LOGINองค์หญิงหมิงเยว่และอันฉีชนจอกกันจนเมามาย อันฉีเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มแรกให้พวกเขาได้ฟังอีกครั้ง พวกเขาได้ฟังก็นึกแปลกใจกับพฤติกรรมของคนร้าย แต่อีกใจหนึ่งก็โล่งใจที่พวกเขาไม่ทำร้ายพวกนาง แต่ที่อดทึ่งไม่ได้เลยก็คือพวกนางพากันกระโดดหน้าผาที่มีสายน้ำไหลเชี่ยว แต่กลับรอดชีวิตมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
องค์หญิงยังกล่าวชมอันฉีในความมีสติและมีไหวพริบดีเยี่ยม อีกทั้งมีน้ำใจช่วยเหลือนาง แม้ว่าตนเองก็อยู่สถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นเดียวกัน นางสัญญาว่าจะไม่ปล่อยมือนางก็รักษาสัญญาได้อย่างมั่นคง นางคิดว่าคนแบบนี้น่านับถือน้ำใจอย่างยิ่ง หมิงอ๋องพอได้ยินก็ยิ่งคลั่งรักอันฉีมากขึ้นไปอีก เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสตรีที่เขาจับมาผิดตัวจะเป็นดั่งอัญมณีที่ล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง ขอบคุณสวรรค์และโชคชะตาที่นำพาให้นางมาพบกับเขา “ต้องตามหาลี่จูบ่าวทรยศให้พบ ข้าอยากรู้ว่าพวกเขาต้องการจับข้าไปทำอะไรและจับไปที่ไหน และใครคือคนที่บงการนางให้ทำเรื่องทั้งหมดนี้” อันฉีเอ่ยด้วยความคับแค้นใจ นังบ่าวทรยศข้าจะต้องจับเจ้ามาลงโทษให้ได้ พวกเขานั่งคุยกันจนถึงเกือบเที่ยงคืนจึงได้พากันแยกย้ายไปพักผ่อน องค์หญิงลากแม่ทัพจ้าวเข้าห้องของนางด้วยสภาพที่เมาแทบไม่ได้สติ ส่วนอันฉีก็ไม่ต่างกันจึงเป็นหมิงอ๋องที่ก้มลงอุ้มนางแล้วพาเข้าห้อง บ่าวรับใช้รีบเข้ามาเตรียมน้ำอุ่นและนำกระโถนมาให้ก่อนจะออกไปอย่างรวดเร็ว องค์หญิงหมิงเยว่หมดสภาพนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง จ้าวซีฮั่นยืนกอดอกมองนางว่าจะเอาอย่างไรดี เกิดมาก็เพิ่งเคยอยู่กับสตรีเป็นครั้งแรกแถมนางก็เมามากเช่น เขาควรไปเรียกบ่าวที่เป็นสตรีให้มาช่วยดีหรือไม่? แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิด เขาถึงกับตกตะลึงยืนตัวแข็งทื่อ องค์หญิงหมิงเยว่จู่ ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมา ก่อนจะเริ่มถอดอาภรณ์ทีละชิ้น ร่างของนางเซไปเซมาอย่างไม่ได้สติ เมื่อร่างกายขาวนวลเนียนผุดผ่องปราศจากอาภรณ์ นางก็เดินส่ายไปส่ายมาเพื่อจะไปในส่วนที่ไว้อาบน้ำ จ้าวซีฮั่นพ่นลมออกมาก่อนจะตัดสินใจเดินตามเพราะกลัวว่านางจะหกล้ม องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวลงไปในอ่างน้ำอย่างสะลึมสะลือ ก่อนจะใช้ศีรษะพิงขอบอ่างแล้วหลับไปทันที “องค์หญิง! องค์หญิง!”เขาพยายามเรียกนางแต่ดูเหมือนจะไร้การตอบสนอง เขาถอนใจออกมาก่อนจะหยิบสบู่มาช่วยถูตามแขนของนางด้วยใจที่เต้นรัว เขาพยายามที่จะไม่มองยอดยกที่ชูชันอย่างงดงาม แต่ว่าสายตาของเขาก็ไม่อาจละจากมันไปได้เลย เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปสัมผัสอย่างแผ่วเบาอ่อนโยนและทะนุถนอม แต่เพียงแค่เขาสัมผัสร่างกายของเขาร้อนฉ่าขึ้นมาทันที รังแกคนไม่ได้สติจะผิดมากมั้ยนะ ยามนี้ความรู้สึกถูกผิดตีกันวุ่นวาย ก่อนเขาจะตัดสินใจปลดเสื้อผ้าอาภรณ์ออกจากร่างแล้วลงไปชำระร่างกายอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็ลุกมาหยิบเสื้อคลุมมาสวมใส่ องค์หญิงหมิงเยว่ที่แอบหรี่ตามองเขาอยู่ถึงกับตกตะลึงตาค้าง กับน้องชายของเขาที่ห้อยลงมาเป็นพวง สวรรค์มันจะใหญ่เกินไปหรือไม่? มันเล็กกว่าแขนของนางเพียงนิดเดียว อันฉีบอกว่ามันจะขยายใหญ่ขึ้นมาอีกยามที่บุรุษมีอารมณ์ แย่แล้ว! นางจะตายหรือไม่? เมื่อเขาหันกลับมาก็รีบช้อนร่างบางขึ้นมาจากอ่างน้ำ แล้วประคองให้นางยืนอย่างทุลักทุเลเพื่อจะช่วยเช็ดตัวให้นาง จากนั้นก็ก้มลงอุ้มนางอีกครั้งแล้วพาไปนอนที่เตียง เขาดึงผ้าห่มมาคลุมให้นางจนถึงคอจากนั้นก็ห่มให้ตนเอง แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อองค์หญิงหมิงเยว่ยกข้าที่อยู่ใต้ผ้าห่มมาพาดบนต้นขาของเขา จากนั้นมือที่แสนนุ่มนิ่มก็จับหมับเข้าที่น้องชายของเขาทันที ร่างกายของเขาเริ่มเกร็งไปทั้งร่างเมื่อนางขยับมือไปมา ก่อนที่เขาจะเผลอครางออกมาเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว องค์หญิงหมิงเย่วแอบยกยิ้มอย่างพอใจ ที่จริงนางไม่ได้เมามันคือการแสดง เพราะอาจารย์อันฉีบอกว่า นางต้องแกล้งเมาเขาจะได้คิดว่าเราทำไปเพราะไม่มีสติ อันฉียังบอกอีกว่าบางครั้งบุรุษก็เขินอายเกินไปที่จะเริ่ม ยิ่งนางเป็นองค์หญิงบุรุษก็ยิ่งเกรงใจ เพราะฉะนั้นต้องให้ตีเนียนไปแบบนี้ จ้าวซีฮั่นหลับตาลงด้วยอารมณ์ซ่านเสียว มือของนางทำให้เขารู้สึกดีมากจริง ๆ เขาปล่อยตัวปล่อยใจนางอยากจะทำอะไรก็ตามสบาย แต่แล้วก็ต้องผงกหัวขึ้นมาดู เมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างแตะไปที่หัวมังกร เขาเบิกตากว้างเมื่อองค์หญิงหมิงเยว่แลบลิ้นออกมา แล้วใช้ปลายลิ้นแตะลงไปบนหัวมังกรแดงก่ำ เขารู้สึกเสียวแปลบขึ้นมาทั้งร่างเมื่อนางจับมังกรแดงเข้าไปในปากของนาง จากนั้นนางก็ค่อย ๆ ดูดดึงอย่างกับเป็นอาหารโปรดของนาง เขาทิ้งศีรษะลงบนหมอนอย่างรู้สึกเสียวซ่านรัญจวนใจ เขายกมือมาลูบใบหน้าของนางอย่างเอาใจ นี่ใช่หรือไม่ที่นางบอกอาจารย์นางสอนมาดี เขาต้องยอมรับว่ามันสุดยอดมากจริง ๆ “อ่าาา องค์หญิงของกระหม่อมเก่งจริง ๆ” องค์หญิงเมื่อได้ยินเสียงครางของเขาก็ยิ่งฮึกเหิมเร่งดูดดึงให้แรงมากขึ้น จนสุดท้ายเขาต้องปลดปล่อยออกมาสุดแรง องค์หญิงจึงกลืนลงไปจนหมด จากนั้นก็คลานขึ้นมานอนตะแคงมองเขาอย่างยั่วยวน “ชอบหรือไม่?” “ชอบมีบทเรียนอื่นอีกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” องค์หญิงหมิงเยว์หัวเราะออกมา “เป็นถึงแม่ทัพใหญ่จะปล่อยให้สตรีรุกอยู่ฝ่ายเดียว?” เขาลุกขึ้นมานอนตะแคงมองนาง ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ “หากว่ากระหม่อมรุกกลับองค์หญิงจะรับไหวหรือพ่ะย่ะค่ะ?” “อันนี้ข้าก็ยังตอบไม่ได้เพราะยังไม่ได้ลอง” เขารีบตวัดร่างบางมาไว้ใต้ร่างอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน ก่อนจะก้มลงไปบดจูบอย่างแสนเสน่หา ลิ้นเรียวเกี่ยวกระหวัดลิ้นเล็กของนางอย่างหลงใหล เขากอดกระชับร่างของนางอย่างแนบแน่น บดเบียดมังกรที่แข็งแกร่งบนดอกไม้งามไปมาอย่างรัญจวน “อื้อออ…ท่านแม่ทัพ” นางต้องรีบผละจูบออกมาร้องครางเพราะความซ่านเสียว เขาจึงก้มลงไปจูบลงบนซอกคอเรื่อยลงมาจนถึงดอกบัวคู่งามของนาง ก่อนจะตัดสินใจครอบปากลงบนปลายถันอย่างหลงใหล “องค์หญิงท่านงดงามเหลือเกิน ข้ารักท่านที่สุดยอดดวงใจของข้า” เมื่อไฟรักลุกโชนก็ยากจะดับลงได้ง่าย ๆ ทั้งเขาและนางปลดปล่อยออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างของพวกเขาทั้งสองคนเหงื่อเปียกชุ่มไปทั้งร่าง ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าอันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







