึกหายใจไม่สะดวกนักเพราะผมไม่รู้จริงๆ สำหรับไอ้คำว่า “ภาพ” นั้นมันหมายความว่าอะไรและภาพที่ว่ามันถูกโหลดลง “เว็บโป๊” อย่างนั้นหรือมันคือภาพอะไรล่ะ
“ภาพรินทร์ ทำไมไปอยู่ในเว็บโป๊ล่ะครับ?”
“แล้วถ้ามันไม่อยู่ในเว็บโป๊ รินทร์จะให้มันไปอยู่ในเว็บสารคดีช่องไหนล่ะ ก็ในเมื่อมันเป็นภาพของรินทร์กำลังเล่นชู้อยู่กับคุณคราม” เสียงห้วนกระแทกตอบอย่างหงุดหงิดอารมณ์เสีย
“ภาพของผม...เล่นชู้กับคุณครามเหรอ?” นานหลายนาทีกว่าผมจะตั้งสติแล้วเริ่มกลับมารับรู้ถึงเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวได้อีกครั้ง เมื่อคืนที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมผมจำอะไรไม่ได้เลย ผมจำได้แค่แก้วเหล้ากับกระป๋องน้ำผลไม้บนโต๊ะซึ่งยังผมยังไม่ได้ยกดื่มแม้แต่อึกเดียวและควันบุหรี่สีเทาเหม็นๆ นั้นพร้อมกับ....
“ครางชื่อฉันสิ...ดารินทร์”
“ไม่จริงนะ” ผมส่ายหัวปฏิเสธ
“จะเอาอะไรมาปฏิเสธว่ามันไม่จริง โอ๊ยยยยย...ฉันอยากจะบ้าตาย จากดาราซีรีส์วายนี่ฉันต้องกลายเป็นผู้จัดการให้ดาราหนังเอวีไปแล้วอย่างนั้นเหรอ” ท่าทางเกรี้ยวกราดของพี่อาร์ตี้ทำให้ผมรู้สึกผิดและกังวล
“จินนี่ โทรศัพท์ผมล่ะ” ผมหันไปถามหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองจากเพื่อนสาวเพราะต้องการเอาหลักฐานมาให้ทุกคนดูว่าเมื่อคืนนี้ผมไม่ได้ไปหาคุณครามเอง พี่รัณเป็นคนโทรมานัดให้ผมไปรอที่นั่นจริงๆ
“เอ่อ ตอนพารินทร์ออกมา จินนี่ไม่ได้หยิบมาด้วยเพราะไม่ทันคิดอ่ะมันชุลมุนวุ่นวายไปหมด...ขอโทษทีนะ”
“ถ้าอย่างนั้น จินนี่โทรหาพี่รัณสิ...ในโทรศัพท์ของรินทร์มันมีบันทึกการโทรอยู่ แล้วมันก็บันทึกเสียงอัตโนมัติด้วย รินทร์ไม่ได้ไปที่นั่นเองนะ พี่รัณเป็นคนให้รินทร์ไปแล้วยังบอกให้รินทร์เข้าไปรอในห้องด้วย” ผมยังคงพยายามหาทางออกของปัญหาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง
“โทรศัพท์ของรินทร์เหรอ เดี๋ยวจินนี่จะลองถามให้นะไม่รู้ว่า...อยู่กับพี่รัณหรือว่าคุณคราม”
เพื่อนสาวร่วมอาชีพกดโทรศัพท์แล้วยืนทำหน้าเจื่อนๆ อยู่นานสองสามนาทีก่อนจะกดวางสายแล้วหันมาส่ายหน้าช้าๆ แล้วบอกให้รู้ว่าโทรศัพท์ของผมไม่มีสัญญาณตอบกลับใดๆ ไม่รู้ว่าแบตโทรศัพท์หมดไปเองหรือมีใครจงใจปิดเครื่องกันแน่
"ต่อให้มีโทรศัพท์และบันทึกการโทรจริง พี่สาวเธอเขาบอกเหรอว่าให้เธอไปนอนแก้ผ้ารอในห้องผัวเขา" พี่อาร์ตี้สะบัดเสียงถามผมกลับมา
"ก็พี่รัณบอกว่าจะไปคุยเรื่องหย่า แต่จะมาช้าเพราะว่ายังถ่ายละครไม่เสร็จนี่ครับ"
"เมื่อวานเราไม่มีคิวถ่ายละครนะรินทร์ เพราะว่า....พวกเราเตรียมจะมาถ่ายรายการกันเมื่อคืนนั่นแหละ" จินนี่ตอบกลับมาพร้อมกับเอียงหน้าเหมือนมีเรื่องไม่เข้าใจ
"ไม่มีคิวถ่ายละครอย่างนั้นเหรอ...แต่พี่รัณบอกว่ามี พี่รัณจะโกหกทำไม แล้วตอนนี้พี่รัณอยู่ไหน”
“คือ...เห็นว่าเมื่อคืนอยู่เคลียร์ปัญหากับคุณครามต่อ แล้วก็พี่รัณ...กำลังจะออกมาแถลงข่าว...”
“แถลงข่าว...เรื่องอะไร?”
“ไม่รู้สิ จินนี่ก็รอดูอยู่เหมือนกัน”
ความอดทนของพวกเราทุกคนในห้องไม่ได้ถูกบีบให้ต้องรอนานนักเพราะเสียงแจ้งเตือนของโทรศัพท์มือถือทุกคนดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน โดยเป็นการไลฟ์สดแถลงข่าวของพี่สาวผมเอง ไอแพดเครื่องใหญ่ประจำตัวของพี่อาร์ตี้ถูกยื่นออกมาด้านหน้าโดยมีพวกเราทุกคนพุ่งสายตาจับจ้องมองภาพของหญิงสาวคนหนึ่งใบหน้าเศร้าหมองกับร่องรอยดวงตาอันบวมช้ำเหมือนคนที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก แม้มีแว่นกันแดดแบรนด์ดังช่วยอำพรางแต่มันก็ไม่อาจปกปิดดวงตาเศร้าเบื้องหลังกระจกเลนส์สีชานั้นได้เลย
นักข่าว : คุณรัณคะ ไม่ทราบว่าเหตุการณ์เมื่อคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือคะ // เสียงนักข่าวสาวคนหนึ่งโพล่งถามออกมาเป็นคำถามแรก
ดารัณ : สำหรับเรื่องเมื่อคืนรัณไม่ขอพูดถึงรายละเอียดอื่นนะคะเพราะทุกคนคงจะได้เห็นเองกับตาแล้ว // เสียงแหบแห้งสั่นเครือของพี่รัณตอบอย่างแผ่วเบาแม้จะมีไมค์หลายสิบอันจดจ่ออยู่ข้างหน้าแต่ถึงอย่างนั้นมันก็แหบเครือจนทุกคนต้องเงี่ยหูฟัง
นักข่าว : คุณรัณหมายความว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด....เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอคะ เรื่องคุณดารินทร์...กับคุณครามน่ะค่ะ // เสียงของนักข่าวอีกคนพูดแทรกขึ้นบ้าง
ดารัณ : รัณก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันค่ะว่ามันจะเป็นเรื่องจริง // น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรอดออกมาจากใต้ช่องว่างระหว่างกรอบเลนส์เห็นเป็นหยดน้ำติดอยู่ตรงปลายคางเรียว
นักข่าว : แล้วทางคุณดารินทร์กับคุณครามได้มีการเข้ามาพูดคุยหรือว่าอธิบายอะไรหรือเปล่าคะ
ดารัณ : ไม่ค่ะ....เขาสองคนไม่ได้ปฏิเสธ!
ไม่ปฏิเสธอย่างนั้นเหรอ…
หัวใจของผมหล่นวูบร่วงหายออกไปจากอกกับคำสัมภาษณ์นั้น ผมยังคงนั่งอยู่บนเตียงนอนภายในคอนโดมิเนียมและยังไม่ได้พูดคุยอะไรกับใครเลยทั้งพี่รัณและคุณคราม แล้วทำไมพี่รัณถึงบอกว่าผมไม่ได้ปฏิเสธ ผมต้องปฏิเสธสิ...ในเมื่อผมไม่ได้ทำอะไรเลย
นักข่าว : หมายความว่าทั้งสองคนยอมรับว่าคบชู้กันจริงอย่างนั้นเหรอคะ แล้วอย่างนี้คุณรัณจะทำยังไงต่อไปคะ // นักข่าวคนเดิมถามซ้ำพร้อมกับยื่นกระดาษทิชชู่แผ่นใหญ่เหมือนต้องการให้ดาราสาวคนดังใช้มันซับหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บช้ำ
ดารัณ : ถึงเขาไม่ยอมรับแต่ภาพทุกอย่างมันก็ชัดแล้วนี่คะ...
ผมยกมือขึ้นมากุมขมับรู้สึกปวดร้าวตั้งแต่หัวใจไปจนถึงแกนกลางของสมองนี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน คำให้สัมภาษณ์ของพี่รัณบอกอย่างชัดเจนหนักแน่นว่าความสัมพันธ์ของพี่สาวและพี่เขยของผมนั้นได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่เมื่อคืน เหลือเพียงขั้นตอนของทนายซึ่งพี่รัณจะฟ้องหย่าในข้อหาว่าสามีคบชู้ ส่วนน้องชายทรยศเช่นผม....
ดารัณ : สำหรับดารินทร์ต่อให้เขาทรยศหักหลังรัณยังไง สุดท้ายแล้วเขาก็ยังคงเป็นน้องชายที่รัณรักและเลี้ยงมากับมือ ถ้าเขาสองคนรักกันจริงๆ รัณก็คงห้ามเขาสองคนไม่ได้หรอกค่ะ
ผมนั่งจมอยู่กับคำถามนับร้อยพัน ความรู้สึกอัดอั้นอึดอัดจนยากอธิบายได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ ว่าเมื่อคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้นเพราะในหัวสมองกลวงๆ ของผมมันมีแต่สีเทาหม่นคลุมเครือแทบแยกไม่ออกว่าอันไหนเรื่องจริง อันไหนความฝัน
“ผมจะไปหาพี่รัณ” ผมตวัดผ้าห่มออกจากตัวพุ่งตรงไปยังตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ทันที
“จะบ้าเหรอรินทร์...ไปตอนนี้เนี่ยนะ” พี่อาร์ตี้กระชากแขนผมก่อนจะเหวี่ยงกลับมาที่เตียงนอน
“แล้วพี่อาร์ตี้จะปล่อยให้ทุกคนเข้าใจผมผิดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เหรอครับ”
“รินทร์จะไปแก้ตัวกับสื่อยังไง ในเมื่อทั้งภาพ ทั้งเสียง แถมพยานหลักฐานของคุณรัณมันแน่นขนาดนั้น กับลำพังคำพูดว่า ผมไม่ได้ทำของรินทร์เพียงคนเดียว มันใช้ไม่ได้หรอกนะรินทร์!”
“แล้วพี่จะให้ผมทำยังไง ก็ในเมื่อผมไมได้ทำจริงๆ...นี่ไม่มีใครเชื่อผมเลยเหรอ?”
“เฮ้อ....พี่อยากเชื่อใจรินทร์นะ แต่ว่าตอนนี้รินทร์อยู่เงียบๆ นิ่งๆ ไปก่อนรอให้เรื่องนี้มันสงบเงียบลง แล้วเราค่อยมาคิดกันอีกที”
“อยู่เงียบๆ โดยให้คนเข้าใจผิดว่าผมเป็นชู้กับคุณคราม เข้าใจว่าผมแย่งผัวพี่สาว แล้วถ้าผมเงียบ...คนจะไม่ยิ่งตัดสินว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอครับ”
“เอ่อ...แต่จินนี่ว่าที่พี่อาร์ตี้พูดมาก็มีเหตุผลนะ ตราบใดที่รินทร์ไม่มีหลักฐานอะไรนอกจากคำพูดลอยๆ ต่อให้ออกไปป่าวประกาศตอนนี้มันก็ไม่มีประโยชน์หรอก” จินนี่ถอนหายใจแรงๆ แล้วยื่นมือไปกดปิดแอปพลิเคชั่นไลฟ์สดการแถลงข่าวของพี่สาวผมแล้วคืนความเงียบอันน่าอึดอัดกลับเข้ามาภายในห้อนนอนขนาดเล็ก
“ถึงผมจะไม่ได้พูดหรือแก้ต่างออกสื่อ แต่ผมก็ต้องไปหาพี่รัณ...ผมไม่ยอมให้พี่รัณเข้าใจผมผิดๆ แบบนี้แน่”
หลังจากที่ผมดื้อรั้นแล้วยืนกรานต้องการกลับมาที่บ้านเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจให้พี่สาวได้รู้ ด่านแรกที่ผมเจอตั้งแต่ลานจอดรถตรงหน้าคอนโดมิเนียมคือกองทัพนักข่าวปาปารัซซี่จำนวนมากที่มานั่งรอยืนรอเหมือนต้องการมาเห็นหน้าชู้อย่างผมให้ถนัด
“คุณรินทร์ช่วยพูดอธิบายอะไรกับเหตุการณ์เมื่อคืนนี้หน่อยได้มั้ยคะ”
“สรุปว่าข่าวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ”
“คุณรินทร์กับคุณครามคบหากันจริงใช่มั้ยคะ”
คำถามมากมายเหมือนลูกตุ้มเหล็กที่เหวี่ยงมาทุบหัวผมให้มึนตื้อจนคิดอะไรไม่ออก แม้ปากอยากจะเอ่ยออกไปว่า “ไม่” แต่เหมือนมันมีแรงอะไรบางอย่างบีบอัดหัวใจผมให้ปวดเจ็บจนเก็บน้ำตาไว้ไม่ได้
“คุณรินทร์ยอมรับใช่มั้ยคะว่าเป็นชู้กับคุณครามจริงๆ”
คำถามสุดท้ายก่อนที่ผมจะถูกมือหยาบอันเย็นเฉียบของพี่อาร์ตี้คว้าคอแล้วกดหัวผมให้มุดหายเข้าไปภายในรถตู้ฟิล์มดำสนิททำให้ผมต้องเหลียวกลับไปหาต้นตอนั้นอีกครั้ง ภาพใบหน้าของนักข่าวสายบันเทิงหลายคนซึ่งคุ้นเคยกันดีรวมไปถึงเหล่าบรรดามัมหมีที่เคยอุปถัมภ์ค้ำชูเอ็นดูผมตั้งแต่เริ่มแรกเข้าวงการยืนน้ำตาไหลพรากอยู่ห่างจากกระจกรถไปไม่เกินหนึ่งช่วงแขน แววตาผิดหวังเสียใจปวดร้าวสับสนนั้นจ้องมองมายังผมพร้อมกับสีหม่นในแววตาที่มันเคยภาคภูมิใจและอ่อนโยน
“ผมเปล่า...ผมไม่ได้ทำ...ฮือ”
เขื่อนกั้นความอดทนของผมพังทลายลงเมื่อเห็นสายตาแห่งความผิดหวังของคนที่ผมรักและผมรู้ว่าพวกเขารักผมมากแค่ไหน น้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจไหลพรากลงมาจนเต็มสองแก้ม นี่ผมกำลังทำให้คนที่รักผมเจ็บช้ำผิดหวังและร้องไห้อย่างนั้นเหรอ?
ตอนที่ 27 ในคำว่า...รัก (จบ)“คุณครามครับ ผมยังไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่าจะแต่งงานกับคุณน่ะ” ผมตีมือลงไปบนท่อนแขนของแฟนหนุ่มทันที เมื่อเห็นว่าเรื่องราวมันชักจะบานปลายใหญ่โตเพราะน้องครีมตะโกนป่าวประกาศเสียลั่นบ้านอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด“เรื่องแต่งงาน ฉันต้องรอให้เธอพูดด้วยอย่างนั้นเหรอดารินทร์ เรื่องสำคัญแบบนี้ฉันตัดสินใจเองได้”“แต่มันก็เป็นการตัดสินใจที่สำคัญของผมเหมือนกันนี่ครับ...นี่น่ะมันเป็นชีวิตของผมนะ”“ชีวิตของเรา....ตอนนี้ถ้าดูจากทางพฤตินัยแล้ว เราสองคนถือว่าเป็นสามีภรรยา นับว่าเป็นคนคนเดียวกันแล้วนะ เพราะฉะนั้นเรื่องสำคัญๆ อย่างเช่นเรื่องการแต่งงาน หัวหน้าครอบครัวหรือสามีอย่างฉัน จะขอใช้อำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจเอง”“หื้ออออ มีอย่างนี้ด้วยเหรอครับ”“มีสิ นี่ไง...ครอบครัวของเรา”“แต่ว่า...มันจะไม่เร็วเกินไปหน่อยเหรอครับ เราตกลงเป็นแฟนกันได้แค่สองวันเองนะ แล้วเมื่อคืนเราก็เพิ่งจะ...ลองมีอะไรกันครั้งแรกกับสอง สามครั้งหลังเท่านั้นเอง คุณครามไม่คิดว่าเราควรจะศึกษาดูใจกันอีกหน่อยเหรอครับ” ผมยังคงค้านเร
ตอนที่ 26 ครั้งแรก“คุณครามครับ”ผมเดินเข้าไปสวมกอดแฟนหนุ่มอย่างประจบเอาใจ เพราะรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่มีส่วนในการเอาปัญหาอันวุ่นวายภายในครอบครัวมากวนใจและต้องคอยให้คุณครามตามแก้ปัญหาให้ ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำนั้นมันอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ผมก็อดใจทอดทิ้งแม่และพี่สาวไปไม่ได้จริงๆ ในเมื่อเรามีกันอยู่แค่สามคนเท่านี้ จะดีหรือชั่วอย่างไรเสียทั้งสองก็เป็นคนในครอบครัวเพียงสองคนสุดท้ายในโลกใบใหญ่ที่ผมเหลืออยู่“จะง้อฉันเหรอ” ฝ่ามือนุ่มวางทับลงมาบนหลังมือของผมพร้อมกับใบหน้าเอี้ยวหันมาจูบลงบนหน้าผากเสียงดังจุ๊บใหญ่“ครับผมมาง้อ แล้วก็มาขอบคุณที่คุณครามยอมช่วยแม่กับพี่รัณด้วย” ผมย้ายตัวเองจากการโอบกอดแผ่นหลังกว้างเดินมายืนอยู่ด้านหน้าแล้วสวมกอดร่างหนานั้นเอาไว้จนเต็มอ้อมแขน“เธอรู้ใช่มั้ยดารินทร์ว่าฉันช่วยพวกเขาทำไม ฉันยื่นมือเข้ามาช่วย...ทั้งๆ ที่ฉันเกลียดเขานักหนา”“ครับ” ผมพยักหน้ารับเบาๆผมรู้ว่าคุณครามเองคงเจ็บปวดและรู้สึกเหมือนถูกหยามศักดิ์ศรีอย่างหนัก เมื่อเมี
ตอนที่ 25 ช่วยเหลือ“ตกลงว่ายังไงครับที่รัก ไอ้ตี๋มันกลับมาทำไม”ท่อนแขนหนาสอดคล้องโอบรอบเอวของผมและตามมาด้วยริมฝีปากนุ่มกดจูบหนักๆ ลงมาตรงซอกคอ เหมือนคุณครามอยากจะแกล้งและแสดงให้คนมารบกวนเรากลางดึกได้เห็นว่าเขาได้มาขัดจังหวะเวลาหวานระหว่างเราสองคนอย่างไรบ้าง"ครามเหรอ?"“ดารัณ....คุณที่นี่ทำไม” ผมจับน้ำเสียงประหลาดใจของคุณครามได้พอๆ กับอ่านสายตาของพี่รัณและแม่ที่คงตกตะลึงไม่แพ้กัน“ฉันก็มาหาน้องชายของฉันยังไงละคะ”“เอ่อ...คือแม่กับพี่รัณเข้ามาในห้องก่อนสิครับ” ผมแกะท่อนแขนของคุณครามออกจากเอว แล้วเดินถอยหลังนำทางแม่และพี่สาวไปนั่งลงบนโซฟาคืนนี้อากาศในห้องเหมือนจะร้อนอบอ้าวมากกว่าทุกวัน ทั้งๆ ที่เวลานี้เครื่องปรับอากาศในห้องนั้นมันก็ทำงานตามปกติ และออกจะหนาวเกินไปด้วยซ้ำสำหรับผมเพราะเมื่อชั่วโมงที่แล้วคุณแฟนไฮโซกดลดระดับอุณหภูมิลงไปอีกหลายองศาเพราะคุณครามบอกว่ากิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ฉันท์แฟนนั้นมันต้องใช้แรงเยอะ“แม่...กับพี่รัณ มีเรื่องอะไรหรือเป
ตอนที่ 24 ความสัมพันธ์“จูบเพื่อการแสดงเธอยังทำได้ แล้วจูบเพื่อหัวใจ เธอจะไม่ลองดูหน่อยเหรอดารินทร์...”หมาจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์ล่อหลอกลวงผมแล้วอาศัยช่วงของความมึนงงฉกชิงริมฝีปากของผมให้ตกไปอยู่ใต้อาณัติของเขาเอง จูบเบาๆ ราวกับสำลีนุ่มๆ ชุบน้ำผึ้งหวานละเลียดเฉียดเบียดจูบลงมาบนกลีบปาก ชั่วครั้งชั่วคราวจึงสลับปรับมุมจูบดูดลิ้นหนักแต่ไม่ถึงขึ้นรุนแรง ผมเผลอเพลินเดินหลงไปในดงจูบอันหอมหวาน มารู้สึกสะดุดหวิวสยิวเสียวก็เมื่อตอนสัมผัสจากปลายนิ้วเรียวที่สอดลึกเข้ามาภายใต้เนื้อผ้าของเสื้อนอน ฝ่ามือหยาบกดน้ำหนักลงแรงบีบเคล้นเฟ้นไปตามส่วนโค้งส่วนเว้าไปพร้อมกับบดเคล้าเร้าแรงจูบผสมกันจนผมไม่รู้จะให้ความสำคัญปัดป้องส่วนไหนก่อนดี“คุณครามพอแล้วครับ” ผมร้องห้ามแล้วพยายามเบี่ยงตัวหลบจากแรงเสียดสี เวลานี้เสื้อผ้าอาภรณ์หลุดลุ่ยจนแทบจะร่วงหายไปจากตัว“ทำไมล่ะ”“มันสายมากแล้วครับ ผมต้องรีบลงไปเปิดร้าน”“ดารินทร์ เธอมีแฟนรวยเป็นพันล้านเชียวนะ ลงไปเปิดร้านสายแค่ไม่กี่ชั่วโมง ฉันไม่ยอมให้แฟนฉันข
ตอนที่ 23 บทพิสูจน์ใจ“คุณคราม ลุกมาทำไมครับ ผมบอกให้คุณนอนบนเตียงไง” ผมมารู้สึกตัวตื่นเพราะถูกใครบางคนล้มตัวลงมานอนเบียดภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ท่อนแขนยาวโอบดึงรั้งให้ผมพลิกตัวหันกลับเข้าไปหาอ้อมอกอันแข็งและแน่นตึง“เธอก็รู้ว่าฉันนอนไม่หลับถ้าฉันไม่ได้กอดเธอ” เสียงกระซิบแผ่วเบาแหบพร่าดังมาเพียงแค่ให้เราสองคนได้ยินเท่านั้น ผมเอี้ยวตัวหันหน้ากลับไปทางเตียงนอนหลังใหญ่ซึ่งเพื่อนสนิทนั้นยังคงนอนหลับใหลไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวจึงยังพอเบาใจว่าปาร์คจะไม่ตื่นขึ้นมาแล้วโวยวายงอนผมเข้าให้อีก“แต่ผมบอกแล้ว ว่าวันนี้ผมเหนื่อยมาก” ผมกระซิบกลับไปบ้าง พร้อมทั้งพยายามขยับดึงไหล่ตัวเองออกห่างจากอีกคน“ฉันรู้ว่าเธอเหนื่อย ฉันถึงมานอนกับเธอตรงนี้ไง ดารินทร์คืนนี้ฉันจะนอนกอดเธออย่างนี้ เธอจะได้อุ่นๆ แล้วก็หลับสบาย เอาล่ะคืนนี้ดึกแล้ว หลับซะนะคนดี” ปลายจมูกโด่งโค้งก้มลงมากดฝังลงบนซีกแก้มของผม ท่อนแขนสองข้างกอดขยับปรับท่านอนให้ผมจนอยู่ในท่วงท่าสบายเนื้อสบายตัว“คุณคราม”“นอนได้แล้ว
ตอนที่ 22 สมาคมคนโสดผมไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อคืนนั้นตัวเองเผลอหลับไปได้ยังไง มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองนั้นล้มตัวลงมานอนอยู่ในแนวระนาบส่วนหัวพาดวางไว้บนอะไรแข็งๆ สิ่งแรกที่พุ่งเข้ามาในประสาทสัมผัสการมองเห็นของผมคือดวงตากลมเปล่งประกายอันสดใสรับกับขนคิ้วขนตาสีดำสนิท ของคนที่หอบหมอนมาขอนอนด้วยเมื่อคืนนี้“มอนิ่งดารินทร์ เธอหลับฝันดีใช่มั้ย” เจ้าของดวงตาเป็นประกายทักทายผมในยามเช้า พร้อมกับรอยยิ้มหวานเสียจนทำเอาผมรู้สึกเขินขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“เอ่อ...ทำไมเหรอครับ” ผมทนสายตาวิบๆ วับๆ ของคุณครามไม่ไหวจึงต้องเฉไฉมองเลยหันไปจ้องมองสิ่งอื่นแทน“ฉันเห็นเธอนอนยิ้มเหมือนคนกำลังมีความสุข ดารินทร์เธอรู้หรือเปล่าว่ามันทำให้ฉันมีความสุขไปด้วย” ปลายนิ้วมืออุ่นดึงคางผมให้หันกลับมาหา“ผมน่ะเหรอนอนยิ้ม ผมไม่ได้บ้านะครับ”“ฉันไม่ได้โกหกนะ ถ้าเธอไม่เชื่อฉันมีหลักฐานด้วย” คุณครามหันไปด้านข้างแล้วเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา จากนั้นจึงเปิดโชว์ภาพพักหน้าจอซึ่งเป็นภาพใบหน้าของผมนอนหลับตาพ